การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เรียบเรียงจากการสัมมนา:บทบาทของการพัฒนาพลเมืองเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไทย-เยอรมนี วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ชื่อหนังสือ: การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง บรรณาธิการ: ดร. นฤมล ทับจุมพล จัดทำโดย: มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 1550 อาคารธนภูมิ ชั้น23 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร 0-2652-7178/9 แฟกซ์ 0-2652-7180 ปีที่พิมพ์: ธันวาคม 2551 ออกแบบปกและจัดพิมพ์ที่: ALL I DO COMPANY LIMITED 29/49 ซ.วิภาวดี 22(ทองหล่อ 2) ถ.วิภาวดี จอมพล จตุจักร กทม. 10900 แฟกซ์ 02-938-8138 C Friedrich-Ebert-Stiftung, 2008 (1) คำนำ เส้นทางประชาธิปไตยของประเทศไทยในช่วงกว่า 75 ปีที่ผ่านมาไม่ราบรื่น เผชิญกับ วิกฤติทางการเมืองหลายครั้ง มีผลทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าถอยหลังสลับกันไปมา ชำระล้าง สิ่งสกปรกที่ไม่พึงปรารถนาออกไปได้บ้าง ช่วยให้มีการพัฒนาโครงสร้างสถาบันและกฎกติกา ทางการเมืองใหม่ให้เข้มแข็งขึ้นได้บ้าง ประชาชนคนไทยเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติทางการเมือง บ้างก็ตกเป็นเหยื่อ บ้างก็ได้เรียนรู้จากวิกฤติการณ์ทางการเมืองโดยตรง แต่เมื่อสรุปรวมความแล้ว น่าจะกล่าวได้ว่าความล้าหลังของประชาธิปไตยไทยมีราก เหง้ามาจากความด้อยความรู้และประสบการณ์ทางการเมืองของประชาชนคนไทยเป็นเรื่องหลัก และก็เป็นความจริงที่ว่าประเทศไทยเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการให้การศึกษาอบรมประชาชน คนไทยให้มีความรู้เรื่องการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ฝรั่งเรียกว่า“Civic Education” อย่างจริงจัง ในอดีตเคยมีการสอนเรื่องหน้าที่พลเมืองในชั้นเรียนระดับประถมศึกษา แต่ก็ล้มเลิกไปในเวลาต่อมา ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการให้การศึกษาเรียนรู้ทางการ เมืองแก่ประชาชนคนไทยในวันนี้ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธิฟริดริค เอแบร์ท จึงได้ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่องการจัดการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองของ ประชาชนไทยและเยอรมนีขึ้น เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเรียนรู้ฯ ทั้งสองประเทศ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างกันและกัน อีกทั้งแสวงหาความร่วมมือช่วย กันผลักดันให้การจัดการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชนคนไทยได้มีโอกาสเกิดเป็นจริงขึ้น และยั่งยืนต่อไปได้โดยเร็ววัน คณะผู้จัดการสัมมนาได้ประมวลสาระสำคัญของการสัมมนาและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ เล่มนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองของประ ชาชนในประเทศเยอรมนีซึ่งประสบผลสำเร็จและยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ มาสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและ ผู้สนใจเรื่องนี้ในประเทศไทย อีกทั้งได้สรุปประเด็นข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของผู้เข้า ร่วมสัมมนาประกอบไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการคิดค้นหาแนวทางผลักดันให้เกิดเป็นผลในทาง ปฏิบัติขึ้นในสังคมไทยเราต่อไป คณะผู้จัดทำ (2) คำกล่าวเปิดงานสัมมนา:บทบาทของการพัฒนาพลเมืองเพื่อ ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไทย-เยอรมนี โดย ศาสตราจารย์ ดร. จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นต้นมา สังคมไทยได้เห็นการเติบ โตของบทบาททางการเมืองภาคประชาชน สามารถทำหน้าท่ีตรวจสอบการเมืองเชิงสถาบันได้ อย่างเข้มแข็งและได้ผลมากขึ้น แต่การเมืองภาคพลเมืองในประเทศไทยก็ยังขาดความต่อเนื่อง ยังไม่ได้ระบบการทำงานให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้ ประชาชนคนไทยส่วน ใหญ่ยังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมือง ถูกนักการเมืองจับไปเป็นเชลยเป็นตัว ประกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ได้เป็นพลเมืองที่มีความเป็นเสรีชนแต่อย่างใด ประชาธิปไตยแบบตัวแทนในประเทศไทยจึงอ่อนแอ ด้อยพัฒนาและล้มลุกคลุกคลานมาตลอด กว่า 75 ปี นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษชื่อจอห์น สจ๊วต มิลล์ กล่าวไว้นานมาแล้วว่าระบอบ ประชาธิปไตยแบบตัวแทนจะล้มเหลวได้ด้วยสองสาเหตุคือ พลเมืองไม่สนใจเรียนรู้เรื่องการ เมืองการปกครอง มองเฉพาะผลประโยชน์ระยะสั้นๆ ประการหนึ่ง และผู้ปกครองที่ผ่านการ เลือกตั้งเข้ามาแล้วทรยศต่อประชาชน ใช้อำนาจเพื่อตนเอง ไม่ทำตามเจตนารมณ์ของประชาชน อีกประการหนึ่ง ประเทศไทยเราวันนี้ดูเหมือนจะเข้าทำนองที่จอห์น สจ๊วต มิลล์ กล่าวไว้ทั้ง สองประการ อันที่จริงปัญหาการขาดการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองของพลเมืองไม่ได้มีเฉพาะ ในประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปเท่านั้น แม้ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ปรากฏการณ์เช่นนี้กันมากขึ้นเช่นกัน ในสหรัฐฯ การตั้งข้อสังเกตกัน กว้างขวางว่าคนอเมริกันยุคใหม่สนใจการเมืองน้อยลง เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะหรือกิจกรรม ทางการเมืองน้อยลง และลดฐานะตัวเองจากการเป็น“พลเมือง” ไปเป็น“ผู้บริโภค” บริการสาธารณะ มีหน้าที่เรียกร้องให้รัฐจัดบริการ จ่ายภาษีตามกฎหมาย และพึงพอใจกับการ ได้รับบริการสาธารณะดีๆจากรัฐบาลโดยไม่สนใจว่ารัฐบาลเป็นอย่างไรโปร่งใสหรือ ค อ ร์ รั ป ชั่ น เ ป็ น นั ก แ ส ว ง ห า ป ร ะ โ ย ช น์ ห รื อ ไ ม่ อ ย่ า ง ไ ร ป ล่ อ ย ใ ห้ ก า ร เ มื อ ง เ ป็ น เ รื่ อ ง ข อ ง นักการเมือง ไม่ใช่เรื่องของประชาชน ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ประชาธิปไตยที่ไม่มีพลเมือง มี แต่ผู้บริโภคเช่นนี้ย่อมไม่ยั่งยืน ไม่อาจดำรงรักษาหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยเอาไว้ได้ (3) ดังนั้น การให้การศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนคือการสร้างพลเมืองที่มีจิต วิญญาณทำให้พลเมืองมีความตระหนักในภาระหน้าที่ มีทัศนคติที่ถูกต้อง และมีทักษะและความรู้ ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นพลเมืองที่มีความเป็นเสรีชนและเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต (4) คำกล่าวเปิดงานสัมมนา:บทบาทของการพัฒนาพลเมืองเพื่อ ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไทย-เยอรมนี โดย รศ. วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในการพัฒนาการเมืองนั้น เพียงการแก้ไขเฉพาะกรอบฎหมาย โครงสร้างทางการเมือง และสถาบันทางการเมืองนั้นอาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง หากแต่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทาง การเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะการเมืองในแบบประ ชาธิปไตยทางตรงย่อมมีความสำคัญเพราะตราบเท่าที่ระบบตัวแทนไม่สามารถเป็นตัวแทน ที่แท้จริงของประชาชนได้ดังนั้นการเดินคู่ขนานระหว่างประชาธิปไตยตัวแทนกับประชาธิปไตยทางตรงย่อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างไรก็ตามในการพัฒนาระบบการเมืองนั้น เพื่อให้ทั้งนักการเมืองและพรรคการ เมืองทำหน้าที่ในการสร้างสรรค์การเมืองที่ดีงามได้นั้นจะต้องอาศัยการเฝ้าดูของสาธารณชน เพราะการเฝ้าดูและเฝ้าระวังของประชาชนเท่านั้นจะเป็นคำตอบสำคัญที่จะทำให้การเมืองนั้น เป็นการเมืองที่ดีงาม เป็นการเมืองที่มีคุณธรรม การสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในสังคมไทยนั้นส่วนหนึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะ เรื่องของโครงสร้างและกรอบกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้เปิดพื้นที่ภาคประชาสังคมค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เสนอ กฎหมาย ได้มีส่วนร่วมในการถอดถอนผู้บริหารหรือแม้กระทั่งการให้อำนาจประชาชนในการ ทำประชามติ ซึ่งหลักการเหล่านี้เป็นหลักประกันเชิงกรอบกฎหมายที่เปิดโอกาสเปิดพื้นที่ให้ กับภาคประชาสังคม แต่คำถามก็คือเราจะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาสังคมที่อยู่กระ จัดกระจายในหลายพื้นที่ได้อย่างไร ตลอดจนการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง ของประชาชนที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาพลเมืองทางการเมืองที่สำคัญและนำไปสู่การพัฒนา ประชาธิปไตยที่มาจากฐานราก การพัฒนาโครงสร้างข้างบนโดยไม่แก้ฐานรากนั้นไม่สามารถ นำมาซึ่งประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในสังคมไทยได้ (5) คำกล่าวเปิดงานสัมมนา:บทบาทของการพัฒนาพลเมืองเพื่อ ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไทย-เยอรมนี โดย คุณเวสน่า โรดิช ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย การพัฒนาพลเมืองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยในทุกๆสังคม ใน ฐานะมูลนิธิทางการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศเยอรมนี มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท(เอฟอีเอส) มี ภาระหน้าที่ในการส่งเสริมการพัฒนาพลเมืองด้วยสองเหตุผลหลักด้วยกัน คือ 1. การที่มูลนิธิฯ เป็นองค์กรสมาชิกของระบบการพัฒนาพลเมืองอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งประเทศเยอรมนีได้ก่อตั้ง ขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นหนึ่งในงานหลักภายในประเทศเยอรมนีของมูลนิธิฯ คือ การพัฒนาพลเมือง เพื่อให้คนเยอรมันสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยได้ อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ 2.ด้านงานต่างประเทศ มูลนิธิฯและองค์กรร่วมต่างๆได้ส่งเสริม เวทีแลกเปลี่ยนในหลายหัวข้อ ตั้งแต่ การเมือง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้กับประชาธิปไตย, สันติภาพ และ ความยุติธรรมในสังคม ภายใต้กรอบการทำงานดังกล่าว มูลนิธิฯเล็งเห็นถึงบทบาทอันสำคัญของการสร้างปัจจัยพื้นฐานต่างๆ, สถาบัน, วิธีการ รวมถึงเนื้อ หาของการพัฒนาพลเมืองในหลายๆประเทศ โดยการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางการเมือง นั้นจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อมีนโยบายหรือระบบการพัฒนาพลเมืองที่ได้รับการกำหนดขึ้นอย่าง ชัดเจน แม้ว่าทาง มูลนิธิฯ จะทำงานในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปี แต่เป็น ครั้งแรกที่ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ได้เปิดโอกาสให้ มูลนิธิฯริเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อนำ เสนอความเชี่ยวชาญและกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างประเทศเยอรมนี และประเทศไทยภายใต้หัวข้อการพัฒนาพลเมืองได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นและเพราะการพัฒนา ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สำคัญในทั้งสองประเทศ จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เปรียบเทียบ ประสบการณ์และอภิปรายแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน สารบัญ หน้า คำนำ (1) คำกล่าวเปิดงานสัมมนาโดย ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(2) คำกล่าวเปิดงานสัมมนาโดย รศ. วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า(4) คำกล่าวเปิดงานสัมมนาโดยคุณเวสน่า โรดิช ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย(5) บทนำ: การเมืองภาคพลเมืองกับคุณค่าประชาธิปไตยในสถานการณ์ปัจจุบัน 1 การให้ศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมืองในประเทศเยอรมนี แนวคิดสังคมประชาธิปไตยกับการพัฒนาพลเมืองในประเทศเยอรมนี 8 คุณอังเค่ย์ ฟุกส์ ประธานมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท บทบาทและโครงสร้างของการจัดการพัฒนาพลเมืองในประเทศเยอรมนี 11 คุณไรน์ฮาร์ด ไวล์ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางการเมือง มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเรือนกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยเยอรมัน 21 มติการประชุมของสมาชิกคณะกรรมาธิการทำงานด้านการให้การศึกษา ทางการเมืองแก่พลเมือง ประชาสังคม วัฒนธรรมทางการเมือง 25 และการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ศ.ดร.โทมัส เมเยอร์ การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมืองในประเทศไทย การพัฒนาพลเมืองในฐานะองค์ประกอบสำคัญในการมีส่วนร่วม 54 ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา และ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ทิศทางและแนวโน้มของการพัฒนาระบบการจัดการพัฒนาพลเมือง 65 ในประเทศไทย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รศ.วิทยากร เชียงกูล และไพโรจน์ พลเพชร ทรรศนะวิจารณ์ต่อการให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง อ. จอน อึ้งภากรณ์ 81 ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ 84 ดร.สุทิน นพเกต ุ 90 ฯลฯ ภาคผนวก กำหนดการสัมมนา:บทบาทของการพัฒนาพลเมือง 99 (Civic Education) เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ไทย- เยอรมนี เอกสารประกอบ:บทบาทและโครงสร้างของการจัดการพัฒนาพลเมืองใน 104 ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี บรรณานุกรมของบทความ: 114 ประชาสังคม วัฒนธรรมทางการเมือง และการให้การศึกษาทางการเมือง แก่พลเมือง บทนำ การเมืองภาคพลเมืองกับคุณค่าประชาธิปไตยในสถานการณ์ปัจจุบัน นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดระยะเวลาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย เราจะพบว่า การที่การเมืองภาคพลเมืองจะสามารถเป็นไปได้จริงนั้น สาธารณชนต้องสามารถเข้ามามีส่วน ร่วมทางการเมือง มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในนโยบายสาธารณะ ในเรื่องราวที่เกี่ยว กับการบ้านการเมืองได้ดีก็ต่อเมื่อสังคมได้มีการ เปิดพื้นที่สาธารณะเปิดให้มีกระบวนการปรึก ษาหารือ แลกเปลี่ยนมุมมองที่แตกต่างกันในประเด็นต่างๆ ตลอดจนมีกระบวนการสร้างวัฒนธรรมของการพบปะเจอะเจอและถกเถียงในประเด็นต่างๆที่ยังไม่เป็นที่เห็นพ้องต้องกันโดยไม่ ใช้กำลังในการตัดสิน จนในท้ายที่สุดสามารถนำมาสู่กระบวนการตัดสินใจร่วมหรือการมี ฉันทามติร่วมกัน คำถามก็คือการสร้างการเมืองภาคพลเมืองที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยนั้นควร จะมีรูปแบบอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบันนั้นกลับพบว่าประชาธิปไตยทางตรง และการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนในเชิงนโยบายนั้นยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก โดย เฉพาะเมื่อพิจารณาในขอบเขตรัฐชาติ เราไม่สามารถทำให้พลเมืองไทยทุกคนสามารถเข้ามา นั่งในห้องประชุมพร้อมๆกันเพื่อตัดสินใจลงมติในโครงการต่างๆที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและ ความเป็นอยู่ของพวกเขาร่วมกันได้ ด้วยเหตุนี้กระบวนประชาธิปไตยแบบตัวแทนโดยผ่าน กระบวนการเลือกผู้ปกครองจึงได้ถูกนำมาใช้มาตลอดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยสมัยใหม่ ของสังคมโลกปัจจุบัน แต่ระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพนั้น จำเป็นจะต้องมีการเมืองภาคพลเมืองเป็นกระบวนการคู่ขนาน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล ให้คำปรึกษา ท้วงติง หรือนำ เสนอข้อหารือในฐานะที่เป็นญัตติสาธารณะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการตัดสิน ใจในเชิงนโยบายของรัฐเป็นไปอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อกลุ่มผู้ด้อยโอกาสใน ทางการเมือง คำนึงผลกระทบต่อสังคมโดยรวม และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนมาก ขึ้น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 2 สังคมไทยในวันนี้ได้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนในเรื่องการเมืองพลเมืองกันอย่าง มากมาย หลากหลายความคิด โดยยืนอยู่บนเงื่อนไขความแตกต่างทางวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น แต่ละภาค แต่ละประเทศ คำถามก็คือ การจัดการศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาภาคพลเมืองใน กรณีสังคมไทยนั้นเรามีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง บทเรียนจากต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเยอรมนีในเรื่องการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ได้สะท้อนให้เราเห็นถึงความจำเป็นของการเชื่อมโยงระหว่างการเมืองภาคพลเมืองกับประชาธิปไตยเชิงสถาบันเพื่อให้กลไกทั้งสองส่วนนี้สามารถดำเนินไปด้วยกันได้ ประสบการณ์ในต่าง ประเทศได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการให้การศึกษาภาคพลเมืองโดยผ่านกลไกเชิง สถาบันต่างๆที่จะทำหน้าที่ให้การศึกษาภายใต้ความมีชีวิตภายใต้สาระสังคมและมุมมองร่วม กัน(Common Sense) ที่ชัดเจน เพื่อค้นหาแนวทางที่ถูกต้อง จากการสรุปเนื้อหาของการสัมมนา:บทบาทของการพัฒนาพลเมืองเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไทย-เยอรมนี และจากการรวมรวมบทความต่างๆที่ เกี่ยวข้องจากประเทศเยอรมนี หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามที่จะทำการเปรียบเทียบและสรุป ความจากประสบการณ์ของการเมืองภาคพลเมืองของเยอรมัน ซึ่งเป็นการรวมตัวของประชาชน ทั้งหญิงและชาย ที่รวมตัวกันโดยอิสระโดยปราศจากแรงกดดันของรัฐหรือจากผู้มีอำนาจทั้ง หลาย โดยเฉพาะการมองถึงบทบาทของภาครัฐในฐานะเป็นเครื่องมือการส่งเสริมการเมือง ภาคพลเมือง บทบาทการเมืองภาคประชาชนที่จะทำให้ภาครัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นของ ภาคประชาสังคมในประเทศเยอรมนีนี้ ทำให้เราเห็นว่าเป็นภารกิจของภาคการเมืองที่จะต้องมา สนับสนุนการให้การศึกษาภาคพลเมืองในเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งการพัฒนาพลเมืองจะเป็นไป ได้นั้น เราต้องสร้างกรอบและเงื่อนไขให้เป็นไปได้ในการทำงาน รวมทั้งการให้การสนับสนุน ทางการเงิน ในกรณีสังคมเยอรมัน เราพบถึงเงื่อนไขของการสนับสนุนภาคพลเมือง ที่จะต้องแยกให้ชัดเจน ระหว่างเรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองโดยตรง(Political Activities) กับการให้การ ศึกษาพลเมือง(Civic Education) ผู้คนเป็นจำนวนมากมักถือว่าการให้การศึกษาภาคพลเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาทางการเมืองของพลเมือง ไม่ว่าจะเป็นการให้การศึกษาภาคพลเมือง ในประเทศเยอรมนีเอง องค์กรและมูลนิธิทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ จะต้องมีบทบาท ในการให้การศึกษาภาคพลเมืองของเยอรมัน เพราะการให้ความสนับสนุนการพัฒนาพลเมืองเพื่อ 3 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำรงอยู่ของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้นความ ต้องการของสังคมที่ต้องรวมตัวกันก็เป็นส่วนหนึ่งในการถกเถียงกันเป็นเวทีสาธารณะเพราะเป็น การเปิดโอกาสที่ใหญ่ให้กับประชาชนให้มีโอกาสทางการศึกษาทางการเมือง มีโอกาสในการเสนอ ความคิดเห็นทางการเมือง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ จากองค์การต่างๆ ทางภาคพลเมือง ปัญหาข้อจำกัดของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนจากผู้ปกครองที่ได้รับอาณัติจาก ประชาชนแล้วใช้อำนาจตามอำเภอใจนั้น เราเห็นได้มากมายจากบทเรียนในต่างประเทศในกรณี ของสังคมเยอรมันนั้น การเกิดขึ้นของผู้นำเผด็จการและระบอบเผด็จการทางการเมืองที่ใหญ่มาก ที่สุดคนหนึ่งของเยอรมันคือ การขึ้นสู่อำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วม ท้นจากคนเยอรมันเอง ทำให้ผู้นำเผด็จการสามารถเข้ามาเป็นผู้ปกครองรัฐนั้น หลายคนอธิบาย เรื่องนี้ว่าเป็นเพราะประชาชนคนเยอรมันไม่มีความรู้ในการออกเสียงในการแสดงความคิดเห็น แต่อันที่จริงอาจกล่าวได้ว่า โศกนาฏกรรมทางการเมืองดังกล่าวเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เป็นเพราะประชาชนขาดการศึกษา ไม่ได้รับความรู้ หรือไม่ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ แต่เป็นเพราะประชาชน ไม่ได้ รับการให้ความรู้ในเชิงทางคุณค่าทางการเมือง คุณค่าของความเป็นพลเมือง คุณค่าจากการให้การ ศึกษาภาคพลเมือง โดยเฉพาะคุณค่าของชีวิตมนุษย์ คุณค่าต่อสิทธิพลเมือง ต่อเสรีภาพต่างๆ ของ ประชาชนในประเทศเยอรมนี การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมืองนั้นจะต้องให้ความสำคัญแก่เยาวชน และประชาชน ให้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว ตั้งแต่ในระดับครอบครัวซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งในการให้การศึกษาพลเมือง ในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและในรูปแบบต่างๆไม่ว่าทาง ด้านศิลปะ ทางด้านวัฒนธรรม ทางด้านการสร้างภาพยนตร์ หรือโดยผ่านสื่อต่าง ๆ งานเหล่านี้มีส่วน ช่วยในการให้ความรู้ทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมืองแก่ประชาชนในประเทศเยอรมนี ในกรณีประชาธิปไตยในเยอรมัน การถกเถียงสาธารณะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการ ส่งเสริมการพัฒนาพลเมือง หลักสูตรทางการเมืองต่าง ๆได้มีการถกเถียงกันอย่างค่อนข้างจะหลาก หลายและมีความแตกต่างกันอย่างมาก เบื้องหลังการพัฒนาทางการเมืองอันยาวนานของเยอรมันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่สามารถเริ่มต้นทุกอย่างในเวลาเดียวกันและจะต้องใช้เวลาใน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 4 การทำงานในระยะยาว เราจะต้องมีการเชื่อมเครือข่ายซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นสถาบันหรือองค์กร ต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่ภายใต้การพัฒนาพลเมือง ดังคำกล่าวของผู้ก่อตั้งมูลนิธิ FES ที่พูดว่า “ประชาธิปไตยต้องการนักประชาธิปไตย”(Democracy needs democrats) และอีกคนที่พึ่งเสีย ชีวิตไปได้พูดว่า“การให้การศึกษาทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนเพื่อ ทำให้ประชาธิปไตยอยู่ยั่งยืนในประเทศของเรา” ขณะที่ในกรณีของสังคมไทยนั้น ประเด็นแรก เราอาจกล่าวได้ว่า การเมืองภาคพลเมืองนั้นสัมพันธ์ กับบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองของแต่ละสังคม โดยกรณีประชาธิปไตยไทยนั้น ผ่านมา 76 ปี หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร แต่ทำไมประชาธิปไตยยังไม่สามารถหยั่งรากได้ ในสังคมไทย ยังไม่มีใครมั่นใจว่าสังคมไทยจะไม่มีกรณีที่ทหารออกมาทำการรัฐประหารอีก ไม่มี ใครแน่ใจว่าฝ่ายผู้มีอำนาจและผู้ถืออาวุธจะตระหนักประเด็นเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งเรื่อง เหล่านี้เป็นบริบทของสังคมไทย แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องให้เกิดขึ้นหากต้องการให้ประชาธิปไตยหยั่ง รากได้ในสังคมไทยก็คือจะต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะต้องสร้างขึ้น เจตจำนงทางการเมืองจะ เน้นในเรื่องของการจัดการศึกษาทางการเมืองให้แก่พลเมือง การศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมืองให้มีจิต สำนึกประชาธิปไตย ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่เป็นการจัดอบรมเป็นครั้งๆไป แต่ว่าการศึกษาการเมืองภาค พลเมืองนั้นจะต้องสร้างขึ้นโดยจะต้องมีเจตจำนงจริง ๆ ประเด็นที่สองก็คือการสร้างโอกาสในเชิงโครงสร้างเพื่อให้การศึกษาภาคพลเมือง สามารถเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย เพื่อให้ประชาชนคนเล็กคนน้อยมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมใน การศึกษา ดังกล่าว กลไกเชิงสถาบันของสภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชนที่ปรากฏใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และได้มีการจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายนั้นจะเพียงพอหรือไม่การเคลื่อนไหว ต่อสู้ของประชาชนระดับรากหญ้าในพื้นที่ต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้จะถือว่าเป็นมิติของ การเมืองภาคพลเมืองหรือไม่ และจะนำไปสู่การศึกษาการเมืองภาคพลเมืองได้หรือไม่ เช่น การจัด ตั้งโรงเรียนการเมืองในช่วงการชุมนุมของเกษตรกร ของสมัชชาคนจน ของกลุ่มชาวบ้านในแต่ ละพื้นที่นั้นถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการศึกษาของการเมืองภาคพลเมืองหรือไม่ เพ ราะเนื้อหาของ การถกเถียงในโรงเรียนการเมืองดังกล่าวเป็นไปเพื่อการตระหนักถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพและ ตระหนักถึงประชาธิปไตยที่ยังเป็นรูปธรรม 5 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ประเด็นที่สามได้แก่บทบาทของสื่อสาธารณะ ในแง่ของสื่อที่สำคัญของเยอรมัน คือ การถกเถียงทางสาธารณะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักถึงภารกิจที่สำคัญ ของสื่อของรัฐต้องเน้นในเรื่องของการให้การศึกษาของการเมืองภาคพลเมืองโดยเฉพาะการพูดถึง หลักสูตรต่าง ๆ โดยเฉพาะวันนี้เรามีผู้ร่วมสัมมนาหลากหลายและมีหลักสูตรหลากหลายมาก ๆ ตั้งแต่ เด็ก สตรี คนชรา แรงงาน เกษตรกร เยาวชน ซึ่งเขาเสนอว่าประเด็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และฝากทิ้งท้ายไว้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่หนทางที่สั้นๆ เป็นหนทางระยะยาวที่จะต้องทำต่อไป และ เราไม่สามารถทำทุกเรื่องได้ในทันทีและพร้อมกัน ซึ่งอันนี้คงต้องคุยและร่วมมือกันและข้อสำคัญที่ สุดต้องมีการเชื่อมเครือข่ายระหว่างกัน ประเด็นที่สี่ได้แก่ วิธีการจัดการศึกษา ซึ่งในกรณีของประเทศเยอรมนีนั้น การจัดการ ศึกษาไม่ได้มีเฉพาะในระบบ แต่มีทั้งแบบในระบบและนอกระบบ และจัดโดยภาคส่วนต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐเท่านั้น ปรัชญาของการให้การศึกษาที่จะต้องให้เห็นความเชื่อมโยงของทุกภาค ส่วนในสังคม เช่น การให้การศึกษาสำหรับผู้พิการ และการให้การศึกษาตามภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อ ให้เห็นถึงความเสมอภาค การให้การศึกษาแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ในสังคมที่ต้องการ ความคุ้มครอง ขณะที่สังคมไทยดูจะฝากความหวังไว้กับการศึกษาในระบบ และไม่มีการเชื่อมโยง ว่าการศึกษาทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานอกระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่การศึกษาในโรงเรียน ไม่ใช่แค่ในมหาวิทยาลัย อาจจะเป็นทางออกในรูปแบบอื่นๆ และอาศัยความร่วมมือของสถาบัน ทางการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสนับสนุนการศึกษาภาค พลเมืองให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ประเด็นที่ห้าคือเรื่องคุณค่าที่สำคัญของประชาธิปไตย ซึ่งปัญหาเรื่องคุณค่าของความเป็น พลเมืองนั้นไม่ใช่ว่าคนมีการศึกษาจะมีความเป็นพลเมืองมากกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา แต่คุณค่าหรือ ความตระหนักถึงความเป็นประชาธิปไตยและคุณค่าของความเป็นพลเมืองเพื่อสังคมประชาธิปไตยนั้นเป็นบทเรียนที่สำคัญ ในกรณีประเทศเยอรมนีนั้นมีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และสิ่ง ที่ต้องตระหนักถึงมากที่สุดคือเรื่องของสิทธิเสรีภาพ สิทธิของพลเมือง ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่ต้อง จับต้องได้ โดยเฉพาะสิทธิของการมีชีวิต คือเราไม่มีสิทธิในการที่จะทำลายชีวิตผู้อื่น ในกรณี ของสังคมไทยอาจจะต้องมีคำถามว่าทำไมการฆ่าตัดตอนจึงถือเป็นเรื่องปกติ ทำไมคนหนึ่งต้องตาย โดยคำสั่งของคนอีกคน กรณีการลงโทษประหารชีวิตสำหรับผู้มีอาวุธสงครามในพื้นที่สาม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 6 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตรงนี้เป็นคำถามที่ว่าแล้วคุณค่าของความเป็นพลเมืองจะอยู่ตรงไหน สิทธิในการมีชีวิตนั้น รัฐมีสิทธิไปกำหนดได้อย่างไร ประเด็นที่หกคือเรื่องการมีขันติธรรม โดยเฉพาะโอกาสที่สังคมไทยจะยอมรับความแตก ต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ของแนวคิดทางการเมืองแบบต่างๆนั้นมีหรือไม่ ไม่ว่า จะเป็นบทเรียนในระดับชุมชน การจัดการความขัดแย้งในระดับพื้นที่ บทเรียนจากกรณีสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนรักกับไม่รักทักษิณ สังคมไทยมี ขันติธรรมมีการใช้กลไกปกติเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมีหรือไม่โดยไม่ต้องใช้กำลัง นอกจากนั้นยังรวมไปถึงแนวคิดเรื่องการยึดหลักอหิงสาหรือการไม่ใช้ความรุนแรง เช่น ทัศนะ หรือมุมมองต่อการทำรัฐประหารว่าไม่ใช่การใช้ความรุนแรง ซึ่งคิดว่าการยึดหลักคุณค่าของ ประชาธิปไตยต้องยึดหลักอหิงสา การใช้กำลังอำนาจมาเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองก็อาจจะ ต้องถูกตั้งคำถามถึงคุณค่าประชาธิปไตย ประเด็นที่เจ็ดคือการมีจิตใจสาธารณะ หรือการตระหนักถึงปัญหาของส่วนรวมนั้นมีแค่ ไหนในกรณีของสังคมไทย คิดว่าถ้าเราพูดเรื่องการเมืองภาคพลเมือง ประเด็นเรื่องนี้ก็อาจจะจำเป็น ที่เราจะต้องตระหนักถึงว่าเราจะมีอย่างไรในอนาคตแต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตปัญหาเรื่องนี้ว่าการมี จิตใจสาธารณะไม่ได้หมายความว่าต้องมีไปพร้อมกับการมีขันติธรรม เราตระหนักถึงปัญหาส่วน รวม ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ใช่เอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นการกำหนดชะตากรรมตนเอง ในความหมาย ที่ว่าเวลาเราพูดเรื่องหลักการประชาธิปไตยไม่ใช่ให้มีคนมามอบให้ อาจเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ใน สังคมไทย เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาการเมืองไทยหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีแต่คนอื่นมามอบ ให้ การกำหนดชะตากรรมตนเองหรือพึ่งตนเองในระดับพื้นที่นั้นมีหรือไม่เพื่อรองรับการสร้างมิติ ของการเมืองพลเมืองในสังคมไทย ประเด็นที่แปดคือเรื่องการสร้างพื้นที่ทางการเมือง โดยหลายคนยังมองว่าการเมือง พลเมืองไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของการศึกษาหรือการจัดการศึกษา การให้การศึกษาไม่ว่าจะเป็นใน ระบบหรือนอกระบบเท่านั้น แต่ว่าจะต้องมีคุณค่าที่สำคัญคือการสร้างสิ่งที่เรียกว่าพื้นที่ทางการ เมือง การเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยให้ทุกคนแสดงออกได้อย่างเต็มที่ทั้งในมิติกลไกทางสถาบัน หรือบริบทของสื่อ เรื่องนี้จะเป็นประเด็นที่คิดว่าในอนาคตเราจะมีการคุยกันในรายละเอียดมากขึ้น 7 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง สำหรับการสร้างการเมืองพลเมืองนั้นจะเป็นอย่างไร เราคงมีการคุยกันว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร กลไกจะเป็นอย่างไร เราจะเชื่อมเครือข่ายอย่างไม่เป็นทางการหรือเป็นอย่างไรแค่ไหนอย่างไร ประเด็นที่เก้า ประเด็นสุดท้ายก็คือ สังคมประชาธิปไตยต้องการคนที่เป็นนักประชาธิปไตยเราไม่สามารถสร้างสังคมประชาธิปไตยได้ ถ้าเราปราศจากคนที่เป็นนักประชาธิปไตย และคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยจอมปลอมและฝักใฝ่เผด็จการ อันที่สองคือการให้การศึกษา ทางการเมืองนั้น การให้การศึกษาพลเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีขึ้นและจะทำให้ประชาธิปไตย ยั่งยืน การที่จะทำให้ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนนั้นเราจะต้องศึกษาในเรื่องการให้การศึกษาของการ เมืองภาคพลเมืองเป็นสิ่งสำคัญ การให้ศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมืองในประเทศเยอรมนี แนวคิดสังคมประชาธิปไตยกับการพัฒนาพลเมืองในประเทศเยอรมนี ปาฐกถานำโดยคุณอังเค่ย์ ฟุกส์ ประธานมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท อดีตรองประธานรัฐสภาสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แนวความคิดที่สำคัญที่เกี่ยวกับการพัฒนาพลเมืองในประเทศเยอรมนี นั้นมาจากกรอบคิดในเรื่องประชาธิปไตยที่มีความยุติธรรมและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของประชาชน กล่าวคือเป็นแนวคิดประชาธิปไตยแบบหนึ่งที่เราเรียกกันว่าแนวคิดแบบ สังคมประชาธิปไตย(Social Democracy) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในสังคมเยอรมันโดย เฉพาะสำคัญต่อมูลนิธิ FES ซึ่งจะยืนหยัดหรือยึดมั่นในค่านิยมของสังคมประชาธิปไตยมาก ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน ระบอบประชาธิปไตยจึงต้อง การคนที่มีจิตใจเป็นนักประชาธิปไตย ในกรณีของประเทศเยอรมนีนั้นผู้ที่จะมาทำงาน ทางด้านประชาธิปไตยนั้นควรจะต้องเป็นผู้มีการศึกษา มีความรู้และมองเห็นความสำคัญ ของประชาธิปไตย แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่อาจไม่มีความรู้เท่าไหร่และเห็นว่าการเมือง นั้นห่างไกล ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตน หลายคนรู้สึกแปลกแยกออก จากระบบการเมือง มีปัญหาการมีส่วนร่วมทางด้านการเมืองที่ลดลง ผู้คนจำนวนมากไม่ ค่อยมีการไปลงคะแนนเสียงทางการเมืองเท่าที่ควร สุดท้ายเกิดสภาพที่เรียกว่าขาดการสื่อ สารกันในระบบการเมือง ประชาชนเกิดความรู้สึกเฉื่อยชาไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมใน การเมือง ดังนั้นก็จะต้องมีการปฏิรูปการเมืองในลักษณะที่สนองตอบต่อความรู้สึกของ ประชาชน ในสหภาพยุโรปนั้น เรามีหลายประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย เกิดใหม่(New democracy) และมีการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย ปัญหา ก็คือเราจะสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยให้เติบโตอย่างไรในแง่นี้ประชาธิปไตย เหมือนเป็นต้นไม้ที่เราต้องพยายามรดน้ำพยายามที่จะให้มันเติบโตไม่เช่นนั้นมันก็อาจจะ 9 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ตายได้ ประเด็นที่สำคัญก็คือการสร้างและพัฒนาระบบการให้การศึกษาพลเมืองนั้นเป็น สิ่งที่สำคัญมากถือเป็นวิธีการที่จะทำให้ประชาชนกลายเป็นพลเมืองที่เข้ามามีส่วน ร่วมในทางการเมือง เป็นวิธีการที่สำคัญในการส่งผ่านค่านิยมประชาธิปไตยและทำให้ ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าตนมีขีดความสามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วม มีบทบาททางการ เมือง เชื่อมั่นในพลังของตนและเปิดโอกาสให้ประชาชน สามารถที่จะเลือกแนวคิดการเมืองแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมได้ สิ่งเหล่านี้คือ บทบาทที่สำคัญของการให้การศึกษาพลเมือง ในเยอรมนีนั้น หลังจากระบบฮิตเลอร์ได้ล่มสลายไปนั้นคนเยอรมันมีการบอก กันว่าเราไม่ต้องการให้ระบบเผด็จการกลับมาอีก ผลกระทบและประสบการณ์ตรงจาก สภาพสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ผู้คนในเยอรมนีจำนวนหนึ่งสนใจแนวคิดเรื่องสังคม ประชาธิปไตยและได้มีการสร้างสถาบันต่าง ๆ เพื่อที่จะส่งเสริมการพัฒนาพลเมือง สนับ สนุนการศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ส่งเสริมให้ระบบการเมืองเป็นแบบพหุนิยม สนับ สนุนให้พลเมืองเยอรมันมีแนวความคิดแบบวิพากษ์วิจารณ์ สามารถที่จะมีความคิดทาง เมือง เป็นตัวของตัวเองได้ ให้อดทนต่อความคิดเห็นทางการเมืองของคนอื่น สิ่งเหล่านี้นี่ เป็นหลักการสำคัญของการให้การศึกษาแก่พลเมือง โดยทางรัฐบาลเยอรมันเองก็ได้มีการ จัดสรรเงินให้ทั้งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ตลอดจนมูลนิธิและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร มีการยอมรับในความ คิ ด เ ห็ น ที่ แ ต ก ต่ า ง ต ล อ ด จ น ย อ ม รั บ ใ น ความคิดเห็นของคน ส่ ว น ใ ห ญ่ โ ด ย ยั ง ใ ห้ ความสำคัญแก่ความ คิ ด เ ห็ น ข อ ง ค น ส่ ว น น้อยด้วย ในกรณีของเยอรมนีนั้น มูลนิธิทางการเมืองต่าง ๆ มีฐานะเป็นเอกเทศ ไม่ตกอยู่ ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองและมีการดำเนินงานแบบโปร่งใส มีความรับผิดชอบมูลนิธิทางการเมืองต่างๆเหล่านี้ได้มีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะ วัฒนธรรมการให้ความเคารพในความคิดเห็นอื่นๆ ไม่ทะเลาะกันอย่างรุนแรงมีการยอมรับ ในความคิดเห็นที่แตกต่างตลอดจนยอมรับในความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่โดยยังให้ ความสำคัญแก่ความคิดเห็นของคนส่วนน้อยด้วยซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นหลักสำคัญของประชาธิปไตย ในการทำงานของมูลนิธิ FES นั้นมีการจัดโครงการต่างๆเพื่อพัฒนาการเมือง พลเมืองและส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมือง ทั้งภายในประเทศเยอรมนีและใน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 10 ประเทศอื่นๆด้วย เรามีการให้รางวัลนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน(Human Rights Award) แก่ผู้ที่ ทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชน แต่ถึงกระนั้นไม่ได้หมายความว่ารูปแบบประชาธิปไตยแบบเยอรมัน นั้นจะดีที่สุดแต่ละประเทศจะต้องหาตัวแบบประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับสังคมของตนเอง โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดจนแผนการพัฒนา พลเมืองในแต่ละพื้นที่ที่รองรับแนวคิดเรื่องการทำงานเพื่อสันติภาพ เพื่อสิทธิแรงงาน สิทธิผู้หญิง และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่างๆในสังคมเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในสังคมไทยต่อไปในอนาคต 11 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง บทบาทและโครงสร้างของการจัดการพัฒนาพลเมืองในประเทศเยอรมนี ไรน์ฮาร์ด ไวล์ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางการเมือง มูลนิธิ เอฟอีเอส แปลและเรียบเรียงโดย เจษฎา ช่วยชูหนู บทความนี้นำเสนอเรื่องระบบการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีโดยมีประเด็นสำคัญทั้งหมด 5 หัวข้อด้วยกัน คือ 1. การให้การศึกษาทางการเมืองควรมีบทบาททางการเมืองได้อย่างไรบ้างและการให้ การศึกษาทางการเมืองนี้มีหน้าที่ต่อสังคมอย่างไร 2. การจัดการเกี่ยวกับระบบการให้การศึกษาทางการเมืองในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในรูปแบบสถาบันต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง 3. หลักการอันไหนบ้าง ที่นำมาเป็นแบบแผนและวิธีการศึกษา 4. มีการแบ่งหน้าที่ อย่างไรบ้าง ระหว่าง ผู้เรียน และผู้สอน( ผู้เรียน= ผู้ที่เข้าร่วม กิจกรรมการให้การศึกษาทางการเมือง, ผู้สอน= ผู้ให้การศึกษาทางการเมือง) 5. เราจะประเมินผลลัพธ์เกี่ยวกับงานการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองอย่าง ไร ความเป็นมา หน้าที่รับผิดชอบ นิยาม และเป้าหมาย การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง มีอายุยาวนานพอๆกับการกำเนิดของ มนุษยชาติ ทุกๆ สังคมมีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า จะมีวิธีการอันใดบ้าง เพื่อสร้างความ เข้าใจในการจัดตั้งกฎระเบียบต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม หากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการให้การ ศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีแล้ว คงจะ ต้องย้อนหลังตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ที่ผ่านมา ณ ช่วงเวลานั้นได้กำเนิดกระแสกลุ่มคน รักการอ่านขึ้น ยุคแสงสว่างทางปัญญาแห่งยุโรปได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเอง กระแส ดังกล่าวส่งผลกระทบให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับโครงสร้างทางสังคมระบบ ศักดินา ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19 ชนชั้นแรงงานได้รวมกลุ่มกันเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อต่อต้านการถูกกดขี่ข่มเหง และการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้นำไปสู่การก่อตั้งสมาคมการ ศึกษาเพื่อกรรมกรขึ้น โดยมีความคิดขั้นพื้นฐานที่ว่า“ความรู้คืออำนาจ” รูปแบบองค์กร เอกชนที่ไม่เป็นทางการดังกล่าวยังสามารถชี้ให้เห็นว่า การให้การศึกษาทางการเมืองแก่ พลเมืองยังสามารถปลดปล่อยอิสรภาพทางความคิดให้แก่ชนชั้นแรงงานได้เป็นอย่างดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 12 ในช่วงระยะเวลาของจักรวรรดิเยอรมันมีการถือปฏิบัติที่เรียกว่า“การให้การอบ รมสั่งสอนทางการเมืองแก่พลเมือง” ซึ่งในที่นี้พวกเราหมายถึง การอบรมสั่งสอนมิใช่การให้ การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน การถือปฏิบัติดังกล่าว เป็นการให้การอบรมสั่งสอนแก่ ชนชั้นที่ถูกปกครองให้รู้จักวิธีการปฏิบัติตนต่อชนชั้นที่สูงกว่า ในยุคของนาซีการให้การ อบรมสั่งสอนทางการเมืองแก่พลเมือง ได้ถูกนำไปใช้ให้ผู้ถูกปกครองมีทัศนคติการมอง โลกแบบนาซี ต่อมาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี(เยอรมันตะวันออก) ได้สร้างกฎหมาย ด้านการศึกษาเพื่อชักนำทางความคิดแบบโลกทัศน์ในลัทธิคอมมิวนิสต์ ในส่วนของประ เทศพันธมิตรผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการสร้างแผนการศึกษาแบบ“Re- Education” มีเป้า หมายเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ในเยอรมนี โดยการเปลี่ยนแปลงการอบรมสั่ง สอนในอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือชนชั้นปกครองจะต้องสามารถบอกได้ว่า ผู้ปกครองได้อำ นาจดังกล่าวมาด้วยวิธีใด และผู้ปกครองมีหน้าที่อะไร จากประวัติศาสตร์ด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในเยอรมนี พวก เราพบว่าผู้เรียนเปรียบเสมือนผู้รับฟังเพียงฝ่ายเดียว ส่วนผู้สอนเปรียบเสมือนผู้ให้ความรู้ ความกระจ่างแจ้งต่อผู้เรียนทุกๆ คนและนี่ก็คือภาพโดยรวมเมื่อเรามองย้อนกลับไปในประ วัติศาสตร์การให้การศึกษาทางการเมืองในเยอรมนี แต่ความเข้าใจในยุคปัจจุบัน เกี่ยวกับงานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ พลเมืองนั้นเกิดจากประสบการณ์ด้านรัฐศาสตร์และคุรุศาสตร์ของประชาชน ที่ต้องการสร้าง ระบบความเท่าเทียมกัน ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ดังหลักการ 3 ข้อต่อไปนี้ หลักการการบรรลุนิติภาวะทางความคิด ซึ่งหมายถึงผู้เรียนมีความสามารถในการ แยกแยะความขัดแย้งต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดสำหรับเป้าหมายการให้การศึกษาทางการเมือง แก่พลเมืองคือความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ หลักการการกำหนดทิศทางให้ผู้เรียนสามารถสร้างความเข้าใจได้ว่าการให้การ ศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองนั้นไม่สามารถมีค่าความเป็นกลางได้ ผู้เรียนจะต้องมีความเชื่อ มั่นในการต่อรองทางด้านการเมืองโดยยึดถือหลักคุณธรรม หลักการผู้มีส่วนร่วมในเชิงระบอบประชาธิปไตยหมายความว่าระบอบประชาธิปไตยจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้จากการกำหนดเงื่อนไข แต่เงื่อนไขดังกล่าวไม่สามารถสร้างขึ้น มาเองได้ด้วย พ ล เ มื อ ง จ ะ ต้ อ ง มี ส่วนร่วมอย่างจริง จังต่อการขับเคลื่อน สังคมซึ่งการให้การ ศึกษาทางการเมือง แก่พลเมืองจะเป็น ตัวทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว 13 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ประชาธิปไตยต้อง การพลเมืองที่มีความ สามารถและพร้อมที่ จ ะ มี ส่ ว น ร่ ว ม ท า ง การเมืองร่วมทั้งยัง ต้ อ ง เ ป็ น ผู้ ที่ มี วิ จ า ร ณ ญ า ณ แ ล ะ กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ถ้ามีแค่ความพร้อม ที่จะมีส่วนร่วมเพียง อย่างเดียวคงจะไม่ เพียงพอ เหตุนี้ผู้มีส่วนร่วมในสังคม ซึ่งรวมไปถึงภาครัฐและสังคม ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นชี้ให้เห็น ความต้องการทางสังคมและความต้องการทางภาครัฐ พลเมืองจะต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ต่อการขับเคลื่อนสังคม ซึ่งการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองจะเป็นตัวทำให้เกิด พฤติกรรมดังกล่าว ดังนั้นเราสามารถแบ่งความชอบธรรมต่อการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ พลเมือง ออกเป็นหัวข้อสำคัญ ๆ ได้ 3 หัวข้อดังนี้ ก. บูรณาการ: ระบอบประชาธิปไตย ต้องการเสียงสนับสนุนจากภาคประชาชน เป็นอย่างยิ่งและประชาธิปไตยจะต้องมีการจัดทิศทางให้ความสำคัญต่อเสียง ข้างน้อยด้วย และนี่คือบรรทัดฐานของรัฐธรรมนูญในความเข้าใจของชาว เยอรมัน ข. การมีส่วนร่วม: ประชาธิปไตย ต้องการพลเมืองที่มีความสามารถและพร้อม ที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองร่วมทั้งยังต้องเป็นผู้ที่มีวิจารณญาณ และกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ถ้ามีแค่ความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมเพียงอย่างเดียวคงจะไม่ เพียงพอ ในยุคของข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดนดั่งเช่นปัจจุบันนี้ การเคลื่อน ไหวทางการเมืองที่จะก่อให้เกิดผลสำเร็จในรูปแบบใดๆ นั้น ต้องมาจาก ความรู้ความสามารถทางด้านรัฐศาสตร์เท่านั้น ค. พหุนิยม:(สังคมที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติวัฒนธรรม) กลุ่มที่มี ความสนใจเฉพาะต้องสามารถปกป้อง และหาเสียงสนับสนุนให้จุดยืนของ ตนเองได้ ระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แค่เสียงสนับสนุนข้างมาก หรือ เสียงสนับสนุนข้างน้อยเท่านั้น แต่ประชาธิปไตย ยังคงประกอบด้วยความ ขัดแย้งทางสังคมด้วย เช่น ข้อพิพาทเกี่ยวกับเป้าหมายทางสังคมที่แตกต่าง กันจึงเป็นเหตุผลให้เกิดความหลากหลายทางความคิดขั้นพื้นฐาน หรือความ แตกต่างทางจริยธรรมจึงเป็นเหตุผลให้เราต้องเข้าใจความคิดแบบพหุนิยม ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการให้เหตุผล เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมแด่กิจ กรรมด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ในช่วงยุค 70 มีการสนทนากันอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับกระบวนการให้การศึกษา ทางการเมืองแก่พลเมือง ข้อตกลง“Beutelsbacher Konsens”(บอยเท่นส์บัค เป็นเมืองขนาด เล็กเมืองหนึ่งในรัฐบาเดน-เวือร์ทเทมแบร์กและเป็นสถานที่จัดการประชุม) ได้ถูกเรียบเรียง ขึ้นในการประชุม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 14 ร่วมกันระหว่างสถาบันและผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้การศึกษา ทางการเมืองแก่พลเมือง ข้อตกลงของสถาบันและผู้เชี่ยวชาญ ต่าง ๆ เหล่านั้นโดยมีหลักการพื้นฐาน 3 ข้อดังนี้ ก. ห้ามไม่ให้ผู้สอนชักนำ หรือใช้กระบวนการทางด้านจิตวิทยาในการชี้แนะ ให้ผู้เรียนเห็นหรือเข้าใจ กระบวนการของรัฐศาสตร์เพียงด้านหนึ่งด้านใด ว่าถูกต้องที่สุด ข. ผู้สอนต้องนำเสนอข้อพิพาท ข้อขัดแย้งด้านจุดยืนต่างๆ ทางด้านวิชาการ ทางด้านการเมืองตามสภาพที่เป็น หมายความว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งทาง วิชาการหรือเกิดหัวข้อทางการเมืองที่เป็นที่ถกเถียงกัน ก็ไม่อนุญาตให้ผู้ สอนชี้นำทางความคิด หรือการหาคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว ใน กรณีนี้การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง จึงเปรียบเสมือนผู้รับผิด ชอบในการแสดงจุดยืนต่างๆที่แตกต่างกันออกมาให้เห็น ค. ผู้เรียนจะต้องสามารถวิเคราะห์ความสนใจของตนเองต่อสถานการณ์ทาง การเมืองได้นอกจากเพื่อความเข้าใจพื้นฐานแล้ว ไม่อนุญาตให้องค์กร หรือ สถาบันต่างๆ ชี้นำทางความคิดของบุคคลนั้นๆ ความเชื่อความศรัทธาต่อ สถาบันหรือองค์กรทางด้านการเมืองใดๆ จะต้องเกิดขึ้นจากวิจารณญาณ ของตัวบุคคลนั้นๆ และบทบาทของแต่ละคนด้วยเช่น ในฐานะลูกจ้าง, พลเมือง ฯลฯ หลักการต่างๆ ทั้ง 3 นี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในทุกๆ สถาบันของสหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมนีและหลักการดังกล่าวก็ยังเป็นหลักการที่ได้การยอมรับให้นำไป เป็นหลักการปฏิบัติจัดเป็นกระบวนการศึกษาโดยการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐ การให้นิยามเกี่ยวกับ“การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง” มีมากมายนัก แต่ในที่นี้ กระผมจะขอให้นิยามเป็นขอบเขตกว้างๆ ซึ่งเป็นนิยามที่ได้รับการยอมรับจาก สถาบันต่างๆ มากมายในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี“การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในความ หมายสั้นๆ คือ การวางแผน(ไม่รวมส่วนที่ไม่เป็นทางการ) การจัดการต่างๆที่ต่อเนื่องและมี จุดมุ่งหมาย ให้ได้มาซึ่งผลสำเร็จทางมาตรการทางด้านการศึกษา เพื่อยังผลให้ทั้งเยาวชน และผู้ใหญ่เห็นถึงความจำเป็นของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางด้านการเมืองและสังคม” ที่สำคัญคือเราต้องการพูดถึงการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองจากระดับองค์กรซึ่งจะ ต่างกับแบบไม่เป็นทางการที่สามารถจัดได้ทั่วไปโดยไม่ต้องมีกรอบทางองค์กร “การให้การศึกษา ท า ง ก า ร เ มื อ ง แ ก่ พลเมือง คือ การ วางแผน การจัด การต่างๆ ที่ต่อ เนื่องเพื่อผลสำเร็จ ทางมาตรการทาง ด้ า น ก า ร ศึ ก ษ า เพื่อยัง ผลให้ทั้ง เยาวชนและผู้ใหญ่ เห็นถึงความจำเป็น ของการมีส่วนร่วม ใ น กิ จ ก ร ร ม ท า ง ด้ า น ก า ร เ มื อ ง และสังคม” 15 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในเยอรมนี คือ การสนับสนุนให้พลเมืองมีความตระหนักทางประชาธิปไตย การสร้างแรงจูงใจและความสามารถ แก่พลเมืองให้พลเมืองเหล่านั้นสามารถวิพากษ์วิจารณ์ และรวมไปถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างจริงจังได้ แน่นอนจากประสบการณ์ การปกครองภายใต้เผด็จการจาก ลัทธินาซีและเผด็จการ ลัทธิคอมมิวนิสต์ในเยอรมนีตะวันออก เป็นหน้าประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ที่ทำให้พวกเราทุก คนระลึกอยู่เสมอว่า การเข้าใจในแนวความคิดของผู้อื่นและพหุนิยมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของ ระบอบประชาธิปไตยของเรา โครงสร้างของระบบ: เอกลักษณ์และส่วนประกอบ การจัดโครงสร้างระบบการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองเป็นอย่างไร มีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง มีเอกลักษณ์และส่วนประกอบใดที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบ? เราสามารถแบ่งความสำคัญออกได้เป็น 3 เสาหลักด้วยกัน ก. การสร้างประเทศแบบสหพันธรัฐ ข. สมาพันธ์ ค. และกลุ่มผู้มีบทบาทที่สำคัญคือ ภาคเอกชน และในที่นี่ยังรวมถึงหลักการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่นกล่าวคือคณะผู้แทนจากภาครัฐไปสู่ส่วนล่างเช่น ชุมชนโดยเฉพาะ อย่างยิ่งการจัดการขั้นพื้นฐานผ่าน Volkshochschule(โฟล์กโฮค ชูเล่-มหาวิทยาลัย เปิดสำหรับประชาชน) โรงเรียนนอกระบบที่ให้ความสำคัญ กับกิจกรรมการศึกษา ในระดับท้องถิ่น เสาหลักทั้ง 3 เสานี้ เปรียบเสมือนความรู้ขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับการให้การศึกษาทางการ เมืองแก่พลเมือง ซึ่งเป็นวิชาหลักที่บรรจุลงไปในระบบการศึกษา การศึกษาด้านนี้ก็เปรียบเสมือน กับวิชาอื่นๆ ทั่วไป กล่าวคือความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์มีความสำคัญเช่นเดียวกับความรู้ทางด้าน สุขศึกษา ครอบครัวศึกษา ศิลปศึกษา ฯลฯ ภาครัฐเป็นผู้รับภาระหน้าที่ตรงนี้โดยตรง สำหรับงานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองนั้น Bundeszentral fur politische Bildung (บุนเดสเซ็นทราล เฟือ โพลิทิสเช่ บิลดุง/ศูนย์การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองแห่ง สหพันธรัฐ) เป็นผู้รับผิดชอบและให้การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ สำหรับในส่วนของ กฎหมายด้านการศึกษาของการศึกษานอกระบบ(ระบบการศึกษา นอกเหนือจากภาคบังคับและระดับอุดมศึกษา) เป็นหน้าที่หลักของรัฐทั้ง 16 รัฐ ที่จะมีหน้าที่ ออกเป็นกฎระเบียบ หรือกฎหมาย รวมไปถึงการช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงิน และส่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 16 เสริมให้การปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นต่อไป Bundeszentrale fur politische Bildung เป็นหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ภายใต้การจัดการของ Bundesinnen-ministerium(บุนเดสอินเน้นมินิสเตอริอุมส์ เปรียบเทียบได้กับกระทรวงมหาดไทย ของประเทศไทย) ในหลายๆ รัฐ ยังมีกิจกรรมสนับสนุนให้ลูกจ้างได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่ม เติมนอกระบบการศึกษาในโรงเรียน โดยกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ เอื้อประโยชน์ให้ กลุ่มลูกจ้างได้มีโอกาสศึกษาวิชาชีพนอกระบบเพิ่มเติม และยังรวมไปถึงการได้มีโอกาส ศึกษาหาความรู้ทางด้านการเมืองไปพร้อมๆ กันด้วย สำหรับกลุ่มข้าราชการ ผู้พิพากษา และ ทหารของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีสิทธิพิเศษในการขอลาพักร้อน ซึ่งเป็นการลา พักร้อนนอกเหนือจากการลาพักร้อนทั่วไป เพื่อเวลาดังกล่าวไปศึกษาต่อด้านการเมืองใน ระดับที่สูงขึ้นต่อไป สิ่งที่เป็นโครงสร้างสำคัญที่สุด สำหรับงานการให้การศึกษาทางการเมือง แก่พลเมืองคือความพร้อมของสถานที่ต่างๆ และยังรวมไปถึงการจัดการกับระบบการกระจาย สถานศึกษาต่างๆ ให้เข้าถึงทุกส่วนภูมิภาคในจำนวนที่เพียงพอ เสาหลักทั้ง 3 เสานี้ เป็นรากฐานสำคัญที่มีความหมายต่อการให้การศึกษาทางการ เมืองแก่พลเมือง กล่าวคือ ก. จากการสนับสนุนของภาครัฐช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวแก่ งานการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในเยอรมนีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ ตื่นตัวขององค์กรต่าง ๆ การตื่นตัวของงานด้านการวิจัยทางรัฐศาสตร์ หรือการ ตื่นตัวของตัวบุคลากรก็มีมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนั้นการเพิ่มตำแหน่งทางการ เมืองในหลาย ๆ ระดับ และการเพิ่มอัตราตำแหน่งคณาจารย์ในระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ท่านเหล่านั้นได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสาทวิชารัฐศาสตร์ในสถาบันต่างๆ และกลุ่มผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านรัฐศาสตร์ที่กล่าวมานี้เอง จะเป็นผู้สนับ สนุนและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านรัฐศาสตร์แก่องค์กร และแก่บุคคล ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองด้วย ที่สำคัญอีกอย่าง หนึ่งคือการแบ่ง แยกความเข้าใจ กั น ร ะ ห ว่ า ง ง า น ด้ า น ก า ร ศึ ก ษ า กับกิจกรรมการ เ ค ลื่ อ น ไ ห ว ท า ง การเมือง ข. การสนับสนุนจากภาครัฐส่งผลให้เป้าหมายและผลลัพธ์เป็นรูปธรรม มาตรการ ต่างๆ จะนำมาปฏิบัติเพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ค. ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการแบ่งแยกความเข้าใจกันระหว่างงานด้านการศึกษากับ กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมือง กิจกรรมเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง ต่างๆ เป็นสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคลที่จะสามารถเข้าร่วมการเคลื่อนไหวนั้นๆ 17 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เราจะต้องแยกให้เห็นชัดเจนว่าอะไรคืองานด้านการเมือง และอะไรคืองานด้าน การ ศึกษาการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐ และการเคลื่อนไหวดังกล่าวก็มิได้บรรจุอยู่ในมาตรการการศึกษาเช่นกัน โครงสร้างสถาบัน ความแตกต่างกันระหว่างโครงสร้างของแต่ละสถาบัน เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้เข้า กิจกรรมต่างๆ ทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมได้เราเรียกว่าโครงสร้างสถาบันแบบ“เปิด” และการเปิด โอกาสให้เฉพาะกลุ่มเราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่าเเบบ“ปิด” แต่สิ่งที่สำคัญที่นำมาพิจารณา คือ กลุ่มของผู้เข้าร่วมกิจกรรมนั้น ๆ ต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่เปิดให้เฉพาะกลุ่มเข้าร่วมเท่านั้น เช่น กิจกรรมทางด้านทหาร สมาคมผู้ใช้แรงงาน สมาคมผู้ประกอบการ เป็นต้น Bundeszentrale fur politische Bildung เป็น องค์กรที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้นำขององค์กรจะถูกตรวจสอบจากรัฐสภา กลุ่มสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ตรวจสอบผลงานต่าง ๆ ของ Bundeszentrale fur politische Bildung เพื่อสร้างความสมดุลให้กับองค์กร การประชุมเพื่อหารือ การพัฒนาระบบการให้การเรียนรู้จะเกิด ขึ้นโดยการส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมจาก“สมาพันธ์การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง” เพื่อพบปะพูดคุยกันถึงเรื่องของการปฏิบัติงาน และแนวนโยบายการพัฒนาการ นอกจากนี้ยังแสดง ผลงานต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากตัวแทนองค์กรภาครัฐ รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญ สื่อมวลชน และประชาชนในสาขาต่างๆ ด้วย องค์กรที่สำคัญอีกองค์กรหนึ่ง สำหรับการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองคือ มูลนิธิการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญของสหพันธ์สาธารณรัฐเปิดโอกาสให้สามารถก่อตั้งมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในรูปแบบต่างๆ ได้ โดยได้ รับเงินงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐส่วนหนึ่ง อาทิเช่น“Friedrich-Ebert-Stiftung”(มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท) มูลนิธิจะต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย เป็นธรรม และไม่อนุญาตให้มูลนิธิฯ ชัก นำความคิดผู้เรียนด้วยวิธีต่างๆ ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการใดๆ ในการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างผล ประโยชน์ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และนอกจากนั้นยังไม่อนุญาตให้มูลนิธิฯจัด กิจกรรมทางด้านวิชาการใดๆ เพื่อยังผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการ เมืองใด การจัดกิจกรรมการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองของมูลนิธินั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ ต้องคำนึงถึงคุณค่าและหลักการทางรัฐศาสตร์ แต่การปฏิบัติงานของมูลนิธิฯนั้น ยังคงสามารถ ยึดอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมือง ที่ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดได้ แต่ต้อง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 18 ปราศจากอิทธิพลครอบงำจากพรรคนั้นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีผลประโยชน์แก่พรรคการ เมืองใดๆ ช่วงการเลือกตั้ง หลักการ การเรียน การสอน หลักการเรียนการสอน แบบแผน และวิธีการเรียนการสอนใดที่ใช้ในการศึกษา ทั้งหมด 8 หัวข้อ ในทุกๆ หลักการเหล่านี้สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ สิทธิความเท่าเทียมกัน ระหว่างผู้สอน และผู้เรียน ทั้งสองฝ่ายสามารถสนทนากันได้อย่างเสมอภาค ผู้สอนเปรียบ เสมือนพิธีกรหรือผู้ดำเนินรายการเท่านั้น งานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง อาจจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสาขารัฐศาสตร์มาร่วมด้วยก็ได้ 1. ผู้ดำเนินรายการ(ผู้สอน) จะต้องรู้ชัดถึงความต้องการของผู้เข้าร่วมกิจกรรม (ผู้เรียน) ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความสนใจในเรื่องใดบ้าง ผู้ดำเนินรายการที่ดีจะ ต้องทราบอยู่เสมอว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในห้องเรียนนั้นๆ มีความสนใจเรื่องใด เป็นพิเศษโดยการเป็นผู้ฟังที่ดี และจัดประมวลความสนใจ และปัญหาจากหัว ข้อเรื่องดังกล่าวจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2. การจัดประมวลผล ความสนใจ จะต้องสร้างความเข้าใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทุกๆ คน ให้ทราบว่า ความสนใจ หรือ คำถามบางอย่างจะถูกนำขึ้นมาพูดคุยกัน เพื่อสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รู้ว่า ความหลากหลายทาง ความคิดของพวกเขาจะถูกนำมาสนทนาด้วย 3. การสอนโดยการอ้างอิงจากตัวอย่างที่หลากหลายตัวอย่างแต่ละตัวที่นำมาเป็น แบบแผนการเรียนการสอนจะถูกการณ์วิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเป็นการสร้างความ เข้าใจด้านรัฐศาสตร์ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น 4. การค้นหาปัญหา ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง 5. หลักการ การเรียนการสอนที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ การสร้างความเข้าใจว่า ความ ขัดแย้งก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย หลักการหนึ่งที่นิยมใช้ใน กระบวนการศึกษาคือ การสร้างหัวข้อการสนทนา พร้อมกับเหตุผลที่สนับสนุน และเหตุผลต่อต้าน ต่อหัวข้อสนทนานั้น ๆ 6. การสร้างสถานการณ์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม(ผู้เรียน) ได้มีส่วนร่วมแสดงออกใน ชั้นเรียน โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ เช่น การใช้ดนตรี การแสดง ดูวีดีโอ การวาง แผนกิจกรรม ต่าง ๆ โดยสอดแทรกใจความด้านรัฐศาสตร์เข้าไป ก็เป็น เพื่อสร้างความ ชั ด เ จ น ใ ห้ แ ก่ ผู้ เข้าร่วมกิจกรรม ได้รู้ว่า ความ หลากหลาย ท า ง ค ว า ม คิ ด ของพวกเขาจะ ถูกนำมาสนทนา ด้วย 19 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง อีกวิธีหนึ่งที่นิยมปฎิบัติกันมาก 7. การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ในมีส่วนร่วมช่วยอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหา ใจความสำคัญและระบบโครงสร้างต่างๆ แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 8. การคำนึงถึงความสนใจของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามหาจุดสนใจ พิเศษในขอบเขตทางรัฐศาสตร์ที่มีในเพศหญิงและชาย อะไรคือเงื่อนไขและ ความสนใจของงานด้านการศึกษา และหากลยุทธ์การเข้าถึงความต้องการที่ แท้จริงของกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละเพศ ครูเปรียบเสมือน ผู้ดำเนินรายการ ที่ ค อ ย ค ว บ คุ ม บรรยากาศใน ชั้ น เ รี ย น ใ ห้ แ ก่ นักเรียนในห้อง เรียนเท่านั้น รูปแบบของงาน กลยุทธ์ ตัวอย่างวิธีการปฏิบัติ ศึกษาได้จากตัวอย่างของหลักการการปฏิบัติงานของ“มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท” ในประเด็นที่ว่ามีวิธีการใดที่สามารถใช้ในทางปฏิบัติได้บ้างในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาได้เกิดการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมทางการศึกษาขึ้นมาใหม่ Ideenwerkstatt (อีดีน แวร์ก สตัทท์) หรือระบบคลังสมอง กล่าวคือ ไม่มีพฤติกรรมการ สอนของครูแบบเก่าอีกต่อไป พฤติกรรมของครูแบบเก่าคือพฤติกรรมการบรรยายหน้า ชั้นเรียนให้เด็กนักเรียนได้รับรู้รับฟังเพียงฝ่ายเดียว แต่นวัตกรรมทางด้านการศึกษา รูปแบบใหม่คือ ครูเปรียบเสมือนผู้ดำเนินรายการที่คอยควบคุมบรรยากาศในชั้นเรียน ให้แก่นักเรียนในห้องเรียนเท่านั้น จากผลงานที่ผ่านมาเรารู้สึกได้ถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากกลยุทธ์ดังกล่าว คือการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดง ความคิดเห็นถึงปัญหาของท้องถิ่นของพวกเขา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบสนอง เป็นอย่างดีในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างต่อไป คือการนั่งเป็นวงกลม ผู้เชี่ยวชาญจะนั่งอยู่กลางวงและเป็นผู้ สนทนา ส่วนนักเรียนจะนั่งล้อมเป็นวงกลม ผู้ใดต้องการพูดหรือเสนอแนะความคิดใดๆ จะต้องเข้ามากในกลางวง ทุกหลักการพื้นฐานคือ การสร้างกลยุทธ์ให้ผู้เข้าร่วม กิจกรรม(นักเรียน) ได้แสดงออกถึงความคิด การสร้างระดับความเท่าเทียมทางโอกาส รวมไปถึงความการกระตุ้นความรู้สึกอยากจะเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ และไม่สร้างความน่า เบื่อหน่ายให้กับกิจกรรมด้านการเรียนการสอน ดังเช่นแต่ก่อน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 20 ผลลัพธ์โดยภาพรวม ผ ล ลั พ ธ์ โ ด ย ภ า พ ร ว ม ข อ ง ก า ร ใ ห้ ก า ร ศึ ก ษ า ท า ง ก า ร เ มื อ ง แ ก่ พ ล เ มื อ ง ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เนื่องจากสังคมเยอรมัน เป็นพหุสังคมกล่าวคือ มีความ หลากหลายทางโครงสร้างทางด้านรัฐศาสตร์ แต่ในปัจจุบันมีการรวมตัวทางด้านการ เมืองอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดแรงสนับสนุนทางด้านการเงินจากภาครัฐในส่วนงานการ ให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง เครื่องมือตัวดังกล่าวนี้เองส่งผลให้ด้านสังคมมีการ พัฒนาที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่า งานด้านการให้การศึกษาทางการ เมืองแก่พลเมืองที่พวกเรากำลัง ปฏิบัติอยู่นั้น ก็ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนทุก ๆ คนใน สังคมได้ นโยบายดังกล่าวยังคงสามารถเข้าถึงเฉพาะ กลุ่มประชาชนที่มีการศึกษาสูงเท่านั้น แต่กลุ่มประชาชนที่มีการศึกษาน้อยเรายังเข้าถึงได้ยาก ปัจจุบันสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้นโยบายการให้การศึกษาทางการ เมืองแก่พลเมืองยิ่งเข้าถึงกลุ่มคนดังกล่าวได้น้อยมากลงไปอีกระดับหนึ่ง การประเมินผลพอจะตั้งคำถามได้ว่า งานที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้ ควรจะเดินไป ในทิศทางใดบ้าง จากประสบการณ์ หลังจากการรวมชาติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เราเน้นการ ทำงานของเราไปยังระดับภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้น เราได้ยกเลิกระบบโครงสร้างแบบ Internatsstrukturen(อินเตอร์นาท สตรุกทัวเร่น= ระบบโรงเรียนประจำ) เราหันมาใช้ระบบตรงกันข้ามกล่าวคือ ภาครัฐเข้าไปให้โอกาสทางการศึกษา แก่ประชาชน ถึงท้องถิ่นของพวกเขาที่ที่พวกเขาอาศัยและประกอบอาชีพ เงื่อนไขของการปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งการสนับสนุนจากภาครัฐ คือการ จัดการระบบอย่างมีคุณภาพ คำถามใหม่ๆ เช่น โลกาภิวัฒน์ การขยายตัวของสหภาพยุโรป และรวมไปถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคม ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณา ในการจัดการ เพื่อสร้างแผนงานต่างๆ อันจะเป็นสิ่งที่ได้การยอมรับจากผู้คนโดยทั่วไป สุดท้ายนี้พอจะสรุปงานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองได้ว่า หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การสร้างสังคมแบบประชาธิปไตยให้มีความมั่นคงนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง หลังจากการรวมชาติเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง จะต้องมีกระบวนการ สร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย และการสร้างความเข้าใจถึงระบบเผด็จการ ให้แก่ประชาชน ที่เคยอาศัยอยู่ทางฝั่งเยอรมันตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด กระผมเชื่อมั่นว่า การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ ที่จะช่วย สร้างให้ประชาชนร่วมกันขับเคลื่อนวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ยังคงอยู่ต่อไป การให้การศึกษาทาง การเมืองแก่พลเมือง เป็นเครื่อง มือชิ้น สำคัญ ที่จะช่วย สร้างให้ประชาชน ร่วมกันขับ เคลื่อน วัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ยังคงอยู่ ต่อไป 21 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเรือน นอกระบบโรงเรียน คือส่วนประกอบชิ้นสำคัญของวัฒนธรรมประชาธิปไตย มติการประชุมของ “สมาชิกคณะกรรมาธิการทำงานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง” เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1997 ณ กรุงบอนน์ ตีพิมพ์ในหนังสือ“ Politische Bildung”(โพลิติสเช่ บินดุง) ฉบับที่ 2 ปี ค.ศ. 1998 แปลและเรียบเรียงโดย เจษฎา ช่วยชูหนู คำอธิบายจากคณะกรรมาธิการทำงานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง วัฒนธรรมประชาธิปไตยต้องอาศัยความพร้อมในหลายๆ ด้านของประชาชน เพื่อให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ถึงปัญหาต่างๆ ทางสังคม และยังรวมไปถึงการรับผิดชอบต่อ ปัญหานั้นๆ ร่วมกันด้วย ความพร้อมดังกล่าวเหล่านี้จะสร้างขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อประชาชนในสังคม มีสิทธิเท่าเทียมกัน เพื่อการเรียนรู้ เพื่อการแลกเปลี่ยนทางความคิด การแลกเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมซึ่งกันและกัน การพัฒนาพฤติกรรมดังกล่าวที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ สามารถพัฒนา ได้จากกิจกรรมการฝึกปฏิบัติขนาดเล็กจนถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ๆ แตกต่างกันออกไป เช่น การเปิด โอกาสให้มีกิจกรรมการสนทนา และแลกเปลี่ยนทางความคิด การแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกัน และกัน โดยยึดหลักความต้องการพื้นฐานหรือความสนใจขั้นพื้นฐานของตัวบุคคลนั้น ๆ เป็นที่ตั้ง แต่ความสนใจดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยพื้นฐานแห่งคุณธรรม การสร้างให้พลเมืองรู้ว่าตัวเองมี สิทธิทางการเมือง หรือมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างไรบ้าง ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่ สามารถพัฒนาสิทธิความเท่าเทียมกันทางสังคมได้ดี แต่คำว่าสิทธิความเท่าเทียมกันทางสังคมนี้ หมายถึง ความพร้อมในการยอมรับฟังปัญหา ความขัดแย้งทางสังคม หรือความต้องการ ขั้นพื้นฐานของบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาทางสังคมร่วมกัน การสร้างระบบการเรียนรู้แบบปัจเจกบุคคล คือ การสร้างให้บุคคลๆ นั้น ได้ตระหนักถึง ความต้องการขั้นพื้นฐานของตนเอง การสร้างระบบการเรียนรู้ดังกล่าวจะสามารถประสบผลสำเร็จ ได้ก็ต่อเมื่อ การเปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ มีกระบวนการเรียนรู้ทางด้านการ เมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงการสร้างกระบวนการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ การเปลี่ยนแปลง พลเมืองนอกระบบการศึกษาในโรงเรียนด้วย ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวนี้เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้อง ให้การสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองถือเป็นภาพรวมของ ขอบเขตระบบการศึกษาแบบต่อเนื่อง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 22 โครงสร้างทางสังคม คือความท้าทายของงานด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง เป็นปัญหาของระบอบประชาธิปไตยใน อนาคต ต่อความศรัทธาเชื่อมั่นจากประชาชน นอกจากนั้นผลกระทบจากยุคโลกาภิวัตน์ได้สร้าง ความเปลี่ยนแปลงต่อตลาดแรงงาน และโครงสร้างทางสวัสดิการสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลกระทบ ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นกับโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตย และโครงสร้างทางสังคมของสหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมนีเช่นเดียวกัน ความศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนโดยทั่วไป ต่อการแก้ปัญหา ทางการเมืองและเศรษฐกิจจากกระบวนการประชาธิปไตยได้เริ่มลดน้อยลง ซึ่งส่งผลไปยังความ ศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชน ต่อตัวระบอบประชาธิปไตยลดหลั่นไปตามลำดับด้วยการรวมชาติ เยอรมันเข้าด้วยกันนั้น ยังคงถูกสนทนากันอย่างกว้างขวางจาก นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ และกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ต่างๆ นอกจากนั้นการรวมตัวของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป ก็ยังเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ถูก หยิบยกมาสนทนากันอย่างต่อเนื่อง ถึงเสถียรภาพความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ และเสถียรภาพ ทางการเมือง การสนทนาในหัวข้อดังกล่าวเหล่านี้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องคำนึงถึง ความหลากหลายของสังคมและวัฒนธรรม และเปิดใจกว้างยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่างจาก ประชาชนในสังคมอื่นๆ ด้วย จากพฤติกรรมและเหตุการณ์เหล่านี้ พอจะชี้ให้เห็นได้ว่า สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแบบ ปัจเจกบุคคล ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมโดยรวมเป็นอย่างสูง(ระบบสังคมปัจเจกบุคคลคือ ระบบสังคม ที่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวหรือ กลุ่มตัวเองเป็นหลัก) ระบบสังคมแบบบูรณาการค่อยๆ ลดความ สำคัญลงไป พฤติกรรมของประชาชนในยุคปัจจุบันนี้ ด้านหนึ่งคือการสร้างความชอบธรรมให้ แก่ตัวเองมากขึ้น แต่ส่วนอีกด้านหนึ่งคือพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบสมัยใหม่ สังคมปัจจุบัน มีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า สังคมปัจจุบันมีปัจจัยมากมาย หลายประการ ที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น ระบบสื่อสารมวลชนอันทันสมัยเป็น ปัจจัยหลักอย่างหนึ่ง ที่สามารถสร้างกระแสพฤติกรรมต่อผู้คนในสังคมปัจจุบันได้ดี สังคมปัจเจก บุคคลนี้ส่งผลกระทบต่อโลกทัศน์ ปรัชญา และความถูกต้องทางศาสนา ทำให้สังคมไม่ สามารถหาทางออกจากปัญหาต่างๆ ได้ การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง คือการจัดการกับพฤติกรรมทางความคิดของ พลเมือง ให้พลเมืองสามารถหาหนทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองในยุคของสังคมที่มีความซับซ้อน เช่นนี้ได้ การให้การศึกษาดังกล่าวแก่พลเมืองนอกระบบการศึกษาในโรงเรียนนั้น จะต้องสร้าง ให้พลเมืองสามารถสนทนาสื่อสาร แสดงความต้องการของตัวเองได้อย่างชัดเจน และนี้คือ การพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้คงอยู่ต่อไป 23 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในระบบโรงเรียน คือการเรียนรู้ทางด้านการ เมืองเกี่ยวกับโครงสร้างของอำนาจภาครัฐ ส่วนการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองนอก ระบบโรงเรียนนั้น คือการสร้างการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับอิสรภาพทางความคิดด้านการเมือง การศึกษาในลักษณะนี้ คือการสร้างให้พลเมืองมีความคิดเห็นทางด้านการเมือง ต่อระบบการเมือง ในระดับที่แตกต่างกันไป การศึกษาเกี่ยวกับความต้องการของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ เช่น สมาพันธ์ สหภาพแรงงาน ศาสนาและพรรคการเมืองในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติรวม ไปถึงการศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่ของพลเมืองที่แตกต่างกันไปตามสถานภาพต่าง ๆ การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง คือการสร้างให้พลเมืองสามารถอธิบายความ ต้องการของกลุ่มตัวเองได้ ภาครัฐมีหน้าที่ที่จะต้องเปิดโอกาสให้พลเมืองของตน สามารถสร้าง กลุ่มของตนเองได้ และยังรวมไปถึงการสนับสนุนให้พลเมืองได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ทาง ด้านรัฐศาสตร์ควบคู่ไปด้วย บุนเดส และ ลานเดส เซ็นทราล เฟือ โพลิติทเช่ บิลดุ้ง(คือ องค์กรระดับชาติ และ ระดับรัฐที่ดูแลงานทางด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง) คือองค์กรที่ทำหน้าที่ให้ การสนับสนุนด้านเทคนิคการเรียนการสอน เช่น การวางแผน และการพัฒนาการศึกษา การสนับ สนุนอุปกรณ์ และข้อมูลข่าวสารการเรียนการสอนต่างๆเป็นต้น การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเรือนและการตลาด หน้าที่หลักของการให้การศึกษาทางด้านการเมืองแก่พลเมืองนอกระบบโรงเรียน คือการสร้างแรง กระตุ้นและความสามารถในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมือง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการ สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย งานดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนหน้าที่หลัก ที่ต้องสร้างให้พลเมืองถือ ปฏิบัติร่วมกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ซึ่งจะแตกต่างจากระบบการศึกษา สายอาชีพ กล่าวคือ เป็นกระบวนการศึกษาเพื่อนำเอาความรู้ ความสามารถจากการศึกษานั้น ๆ ไปใช้เพื่อประกอบอาชีพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ระบบเศรษฐกิจ การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในแบบฉบับดังกล่าวเหล่านี้ เป็นการเรียนรู้ทาง ด้านการเมืองที่ไม่สามารถประเมินผลได้อย่างเช่นการศึกษาในระบบอื่น ๆ การศึกษาในลักษณะนี้ สามารถประเมินผลความสำเร็จได้จากการตรวจสอบความสำเร็จในรูปขององค์กรเท่านั้น ถึงแม้ ว่างานการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองนี้ จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ผู้รับผิด ชอบงานด้านนี้ก็ควรพยายามปฏิบัติงานอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจจริง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 24 การคำนึงถึงกลยุทธ์ต่างๆ ว่าจะคำนึงถึงมาตรการใดๆ ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ งานด้านการเมือง เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้กิจกรรมดังกล่าวให้ได้มากที่สุด งานด้านการให้การ ศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองนอกระบบโรงเรียน เพื่อผู้เยาว์และผู้ใหญ่นั้น กฎหมายได้ให้ความ สำคัญเป็นอย่างยิ่งว่า จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่อย่างไรก็ตามงบประมาณสนับ สนุนงานด้านนี้ ก็เป็นงบประมาณแบบยืดหยุ่นได้ กล่าวคือกระบวนการพิจารณางบประมาณ ดังกล่าว จะถือพิจารณาจากโครงสร้างและกิจกรรมต่างๆ และยังคำนึงถึงสถานที่ที่ใช้ประชุม นวัตกรรมหรือเทคนิคสมัยใหม่ที่จะนำมาใช้เพื่อกลยุทธ์ทางการเรียนการสอนด้วย สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งสำหรับโครงการด้านการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองคือ การคำนึงถึงผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวคือผู้เข้าร่วมกิจกรรม ควรได้รับการอนุญาตจากนายจ้าง โดยไม่กระทบต่อตำแหน่งงานประจำ การอนุรักษ์ หรือการสร้างสถานที่ศึกษา และห้องประชุม ต่างๆ เพื่อใช้ในกิจกรรมงานประเภทนี้ จึงเป็นหน้าที่ร่วมกันระหว่างผู้รับผิดชอบโครงการ และ ภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ของฝั่งเยอรมันตะวันออก จะต้องได้รับการสนับสนุนจาก ภาครัฐเป็นพิเศษ การก่อสร้างสถานศึกษาใหม่ๆ คือ หัวใจสำคัญของการสร้างโอกาสในการศึกษาของ พลเมือง นอกจากนี้จะยังส่งผลให้เกิดความชำนาญ และการจัดการกับโครงสร้างต่างๆ อย่างเป็น ระบบมากขึ้น เพื่อให้กิจกรรมต่างๆเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม การเปิดบรรจุรับผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะได้ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัยงานทางด้าน วิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนางานด้านรัฐศาสตร์อันมีคุณค่า และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และยังสามารถ สร้างโอกาสให้แก่ ตลาดแรงงานใหม่ๆ อีกหนทางหนึ่งด้วย 25 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ประชาสังคม วัฒนธรรมทางการเมืองและการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ศ. ดร. โทมัส เมเยอร์ แปลโดย เจษฎา ช่วยชูหนู ในช่วงทศวรรษหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นั้น หัวข้อ เรื่อง“ประชาสังคม” ได้กลายเป็นแนวความคิดที่สำคัญในเชิงของทฤษฎีประชาธิปไตย การสนทนา ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองด้วย ปรากฎการณ์ดังกล่าว เหล่านี้มิใช่เป็นแต่เพียงความบังเอิญเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาที่สำคัญสำหรับการพัฒนา ประชาธิปไตย รัฐศาสตร์ และการพัฒนาการทางด้านการให้การศึกษาทางการเมือง คำว่า“ประชาสังคม” มีความหมายสัมพันธ์สอดคล้องกับ พฤติกรรมของประชาชน ในการยอมรับฟัง ประสบการณ์ คำวินิจฉัย และความมุ่งหวังของผู้อื่นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวนี้ ก็มีความเสี่ยงอยู่มิใช่น้อย ด้วยเหตุที่ว่ากลุ่มอิทธิพลทางการเมืองบางกลุ่ม ได้อาศัยโครงสร้างและพฤติกรรมทางสังคมดังกล่าว เพื่อเป็นการปลุกระดมกระแสความชอบธรรม ต่างๆ ให้แก่กลุ่มของตัวเอง หนังสือเล่มนี้มีความมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่ง ในการอธิบายคุณลักษณะของประชาสังคมให้ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังได้นำเสนอไปถึงการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าวด้วย หนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายหลักๆ อยู่ 3 ประการด้วยกัน ประการแรกคือ การนำเสนอประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับประชาสังคมในเชิงปฏิบัติ ประการต่อไปคือ การให้ความสำคัญของแนวทางต่างๆ ทางด้านการเมือง และประการสุดท้ายคือ ผลสรุปเชิงสันนิษฐานเกี่ยวกับงานต่างๆ ที่มีความ พยายามเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมทางการเมืองแก่ประชาสังคม โดยผ่านกระบวนการ การให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ความสัมพันธ์กันระหว่างประชาสังคม การสื่อสารทางด้านรัฐศาสตร์ และการให้การ ศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง เกิดขึ้นมาจากความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และรวมไป ถึงการให้ความสำคัญต่อชิ้นงานต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้มีการสนทนาถึงเรื่องราวทางด้านการเมือง กันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันมีการพูดคุยถกเถียงกันมากเกี่ยวกับเรื่อง“ประชาสังคม” ผู้เขียนเลยถือโอกาส นี้ในการนำเสนอหัวข้อทั้งหมด 7 หัวข้อหลักด้วยกัน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 26 หัวข้อแรกคือการถกเถียงกันในประเด็นเรื่องความรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า ของการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองต่างๆ ของพวกเขา หัวข้อที่สองการถกเถียงกัน ในประเด็นการขับเคลื่อนทางการเมืองในยุคปัจจุบัน ยุคที่เปี่ยมล้นไปด้วยองค์กรต่างๆ ที่ทำงาน กันเป็นเครือข่าย ประเด็นที่สามคือการถกถียงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปนิสัยของ พลเมืองยุคใหม่ ที่มีพฤติกรรมต่อต้านการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แต่พวกเขาต้องการ สร้างกลุ่มเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาเพื่อปฏิบัติงานให้กับกลุ่มของตนเองในรูปแบต่างๆ ประเด็นที่สี่ คือ การถกเถียงพูดคุยกันถึงเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันทางเพศ ประเด็นที่ห้าคือ การพูดคุยกัน ในส่วนของขอบเขตอำนาจหน้าที่ภาครัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเมือง และสถาบัน การคลังในสังคมสมัยใหม่ ประเด็นที่หกเป็นการถกเถียงพูดคุยที่ถือปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางคือ เรื่องราวของกระแสโลกาภิวัฒน์ และประเด็นสุดท้ายคือ การถกเถียงพูดคุยเพื่อหามาตรการว่าจะมี หนทางใดบ้างที่จะสามารถนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนสังคมในยุคปัจจุบัน ยุคซึ่งเต็ม ไปด้วยความหลากหลาย และจะมีมาตรการใดบ้างที่จะสามารถผลักดันให้พลเมืองในสังคมนั้นๆ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การถกเถียงพุดคุยในหัวข้อต่างๆ ข้างต้นเหล่านั้น เพื่อต้องการให้เกิดกระบวนการ การวิเคราะห์ทางสังคม อันจะนำไปสู่กุญแจชิ้นสำคัญ เพื่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ในยุคโลกาภิวัฒน์ต่อไป เคลาส์ ออฟเฟ่(Klaus Offe) ให้นิยามเกี่ยวกับ“ประชาสังคม” ในยุคปัจจุบันไว้ว่า เป็นการขยายตัวทางการตลาด และการรวมกลุ่มทางสังคมขนาดเล็กขึ้นมาในชาตินั้นๆ แต่มีผล กระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในระดับนานาชาติเป็นอย่างสูง สังคมปัจจุบันต้องการการออกแบบ ทางด้านสังคมศาสตร์ และการออกแบบสถาบันทางการเมืองในรูปแบบใหม่ รวมไปถึงควรจะ มียุทธศาสตร์อันใหม่ เพื่อนำไปสู่การจัดระเบียบทางสังคมให้เกิดความสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ อำนาจรัฐ และสังคม ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างต่อเนื่อง ที่นิยมเรียกกันว่า“เศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์”(คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง กันเป็นเครือข่ายทั่วโลก) ซึ่งส่งผลให้มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคมโลกยุคปัจจุบัน ยัง ผลให้กฎระเบียบแบบบูรณาการต่างๆ ไม่สามารถนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จ ได้ในยุคสมัยใหม่นี้ ระบบบูรณาการไม่สามารถแก้ปัญหาทางสังคมต่างๆ ได้ 27 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ข้อแรกคือ ระบบการปกครองจากส่วนกลาง และระบบราชการที่เชื่องช้า ไม่เหมาะสม ต่อสังคมปัจจุบัน สังคมซึ่งมีความหลากหลายมากขึ้น จึงส่งผลให้การปฏิบัติงานในรูปแบบต่างๆ ไร้ประสิทธิผล ข้อที่สองคือ ประชาชนในยุคสมัยใหม่ ให้ความสำคัญต่อสถาบันทางการเมืองขนาดใหญ่ น้อยลงพวกเขาเหล่านี้ต้องการรูปแบบทางด้านสังคมและรูปแบบทางด้านการเมืองแบบใหม่ สิ่งที่สำคัญสำหรับระบบเศรษฐกิจคือ การหาแนวทางทางด้านการเมือง สังคมและ เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ อันต้องอาศัยระบอบประชาธิปไตยในการผลักดันแนวทางดังกล่าว การ เปิดโอกาศให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอแนวทางต่างๆ เพื่อสร้างกฏเกณฑ์ระเบียบ การใหม่ๆ คุณค่าแห่งชีวิตและคุณค่าทางสังคมคือหลักการเบื้องต้นที่จะต้องได้รับการพิจารณา ก่อนหลักการตรรกวิทยาทางเศรษฐศาสตร์ ถ้าหากไม่นำหลักการเบื้องต้นมาพิจารณาแล้วจะเป็น เหตุให้ระบอบประชาธิปไตยสูญเสียซึ่งอำนาจอธิปไตยทางการปกครองไป มาตรการการตรวจ สอบทางสังคมจะไม่มีผลในเชิงปฏิบัติ และนั้นก็หมายถึงจะส่งผลต่อการเมืองในระดับมหภาค (โลกาภิวัฒน์) ทำให้ต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยในการปกครองไปด้วยเช่นกัน การจัดการทาง เศรษฐศาสตร์ที่ดี ควรเปิดโอกาสให้มีการเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติ ในรูปแบบกระบวนการ ประชาธิปไตย ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ดังนั้น ประชาสังคมก็ถือได้ว่ามีบทบาทหน้าที่ต่อปฏิกิริยาทางการเมืองด้วยเช่นกัน หลังจากปฏิกิริยาโลกาภิวัฒน์ มีผลต่อสังคมโลก ตลาดการเงิน ตลาดสินค้า และตลาด สินค้าบริการในประเทศได้รับผลกระทบด้านลบ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังส่งผลไปยังด้านสังคม และการเมืองด้วย นอกจากนั้นผลกระทบดังกล่าวยังต่อเนื่องไปยังความต้องการของระบบ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมสมัยใหม่ ดังนั้นเลยเกิดคำถามที่ท้าทายให้กับสังคมสมัยใหม่ว่า จะมี แนวทางอย่างไรบ้างที่จะเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างให้ประชาชนหันมามีส่วนร่วมในทางการ เมืองมากขึ้น และจะมีแนวทางใด เพื่อจัดรูปแบบใหม่ของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และประชาคม อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนทางสังคมที่ได้ผลดีต่อไปในอนาคต เหตุผลดังกล่าวที่นำเสนอมาแล้วข้างต้นนั้น ถือได้ว่าเป็นบทบาทหน้าที่ เป็นโอกาส เป็นขอบเขต และก็เป็นการตั้งสมมุติฐานเพื่อให้การเมืองในสมัยใหม่สามารถขับเคลื่อนตัวเอง ต่อไปได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นต่อเมื่อ ประชาชนมีอำนาจต่อรองทางการ เมืองมากขึ้น และนั่นก็คือ“ประชาสังคม” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 28 หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสาระมากกว่าหนังสือเรียนโดยทั่วไป ซึ่งมิได้มุ่งเน้นแต่การอธิบาย ถึงแนวทางการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองเท่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้ยังมีความพยายาม ที่จะเป็นสื่อสื่อสารให้กับผู้อ่านได้เห็นถึงหน้าที่หลักของการเมือง และการร่วมกันทำงานระหว่าง ภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อก่อให้เกิดรูปแบบการต่อรองใหม่ๆ เราไม่ได้หวังว่า“ประชาสังคม” คือดินแดนสุดท้ายที่ช่วยสร้างความเกษมสันต์ให้แก่ มนุษยชาติได้ แต่ในที่นี้เราหวังว่าหากเราตั้งสมมุติฐานถูกต้อง“ประชาสังคม” จะสามารถลด จำนวนความบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยลงได้ ความเข้มแข็งมั่นคงของประชาคมดังกล่าว จะช่วยเติมแต่งส่วนที่ขาดหายไปจากสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมในยุคของการตลาดยุคใหม่ ทุกๆ หัวข้อที่กล่าวมาแล้วนั้น มีการถกเถียงพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ความเข้าใจผิดพลาด 2 อย่างพื้นฐานต่อไปนี้ เป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับขอบเขตของการ ใช้เครื่องมือทางการเมืองเพื่อก่อตั้งประชาสังคม อย่างแรกคือ การยกเลิกหน้าที่ของภาครัฐที่มีต่อ สังคม ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายประชาชน หรือฝ่ายเอกชนนั้น จะไม่สามารถสร้างให้สังคมมีส่วนร่วม ทางการเมืองได้มากขึ้น ประชาสังคมไม่ใช่เครื่องมือการต่อรองของภาครัฐ ในทางกลับกันประชา สังคมคือเครื่องมือการต่อรองทางการเมืองของภาคประชาชน แต่ประชาสังคมก็มิได้หมายความว่า ประชาชนจะมีอำนาจเหนือรัฐ ภาครัฐยังคงมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบขอบเขตของสังคมอยู่เช่นเดิม ความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งคือ สังคมแบบปัจเจกชนมีผลต่อความพร้อมในการมีส่วน ร่วมทางสังคม สังคมแบบปัจเจกชนทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อสังคมลดน้อยลงไปจริง หรือเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเช่นนั้น แต่ในทาง ตรงกันข้ามการมีส่วนร่วมทางสังคมแบบดั้งเดิม เช่น การมีส่วนร่วมทางสังคมในรูปแบบของ สมาคมต่างๆ ได้เปลี่ยนเป็นการมีส่วนร่วมทางสังคมในรูปแบบใหม่ๆ อันเป็นผลสืบเนื่องมา จากเงื่อนไขทางด้านเวลา ทำให้ประชาชนในยุคปัจจุบันมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางสังคมอีก รูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้เป็นรูปธรรมเฉกเช่นเดิม และการมีส่วนร่วมดังกล่าวในรูปแบบใหม่นี้ ก็มี ความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถวิวัฒนาการได้ต่อไปในอนาคต หนังสือเล่มนี้ต้องการสร้างความเข้าใจ และแนะแนวทางบางอย่างเกี่ยวกับประชาสังคม ว่าควรเป็นเช่นไร และประชาสังคมสามารถมีลักษณ์เช่นไรได้อีกบ้าง ส่วนตัวผู้เขียนเองนั้นก็มี ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องประชาสังคม และได้แบ่งเป็นประเภทตามหัวข้อดังกล่าวต่อไปในนี้ ก. การมีส่วนร่วมทางสังคมโดยอิสรภาพ 29 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ข. ความสามารถในการจัดการ ค. จุดมุ่งหมายที่ดีที่มีร่วมกัน ประชาสังคมมีหน้าที่ทางสังคมที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งออกมาได้ 6 ประเภทด้วยกัน ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ข อ ง ห น้ า ที่ ดั ง ก ล่ า ว ขึ้ น อ ยู่ กั บ เ ป้ า ห ม า ย ที่ ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ก ลุ่ ม ต น เ อ ง - การรวมตัวเพื่อช่วยเหลือกลุ่มของตัวเอง - การสร้างความต่อเนื่อง เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเพื่อลดต้นทุนทางสังคม - การสร้างกลุ่มล๊อบบี้ของตนเอง เพื่ออำนาจการต่อรองกับสถาบันทางการเมือง(การ แทรกแซงหน้าที่ ของระบอบเสรีประชาธิปไตย) - การวางกฏข้อบังคับทางการเมืองในสังคม - การตอบโต้ถกเถียงทางการเมืองอย่างเป็นทางการ - การเมืองแบบสังคมโดยประชาชน การเมืองแบบสังคมโดยประชาชน เป็นการสร้างความคิดที่ว่า การมีความพร้อมเพื่อความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผลตอบสนองข้างเคียงที่เกิดขึ้นของประชาสังคมดังกล่าวคือ การติดตามผล และความไว้วางใจได้ของระบบการศึกษาทางสังคม การสื่อสารเพื่อประชาธิปไตยได้เพิ่มจำนวน มากขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ระบบการสื่อสารมวลชนเป็นรูปลักษณ์การให้ข้อมูลข่าวสาร จากด้านบนลงสู่ด้านล่างมีจำนวนเพิ่มขึ้น ระบอบประชาธิปไตยถูกมองเสมือนกิจกรรมการโชว์อีก รูปแบบหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ความเป็นประชาสังคมยิ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในระบบประชาสังคม จะมีการพบปะพูดคุยถกเถียงกัน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะ สามารถสร้างความชัดเจนให้กับระบบได้ ด้วยเหตุนี้ประชาสังคมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องชี้นำสังคม ให้ไปในแนวทางที่ดีกว่า เช่นการหาแนวทางที่ดีกว่าให้กับระบอบประชาธิปไตย การเคลื่อนไหว ทางการเมืองเพื่อสิ่งที่ดีกว่า และการต่อรองเพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันในสังคม กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า เพราะกิจกรรมดังกล่าวสามารถสร้างโอกาสที่ดี และความหลาก หลายให้กับสังคมในด้านความชอบธรรม ด้านประชาธิปไตย และด้านประสิทธิภาพ เนื้อหาสาระของย่อหน้าต่อไปจะเกี่ยวกับเรื่องราวต่อไปนี้ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประชา สังคม(ส่วนที่ 1) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาสังคม(ส่วนที่ 2) โครงการทางด้าน การเมืองต่างๆ(ส่วนที่ 3) ประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและประชาสังคม (ส่วนที่ 4) การถกเถียงเกี่ยวกับโอกาสของการทำงานร่วมกันระหว่างประชาสังคมในระดับ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 30 มหภาค(ส่วนที่ 5) สำหรับย่อหน้าสุดท้ายซึ่งเป็นตอนจบของหนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาสาระ เกี่ยวกับ อำนาจหน้าที่ใหม่ๆ ของประชาสังคมพลเมืองในขอบเขตการดำรงชีวิตอยู่ในเมือง ขอบเขต ของวัฒนธรรมทางการเมือง และขอบเขตของการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองในรูปแบบ ใหม่(ส่วนที่ 6) 1. หลักการพื้นฐาน การถกเถียงเรื่องประชาสังคมในสหพันธ์ฯ ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90 นั้น ได้ก่อให้เกิด ลักษณะที่มีคุณค่าเฉพาะ และก่อให้เกิดการแพร่หลายของประเด็นอันเป็นที่ถกเถียงกัน การพูดคุย ในเรื่องนี้ได้เชื่อมโยงแนวทางการอภิปรายความคิดที่แตกต่างเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงกับการ เคลื่อนไหวทางการเมืองในภาคประชาชนซึ่งได้เริ่มมีขึ้นในสังคมแล้วนั้น การถกเถียงในเรื่องนี้ได้ สร้างการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายทางการเมืองแบบประชาธิปไตย คำถามเกี่ยวกับการปฏิรูป ประชาธิปไตยในยุคโลกาภิวัฒน์กำลังเป็นที่สนใจ เข้ากับการพูดคุยเรื่องทฤษฎีการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชน โดยตั้งคำถามถึงโอกาสในการมีส่วนร่วม ซึ่งความเชื่อและลักษณะรูปแบบการ มีส่วนร่วมของประชาชนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การพูดคุยเรื่องโครงสร้างพื้น ฐานทางการเมืองอย่างมีศีลธรรม มีจุดเริ่มต้นมาจากการพูดคุยถกเถียงเรื่อง“Kommunitarismus” ในสหรัฐอเมริกา โดยสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองจะมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อจะรับ ประกันการเข้าเป็นส่วนหนึ่งในสังคมประชาธิปไตย รวมถึงการถกเถียงเรื่องการกำหนดทิศทาง การเมืองโดยศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการควบคุมทางการเมืองในสังคมที่มีความหลากหลาย พลังการขับเคลื่อนและแรงบันดาลใจที่จะดำเนินการถกเถียง รวมทั้งการมีความหมายทางการเมือง โดยตรงได้แสดงให้เห็นว่า การปาฐกถาเรื่องประชาสังคมซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนการเปลี่ยนเเปลงใน ทางปฏิบัติ ที่มีผลจากการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยแสดงให้เห็นถึงการโต้เถียงอย่างมีเหตุผลด้วย ประสบการณ์ รวมทั้งโอกาสที่จะมีการพัฒนาในอนาคต การปาฐกถาเรื่องประชาสังคมยังได้เชื่อม โยงการวิเคราะห์ทางวิชาการ การโต้เถียงเรื่องประชาธิปไตยสาธารณะ และการเคลื่อนไหวใน ภาคประชาชนเข้าด้วยกัน ซึ่งการถกเถียงนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้น การตีความ ข้อสมมุติและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการถกเถียงนี้สามารถประเมินค่าได้ และนำไป เป็นส่วนหนึ่งที่มีคุณค่าให้กับประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานในภาคประชาชน ในความหมาย นี้สามารถแสดงลักษณะของการถกเถียงได้ในฐานะการค้นหาทางทฤษฎีที่ยังไม่สำเร็จ ถึงแนวทาง ที่ยังมีโอกาสทางการเมืองของการเคลื่อนไหวในภาคประชาชน เพื่อสร้างและพัฒนาระบอบ 31 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ประชาธิปไตย การอภิปรายเป็นสัญลักษณ์โดยรวมของรูปแบบการดำเนินการทางทฤษฎี และ ด้วยทฤษฎีที่หลากหลายซึ่งสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนนั้น จะมีการเปลี่ยนรูป แบบของการดำเนินการ โดยมีส่วนหนึ่งเป็นไปตามรูปแบบธรรมเนียมเดิม และอีกส่วนหนึ่ง เกิดจากการทดลองในรูปแบบใหม่ๆ รูปแบบจำลองที่แตกต่างกัน 3 แบบของระบอบประชาธิปไตยตามนิยามของ เยอเก่น ฮาเบอมาส(Jurgen Habermas) คือระบอบเสรีนิยม ระบอบสาธารณรัฐและระบอบประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม สะท้อนทัศนคติพื้นฐานของการอภิปรายในภาคประชาชน ขณะที่ประเพณีปฏิบัติ แบบเสรีนิยมตามทฤษฎีของ จอห์น ล็อค(John Locke) นั้น มุ่งเน้นการทำหน้าที่สนับสนุนการออก กฎหมายโดยใช้ระบบผู้แทนในระบบเสรีนิยม ส่วนรูปแบบสาธารณรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นมุ่ง ไปสู่แนวความคิดต่อเติมในการปกครองโดยภาคประชาชน รูปแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ของ ฮาเบอมาส(Habermas) เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างแนวทางทั้งสองด้วยกระบวนการตกลงใจ ที่สอดคล้องกันอย่างมีเหตุผลของประชาชน เพื่อกำหนดเนื้อหาของกฎหมายและการปกครอง ใน ระหว่างการโต้เถียงกันทางทฤษฎีเรื่องหลักการพื้นฐานและวัตถุประสงค์ของการเมืองภาคประชาชนนั้นได้เกิดแนวโน้มที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าหากันของทัศนคติที่แตกต่างกัน โดยระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่เข้มข้น กับระบอบสาธารณรัฐซึ่งยอมให้มีการออกความเห็นได้อย่างเสรีนั้น มีการเปลี่ยนแปลงเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างมีนัยสำคัญ ตามที่ อังส์การ์ ไคลน์(Ansgar Klein) ได้ให้คำนิยามไว้ แต่ยังมีคำถามซึ่งเป็นที่เปิดกว้างอยู่และต้องการคำอธิบายทั้งในทางทฤษฎีและใน ทางปฏิบัติว่าระบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมจะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหนที่จะให้ มีการปกครองตนเองโดยภาคประชาชนได้ และจะวางขอบเขตแค่ไหนกับความต้องการซึ่งเป็นที่ เห็นชัดกันแล้วในการถกเถียงกันในสหรัฐฯ และประเทศยุโรปตะวันออกที่ยึดถือกรอบความคิด แบบเสรีนิยมประชาธิปไตยและกรอบสิทธิมนุษยชนมาเป็นเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงกฎ หมายที่เกี่ยวเนื่องกับประชาสังคม การเคลื่อนไหวทางสังคมในทางปฏิบัติ และบางส่วนของ การอภิปรายภาคประชาชนเป็นตัวแทนของแนวความคิด ซึ่งประชาสังคมจะเป็นทางเลือกใหม่ ของประชาธิปไตยเสรีนิยมแบบผู้แทน ซึ่งในปัจุบันนี้ไม่มีคนสนับสนุนแนวคิดนี้อีกต่อไป แต่กลับ สนใจในคำถามที่ว่าประชาสังคมควรจะจำกัดอยู่ที่การพัฒนาการสื่อสารทำให้ภาคสังคมมีความ ตื่นตัวทางการเมืองในระบบการปกครองที่เข้มข้นและดีมากขึ้น หรือควรที่จะรับหน้าที่ในการเป็น ส่วนหนึ่งของการควบคุมในระบบการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 32 ในระหว่างกระบวนการถกเถียงกันนั้น ความเข้าใจเรื่องการส่งเสริมซึ่งกันระหว่าง ประชาสังคมและภาครัฐได้เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้ากันของทัศนคติ และจุดยืนซึ่งเป็นทางเลือก ของประชาสังคม กับสิทธิของรัฐในระบอบประชาธิปไตย เพื่อที่จะกำหนดรูปแบบที่ชัดเจน และกำหนดระเบียบระหว่างสองภาคส่วน สิ่งที่ถกเถียงไม่ได้สำหรับทัศนคติทั้งสองแนวทางนั้น จะเห็นได้ในทางปฏิบัติของประชาสังคม ซึ่งจะต้องมีพื้นฐานอยู่บนการที่ประชาชนต้องมีความพร้อมเพรียงที่จะเข้าร่วมดำเนินการ ทางการเมืองได้ โดยประชาชนนั้นจะต้องได้รับการฝึกให้มีจิตวิญญาณสาธารณะที่จำเป็น และเรียน รู้ถึงอำนาจในการดำเนินการ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้มีประสิทธิผลประชาสังคมมีรูปแบบของการประชุม อภิปรายทางการเมืองที่ถึงแม้จะไม่มีการเผชิญหน้า กัน แต่ก่อให้เกิดคำถามและปัญหาใหม่ในทางปฏิบัติต่อภาคสังคม ในเรื่องของความแตกต่างทาง วัฒนธรรมความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และความแตกต่างกันของสิทธิและหน้าที่ ซึ่งสามารถ ดำเนินการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์ได้ต่อไป ประชาสังคมในฐานะเป็นสัญลักษณ์การดำเนินการทางสาธารณะระหว่างรัฐ กลไกตลาด และครอบครัวนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ไม่เพียงจากลักษณะของการทำงานร่วมกัน และการดำเนิน การทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเท่านั้น แต่ยังมีผลมาจากการเป็นพื้นที่ตกลงกันทางสาธารณะ ผ่านการสื่อสารทางสังคมระหว่างผู้เข้าร่วม ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้น ประชาสังคมเป็นโครงสร้าง ที่ให้โอกาสในการตกลงระหว่างกันในทางสังคม และการเมืองของประชาชนด้วยการพูดคุยกัน โดยตรง นอกเหนือไปจากการรับรู้ของประชาชนผ่านผลผลิตของสื่อสารมวลชน และช่องทางการ สื่อสารอื่นใดที่ผ่านการวางแผนทางยุทธศาสตร์ให้มีผลทางการเมืองต่อสาธารณชนด้วยการ ใช้สื่อต่างๆ ในการทำหน้าที่ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประชาสังคมนั้นเป็นทางเลือก และหนทาง แก้ไขการครอบงำในทางการเมืองต่อสาธารณะจากผลผลิตของสื่อสารมวลชนได้ ด้วยเหตุที่ระบอบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่ทำให้เป็นจริงได้อย่างมีระบบ และวัฒนธรรมเป็นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว แต่จากประวัติศาสตร์แล้วยังมีรูปแบบที่ยังเปิด กว้าง ประชาสังคมนั้นแสดงให้เห็นทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติถึงการเป็นพื้นที่ของรูปแบบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีการสะท้อน ซึ่งมีการตกลงกันโดยตรงในแนวทาง ปฏิบัติจากประสบการณ์และพิจารณาแนวทางเลือกในการพัฒนา ประชาสังคมซึ่งมีจุดประสงค์ใน การมีส่วนร่วมในการปกครองและออกกฎหมาย เป็นพื้นที่ของกระบวน การเรียนรู้ระบอบ ประชาธิปไตย และโอกาสในการพัฒนาที่ยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ประชาสังคมเป็น 33 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง การแสดงถึงวัฒนธรรมทางการเมืองในสังคม และผลผลิตของสังคมในขณะเดียวกัน ตามความ มุ่งหมายที่กล่าวมานั้นการเมืองภาคประชาชนไม่ได้เป็นเพียงแต่ส่วนเติมเต็มหรือการพัฒนา ประชาธิปไตย แต่ยังเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่ขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตย บทบาทหน้าที่ดัง กล่าวมิได้ขึ้นอยู่กับการที่ประชาสังคมได้ถูกกำหนดหน้าที่ทั้งในบทบาทหลัก หรือโดยทางอ้อมต่อ ระบบการเมือง รัฐประชาธิปไตยควรจะมีภาคประชาชนที่เข้มแข็ง โดยมีเหตุผลที่มีน้ำหนัก อย่างน้อย 3 ประการสนับสนุนความคิดนี้ ก.) การเป็นตัวแทนความสนใจของสังคมที่เหมาะสมในฐานะเงื่อนไขการรับประกันความ สำเร็จของการดำเนินการควบคุมบริหารภาครัฐ ต้องการการถ่ายทอดความสนใจแบบ ประชาสังคม ข.) ความสำเร็จในการดำเนินการควบคุมทางการเมืองในสังคมที่มีลักษณะซับซ้อนในปัจจุบันไม่สามารถกระทำได้โดยปราศจากการมีส่วนร่วมในการควบคุมโดยกฎระเบียบด้วยตน เองในภาคประชาชน ค.) คุณธรรมของประชาชน สินทรัพย์ทางสังคมและอำนาจหน้าที่ของประชาชนเป็นสิ่งที่ ต้องการสำหรับการดำเนินการในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีที่ใดเกิดขึ้นและไว้ใจได้ นอกจากในการดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคม ภาครัฐไม่ควรที่จะคาดหวังว่ากิจกรรมทางแบบประชาสังคมจะมีรูปแบบที่เหมาะสม และปริมาณที่เพียงพอ แต่รัฐควรที่จะสนับสนุนให้การทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างกระตือรือร้น เป็นจริงได้ ภาครัฐจะต้องถือเอาการสนับสนุนภาคสังคมให้มีความเข้มแข็งนั้นเป็นภาระหน้าที่ อันสำคัญ โดยภาครัฐต้องสนับสนุนการดำเนินการให้เกิดประชาสังคมที่เข้มแข็ง จำเป็นที่จะต้อง ยอมรับผลเสียที่เกิดจากการมีสิทธิเสรีภาพของการดำเนินการทางการเมือง และด้วยการรับรองนี้ จะเปิดโอกาสให้การใช้เสรีภาพที่ก่อให้เกิดผลในทางบวกของการดำเนินการภาคประชาชนมี ความเป็นไปได้ การมีสิทธิเสรีภาพอันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของประชาสังคมนั้น ภาครัฐสามารถ ดำเนินการเพื่อทำให้ประชาสังคมมีความเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนและช่วยเหลือกิจกรรม ทางการเมือง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินการที่จะร่วมมือกับภาคประชาชนในการ ตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ เพิ่มขึ้น รัฐที่สนับสนุนประชาสังคมนั้นจะไม่ใช่รัฐที่ยึดระบบเสรี นิยมใหม่ ซึ่งจะสนใจแต่ประชาชนที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และปัจเจกบุคคลที่เป็นเจ้าของ กิจการส่วนตัว และไม่ใช่รัฐที่ยึดถือแนวทางอนุรักษ์นิยมที่รุนแรงซึ่งจำกัดรูปแบบการดำเนินการ ทางการเมืองตามอำนาจที่ลดหลั่นกันตามลำดับชั้น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 34 ตัวชี้วัดการพัฒนาการของประชาสังคมนั้น สามารถบ่งชี้ได้จากคุณภาพของประชาชนที่พร้อมจะมี ส่วนร่วมทางสังคม และความต้องการดำเนินการแก้ไขให้เกิดการจัดทำระเบียบแบบแผนในระบอบ ประชาธิปไตย เพื่อขยายขอบเขตความรู้และประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมือง ให้กว้าง ออกไป โดยการตั้งคำถามในเรื่องการแบ่งหน้าที่ในสังคมอย่างมีระบบ สำหรับประชาสังคม ซึ่งเป็น ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัฒน์ ว่าขอบเขตการเกิดขึ้นของอำนาจทางการเมือง กระบวนการ แลกเปลี่ยนในตลาดอย่างมีระบบตามสัญญา หรือการบริหารจัดการและรับผิดชอบตนเองในชุมชน และการรวมตัวกันของภาคประชาชนนั้นจะมีทิศทางไปในทางใด อีกทั้งในสังคมสมัยใหม่รูปแบบ ที่แตกต่างกันจากการผสมผสานหลักการทั้งสามประการจะเป็นหลักในการควบคุม และการพัฒนา สังคมนั้นๆ ในการตกลงขั้นพื้นฐานว่าด้วยรูปแบบการดำเนินการใดที่จะแก้ปัญหา ซึ่งกำลังเป็น ที่สนใจกันอยู่ในเรื่องการตัดสินใจและควบคุม สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของภาคประชาชน กับกิจกรรมระหว่างรัฐและกลไกตลาด ยุคสมัยของการแบ่งแยกยึดถือโดยใช้ระบบเสรีนิยมเฉพาะ กับกลไกตลาด ระบบประชาธิปไตยสังคมนิยมในการปกครองภาครัฐ และรูปแบบอนุรักษ์นิยมใน ภาคสังคมโดยมีการใช้สิทธิทางการเมืองอย่างมีเหตุผลนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ในปัจจุบันได้อีกต่อ ไป แต่ในปัจจุบันนี้แก่นแท้ของประชาสังคมคือเรื่องการวางน้ำหนักองค์ประกอบทั้งสามของระบบ สังคม คือ รัฐ กลไกตลาดและชุมชนให้เหมาะสมกับกลุ่มปัญหาในปัจจุบัน เคลาส์ ออฟเฟ่ ได้สรุป การสะท้อนกลับของลำดับปัญหาไปยังรูปแบบจำลองการแก้ปัญหากับรูปแบบอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยว พันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเชื่อมั่นในความสามารถของประชาชนที่จะตัดสินใจในสภาวการณ์ ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมเพื่อวางน้ำหนักถ่วงดุลองค์ประกอบของระบบ ด้วยเหตุนี้การจำกัดขอบ เขตอำนาจหน้าที่ของการดำเนินการภาคประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญในทางปฏิบัติ และเป็นการ สะท้อนตนเอง เพียงแต่ในภาคประชาชนเท่านั้นที่สามารถพัฒนาการตัดสินวิเคราะห์อันเป็นการ กำหนดพื้นที่อันเหมาะสมของความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาชนกับกลไกตลาดและภาครัฐ ซึ่งโดยนัยยะนี้กระบวนการตกลงกันในภาคประชาชนได้ชัยชนะในฐานะเป็นการอภิปรายเพื่อ ตัดสินใจทางการเมือง ภาคส่วนที่สาม(The third sector) เป็นคำศัพท์ที่มีความหมายถึงวิธีปฏิบัติของประชา สังคมจากมุมมองของผลที่เกิดในทางเศรษฐกิจและสังคม อันไฮเออร์/ซิมเมอร์/ฟรินเลอร์(Anheier/ Zimmer/Priller บทที่ 4) องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องและการดำเนินการทางการเมืองในภาคประ ชาชนมิได้มีเพียงแต่ความสนใจในการมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายและการปกครองเท่านั้น ที่เป็นข้อพิจารณา แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคง ความผาสุกและความมั่งคั่งในสังคม ตามที่ 35 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง โรเบิร์ท พุทนาม(Robert Putnam) ได้ให้เหตุผลไว้ว่า การดำเนินการร่วมกันของภาคประชาชนมี ความหมายที่ไม่อาจทดแทนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำหน้าที่การสร้างความผาสุก รวมถึง การมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังรวบรวมประสบการณ์จากความสามารถอันเป็นที่ ยอมรับ รวมทั้งจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิต และแนวทางในการดำเนินการ นอกจากนั้นในมุมมอง ผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งในสังคมนั้น ภาคส่วนที่สามร่วมกับองค์กรที่มิได้หวัง ผลกำไรได้ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ บนพื้นที่ดำเนินการที่ขยายกว้างขึ้น ในการสร้างความผาสุกให้กับสังคม ในส่วนองค์กรภาคประชาชนที่นอกเหนือจากนั้นมีความ เหมือนกันกับองค์กรภาคส่วนที่สาม ในเรื่องการทำงานด้วยความสมัครใจและมีความมุ่งหมายที่จะ สร้างความผาสุกร่วมกันในสังคม แต่มีขอบเขตการทำงานในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและ วัฒนธรรม จำนวนองค์กรโดยไม่หวังผลกำไรในสหพันธ์ฯ นั้น ได้มีการสำรวจและประมาณการในปี 2000 ได้ถึง 500,000 องค์กร และมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากในระหว่างช่วง 1989 ถึง 1998 จาก การประมาณการโดย อันไฮเออร์, ซิมเมอร์ และฟรินเลอร์(Anheier/Zimmer/Pril) ว่ามีผู้ที่มีส่วนร่วม ทั้งอย่างสม่ำเสมอและเป็นช่วงเวลาในองค์กรเหล่านี้เป็นจำนวนโดยประมาณถึง 17 ล้านคน และยัง มีสมาชิกกิตติมศักดิ์อีกถึง 21 ล้านคน ข้อมูลอันเป็นที่น่าสนใจนี้ยังถูกนำไปวิเคราะห์ลึกลงไปอีกถึง จำนวนเวลาที่ใช้ไปในการทำงานขององค์กรเหล่านี้ซึ่งเป็นจำนวนถึง 2.3 พันล้านชั่วโมงในหนึ่งปี ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมในภาคส่วนที่สามนั้นมีความเชื่อมโยงเป็นอย่างยิ่งกับการสร้างความมั่น คงทางเศรษฐกิจที่สามารถวัดได้ ในการทำงานภาคสังคมนั้นมีการเปิดโอกาสให้ส่วนราชการ ท้องถิ่นกับประชาชนในพื้นที่มีการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนในการส่งเสริมการ เรียนรู้การใช้อำนาจในภาคสังคมและการสร้างแนวทางในการเป็นพลเมืองที่ดี ภาคส่วนที่สามซึ่ง มีบทบาทที่สำคัญในการสร้างศักยภาพทางสังคมนั้น ได้เกิดการแพร่หลายในสหพันธ์ฯ ในระยะ เวลาที่ไม่นาน ด้วยที่ในปัจจุบันได้มีการเสนอมุมมองถึงความสำคัญของภาคส่วนที่สามในการ สร้างการมีส่วนร่วม การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการสร้างความเป็นสังคม รูปแบบการ ปกครองท้องถิ่นที่อาศัยความร่วมมือและกระบวนการสร้างผลสำเร็จ ซึ่งยึดถือมาเป็นเวลานาน นั้นได้ถูกเรียกว่าเป็นข้อผิดพลาด โดยที่ระหว่างที่เกิดความขัดแย้งในยุคสมัยใหม่นั้น กระบวน การทำให้เป็นปัจเจกชน และกระบวนการโลกาภิวัตน์ได้ถูกมองเห็นเป็นโอกาส และความสามารถ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงสังคมสมัยใหม่ได้ มิติของปัญหาการแบ่งแยกเพศในประชาธิปไตยภาคประชาชนนั้น ได้เกิดขึ้นในการอภิปรายที่ผ่านมาโดยจะแสดงบทบาทรองในกระบวนการทำให้เกิดการเมืองภาคประชาชนเป็น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 36 ส่วนมาก บริกิท ซาวเออร์(Brigit Sauer, บทที่ 5) ได้แสดงให้เห็นว่าแนวทางการเมืองของ กลุ่มสิทธิสตรีนั้น มิได้ครอบคลุมเพียงแต่การเพิ่มปริมาณของตัวแทนประชาชนที่เป็นสตรีในการ เข้าร่วมเป็นตัวแทนในระบบที่มีอยู่เท่านั้น แต่จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ครอบคลุม การเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรีนั้นได้ก้าวข้ามผ่านยุคสมัยที่มีการแสดงความคิดเห็นโดยพื้นฐาน เป็นการต่อต้านระบบ หรือต่อต้านภาครัฐมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเพราะว่าในยุค นั้นมีความเชื่อของการให้คำนิยามการเมืองว่าบุรุษจะเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินการ และการมี ตำแหน่งที่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้ในลำดับอำนาจ และตามข้อโต้แย้งนั้น ประชาธิปไตยและ ระบบการปกครองฉัน พ่อ-ลูกได้เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออกในยุคสมัยใหม่ ดังนั้นกระบวน การเปลี่ยนแปลงสังคมของกลุ่มสิทธิสตรีจะมุ่งเป้าไปยังเรื่องการกำหนดขอบเขตระหว่างภาครัฐ กับชุมชน เรื่องประชาสังคม และเรื่องการพัฒนาการเคลื่อนไหวของสตรีอย่างเป็นอิสระ ในทาง ตรงกันข้ามระหว่างการอภิปรายครั้งหลังๆ นั้นจะมีการพูดคุยมากขึ้นถึงการจัดวางความสัมพันธ์ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการ การดำเนินการภาคประชาชนที่กระตือรือร้น และการ เคลื่อนไหวของสตรีอย่างอิสระ เนื่องด้วยในระบอบประชาธิปไตยที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมและ รูปแบบการออกเสียงลงคะแนนในระบบประชาธิปไตยโดยตรงนั้น หมายถึงการสามารถกำหนด และทำให้เกิดความเข้มแข็งของการเกิดโครงสร้างที่ไม่มีการรวมศูนย์อำนาจ อีกทั้งยังมีการถกเถียง ในเรื่องมุมมองของการเปลี่ยนแปลง อันเป็นโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ดังตัวอย่าง เช่น ผ่านกระบวนการออกเสียง การเป็นอิสระของภาคประชาชน และองค์กรสิทธิสตรีซึ่งมีรูปแบบ ในการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระในความสัมพันธ์ที่แลกเปลี่ยนระหว่างกัน และยึดถือเป็นรูปแบบที่ ดีในการเชื่อมโยงที่เหมาะสมระหว่างความแตกต่างกันทางเพศกับความเท่าเทียมกันทางการเมือง 2. ภาครัฐกับประชาสังคม ในการอภิปรายในช่วงที่ผ่านมานี้มีการถกเถียงกันเพิ่มมากขึ้นในเรื่องการดำเนินการร่วม กันในภาคประชาชน ซึ่งการร่วมมือกันในภาคประชาชนนั้นไม่อาจถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตาม ธรรมชาติ เหตุการณ์ทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราทำได้แค่การคาดหวัง ประชาสังคมยังต้องการ ไม่เพียงแต่การทำงานให้บรรลุผลสำเร็จโดยตั้งบนพื้นฐานของศีลธรรมเท่านั้น หากแต่ยังต้องการ เงื่อนไขต่าง ๆมากมาย การทำให้เกิดประชาสังคมไม่ใช่อาศัยแค่การสนับสนุนอย่างแข็งขันเท่านั้น หากแต่การร่วมมือกันในภาคประชาชนยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นอย่างมาก โดยต้อง 37 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ให้มีการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบและแผนในการดำเนินการของภาครัฐด้วย ภาครัฐสามารถ วางแผนในการให้โอกาสเพื่อการเกิดขึ้นได้ของการดำเนินการร่วมกันในภาคประชาชน อีกทั้ง ยังต้องเสนอความร่วมมือและแสดงศักยภาพในการทำงานร่วมกับภาคประชาชนเพื่อสนับสนุน การทำกิจกรรมทางการเมือง จากการวิจัยของ เอเวิร์ส, ราวค์ และสติทซ์(Evers/Rauch/Stitz, บทที่ 6) เรื่องข้อจำกัดของกลไกภาครัฐ ตลาดและภาคประชาชนในงานบริการสังคม กับกิจกรรม การศึกษา วัฒนธรรมและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นว่าการกำหนดรูปแบบความ สัมพันธ์ระหว่างการดำเนินการภาครัฐกับกิจกรรมทางสังคมนั้น เป็นการกระทำที่มีความหมาย ไม่ เพียงแต่หมายความถึงการเสนอความพร้อมที่จะมีส่วนร่วม และความเป็นไปได้ที่จะให้การสนับสนุน ยังรวมถึงการยอมรับมุมมองที่แตกต่างไปคือการยอมรับความต้องการของภาคประชาชนที่จะ มีส่วนร่วม รัฐมีการปิดกั้น เพราะฉะนั้นประชาสังคมจึงต้องทำในสิ่งที่รัฐยังไม่ได้ทำ มีการมอง ถึงความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบระบบราชการ และมุมมองของภาคสังคมในการมี ส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความต้องการที่จะมีส่วนร่วม ด้วยแนวทางนี้นั้นขีดความสามารถที่ควรคำนึงถึงของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สามารถทำให้ดีขึ้นได้เป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานบริการสังคม ในด้านวัฒนธรรมการ ดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งการศึกษา โดยไม่ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางภาครัฐ จากการ ดำเนินการดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการข้ามผ่านการแบ่งแยกระหว่าง ตลาด รัฐและภาคประชาชน ไปยังรูปแบบที่กำหนดไว้ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างกลไกตลาด ภาครัฐและทุนทางสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อรับรองผลสำเร็จของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม รูปแบบที่มีส่วนผสมในการรวม กันของแบบจำลององค์กรที่แตกต่างกันกับทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินการสามารถทำให้การสร้าง ผลลัพธ์ของการดำเนินการ การยึดแนวทางสร้างความผาสุกร่วมกัน และการเชื่อมโยงไปยังท้องถิ่น มีผลสำเร็จเป็นจริงขึ้นได้ ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างจุดมุ่งหมายและการสนับสนุนภาครัฐ, การริ เริ่มดำเนินกิจการของตนเอง และทรัพยากรทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลกับการเริ่มมีส่วนร่วมระหว่าง ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วม ได้เชื่อมรวมกับผลด้านบวกของรูปแบบการ ดำเนินการที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกัน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้น ในทาง ปฏิบัติรูปแบบใหม่ของการทำงานร่วมกันนั้นทำให้การแบ่งขอบเขตแบบเก่าระหว่างภาคส่วนต่างๆ นั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว จากการตรวจสอบด้วยประสบการณ์ตรงแสดงให้เห็นว่าโดย ปกติแล้วเป็นสิ่งซึ่งไม่มีความหมายเกี่ยวข้องกับการของการทำงานที่ได้รับค่าจ้างและมั่นคง แต่ เกี่ยวข้องกับการเพิ่มมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของแบบจำลอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 38 ในทางปฏิบัติเพื่อประโยชน์ที่มากขึ้นในการใช้ทรัพยากร ซึ่งตามแนวทางที่กล่าวมาแล้วนั้นโอกาส ในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินในภาคส่วนดังกล่าวมีมั่นคงมากกว่าความเสี่ยง ภาครัฐที่มีการเปิดกว้างทางการเมืองนั้นมีจุดยืนในโอกาสและแนวทางของการดำเนิน การเรียกร้องมากมาย โดยปราศจากความจำเป็นที่จะดึงตัวเองออกจากความรับผิดชอบในการทำให้ จุดมุ่งหมายสาธารณะที่วางไว้เกิดผลสำเร็จ และเนื่องด้วยเทศบาลนั้นเป็นพื้นที่แรกที่การทำงาน ร่วมกันในภาคประชาชนจะได้แสดงบทบาท ดังนั้นจึงเป็นสถานที่อันพิเศษเหมาะที่จะทดลองแนว คิดใหม่ของภาครัฐ การถกเถียงกันในเรื่องดังกล่าวได้เพิ่มมากขึ้นตั้งเริ่มต้นปี 1990 และได้ค้น พบแก่นสารในทางปฏิบัติของความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับสถาบันในชุมชนอย่างรวดเร็ว โรลัน โรธ(Roland Roth, บทที่ 7) ได้กล่าวถึง“การปฏิวัติครั้งต่อไป” ซึ่งได้เกิดขึ้นพร้อมไปกับ “การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอย่างสงบ” เป็นการก้าวข้ามผ่านยุคสมัยของการเป็นรัฐที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี การล่มสลายนั้นได้แพร่กระจายความคิดที่ถูกปิดกั้นในเรื่อง ความต้องการและความปรารถนาในการมีสิทธิเลือกของประชาชน โดยทำให้เกิดการมีสิทธิเลือก ตั้งโดยตรง และโอกาสที่จะไม่เลือกนายกเทศมนตรี และเพิ่มโอกาสที่จะใช้ในการเลือกผู้แทนของ ตนเองผ่านระบบการเลือกโดยตรงและระบบบัญชีรายชื่อ ปัญหาในเรื่องการลดน้อยถดถอยลง ของความสนใจในการทำงานอย่างมีเกียรติในภาครัฐซึ่งถูกตั้งคำถามและนำมาเป็นเรื่องหลัก ในข้อพิจารณานั้น ได้ถูกชดเชยได้ด้วยการเริ่มขึ้นของรูปแบบการมีส่วนร่วมในการดำเนินการใน ชุมชน ซึ่งการเกิดขึ้นของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นได้มีขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน มาตรการที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์โดยรวมในการดำเนินการภาครัฐนั้น สามารถนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมกับกระบวนการการมีส่วนร่วมในองค์กรส่วนท้องถิ่นได้ การเรียกหาที่เพิ่มมากขึ้น ถึงการร่วมมือกันในภาคประชาชนเพื่อการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง มีเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ขัดแย้งในปัจจุบัน ปัญหากำลังการลงทุนที่ถดถอย อัตราการ ว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น และปัญหาด้านการเงินต่างๆ ซึ่งเกิดจากสภาวะความยากจนในชุมชน รวมทั้งการแบ่งแยกทางสังคม มีนโยบายด้านการเมืองท้องถิ่นมีการปรับเปลี่ยนโดยหาแนวทาง และโอกาสใหม่เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา การอภิปรายโต้เถียงซึ่งเพิ่มมากขึ้นในเรื่องการมีส่วน ร่วมของภาคประชาชนนั้นได้ ได้ทิ้งเหตุเงื่อนไขของการเกิดความขัดแย้งไว้เบื้องหลัง แต่ก็ได้ ก่อให้เกิดการค้นพบการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายจากการเติบโตและเข้มข้นขึ้นของประชาสังคม นอกเหนือจากบทบาทตนเองในฐานะที่เป็นส่วนชดเชยช่องว่าง โดยตามนัยยะนี้นั้นการสร้าง ประชาสังคมมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างแนวทางของการเชื่อมโยงจุดมุ่งหมายทั้งทางการเมือง 39 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เศรษฐกิจและสังคมเข้าด้วยกัน ในความเป็นจริงกลับปรากฏว่าชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจแย่ลง และมีโอกาสน้อยในกระบวนการการตัดสินใจทางการเมือง โรธ(Roth) อ้อนวอนถึงการจัดระเบียบ นโยบายใหม่ขององค์กรปกครองท้องถิ่นภาคประชาชน เนื่องจากการเป็นความจริงของการเกิด ประชาสังคมนั้น จะต้องแสดงให้เห็นในการดำเนินชีวิตทางการเมืองของชุมชน ถึงแม้ว่าการกระ ตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันของภาคประชาชนจะได้ถูกเฝ้ามองดูผ่านการดำเนินชีวิตในหลายๆ ชุมชน แต่กระนั้นก็ตามยังมีความเป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ โดยภายหลังจากการเริ่มต้นกำหนด และเป็นที่ยอมรับจากฝ่ายการเมืองแล้วนั้น การเกิดขึ้นอย่างพอเพียงของโครงร่างสำหรับการมี ส่วนร่วมของประชาชนอาจจะขาดหายไปได้ และด้วยเหตุนั้นการเกิดขึ้นของสิ่งที่ไม่เป็นไปตาม คาดหวังอาจจะเกิดขึ้นได้จากการวางวิธีการที่ผิดพลาดไปล่วงหน้า มันเป็นความหมายอันมีนัยยะ สำคัญมากโดยการที่ ชุมชนนั้นไม่เพียงที่จะเปิดกว้างให้กับผู้ที่มีความกระตือรือร้นในการเข้ามา มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่การเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจร่วมกันของประชาชนในชุมชน เปิดโอกาส ให้ผู้ที่อยู่ชายขอบหรือถูกกันออกไปซึ่งมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกระบวนการให้อำนาจกับประชาชน อีกทั้งจากการพิจารณานี้ได้แสดงให้เห็นถึงขอบเขต ของการสร้างประชาสังคม โดยที่เนื่องจากการพัฒนานั้นบนพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีก่อให้เกิด อัตราการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้เกิดปรากฏการณ์คนชายขอบที่ยากจนเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียว กัน อีกทั้งทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการมีส่วนร่วม 3. แนวทางทางการเมือง คล้ายกับในกรณีการถกเถียงในทฤษฎีของลัทธิชุมชนนิยม(Kommunitarismus) ตั้งแต่ ยุคต้นปี ค.ศ. 1990 และในการถกเถียงเรื่องการก่อร่างประชาสังคม ก็เช่นกันได้ประสบถึงความขัด แย้งในวัตถุประสงค์ที่ขัดกัน ทั้งในเรื่องเป้าหมายและความเป็นไปได้ ซึ่งบ่อยครั้งทางฝ่ายเสรีนิยม ใหม่(neoliberal) ได้ให้คำจำกัดความที่สับสนระหว่างแนวทางของประชาสังคมกับการทำให้เรื่อง การเมืองเป็นเรื่องของปัจเจกชน เส้นแบ่งแยกที่ไม่ชัดเจนซึ่งเกิดจากการที่มีการให้คำจำกัดความ ของคำว่า“สังคม” หมายถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐ และไม่มีเรื่องของการเมืองมาเกี่ยวข้อง เนื่อง จากการเส้นแบ่งแยกดังกล่าวที่ไม่ชัดเจนระหว่างตลาด(Markt) กับประชาสังคมทำให้เกิดความ สับสนระหว่างรูปแบบการกระทำที่เกิดจากประชาสังคมกับการกระทำที่เกิดจากปัจเจกชน หรือ ตลาดจะเข้ามาแทนที่สังคมเหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งอังกฤษกล่าวไว้ว่า“There is no such thing as society” การให้คำจำกัดความที่คล้ายกันระหว่างตลาดและสังคมของทางฝ่ายเสรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 40 นิยมสมัยใหม่นั้นทางฝ่ายของพวกมาร์กซิสซ์ก็เข้าใจเช่นเดียวกัน เพราะในฝ่ายนี้จะไม่ยอมรับความ เป็นเอกเทศทางการเมืองของการกระทำระหว่างตลาดและรัฐ ในการกำหนดบทบาทใหม่ทางการเมืองระหว่างรัฐกับสังคมซึ่งนายกรัฐมนตรี เกอร์ ฮาร์ด ชโรเดอร์(Gerhard Schroder บทที่ 8) ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก กับการก่อร่าง ประชาสังคม และการขยายสิทธิในการกระทำของประชาสังคม การกำหนดบทบาทใหม่ดังกล่าว ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดของ“การกลับมาของการเมือง”นั้นควรจะมีบทบาทสำคัญ เขา ได้อธิบายในบริบทที่เกี่ยวกับการถกเถียงที่กว้างขวางต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและ นโยบายของสังคมนิยมประชาธิปไตยว่า ประชาสังคมควรจะเป็นโครงการที่ขยายวงกว้างออกไป และเป็นโครงการของสังคมด้วย ประชาสังคมควรจะเป็นกำลังสำคัญของอารยะของการเปลี่ยน แปลงที่เป็นตัวเร่งของกระบวนการโลกาภิวัตน์ ในบริบทนี้ ฯพณฯ ชโรเดอร์(Schroder) ได้แสดง ให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงแนวคิดที่แปลกแยกจากประเพณีแนวคิดแบบเก่าๆ ของแนวคิดรากฐานแห่ง สังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ฝังรากลึก และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในกลุ่ม สังคมนิยมประชาธิปไตย ประชาสังคมตามแนวความคิดของ ฯพณฯ ชโรเดอร์(Schroder) คือ การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของพวกเขา ซึ่ง ประชาชนในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ปัจเจกบุคคล แต่หมายถึงรูปแบบการรวมตัวในทางการเมือง ในเมื่อปัจจุบันนี้การจ้างงานเต็มอัตรา(Vollerwerbsverhaltnis) ไม่ใช่เรื่องปกติไปเสียแล้ว และก็ก่อให้เกิดความสงสัยเรื่อยมาต่อความสัมพันธ์ของสังคมในโลกแห่งการจ้างงาน ส่งผลทำให้ การร่วมมือกันในสังคมมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้จะทำให้ประชา-สังคมจะเป็นที่ ที่สำคัญที่สุดต่อการมีส่วนร่วมในสังคม ในประชาสังคมต้องมีการทำให้เป็นรูปแบบที่เด่นชัด ซึ่ง เป็นรูปแบบที่ผูกมัดปัจเจกชนกับคุณค่า และเป้าหมายของสังคม ท้ายที่สุด ฯพณฯ ชโรเดอร์ (Schroder) ได้สรุปถึงความเข้าใจ และหน้าที่ในอนาคตของรัฐ ต่อการให้บทบาทที่สำคัญแก่ ประชาสังคม ตามความเห็นของ ฯพณฯ ชโรเดอร์(Schroder) การแบ่งหน้าที่ของรัฐ และประ ชาสังคมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองของการกระทำของ“รัฐที่เกื้อกูล” ซึ่งการเปลี่ยน แปลงนี้จะไม่ทำให้รัฐอ่อนแอลง แต่ทว่าตรงกันข้ามจะเป็นการทำให้รัฐเข้มแข็งขึ้น ฯพณฯ ชโรเดอร์(Schroder) ได้มองบทบาทของรัฐของประชาสังคมว่าเป็นผู้ให้การค้ำ จุน และผู้ที่ช่วยในการเจรจา ซึ่งรัฐจะเป็นผู้หาข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ถึงเป้าหมาย ความเป็นไปได้ ของการดำเนินการ และด้วยความช่วยเหลือ และกรอบที่ถูกวางไว้จากรัฐจะทำให้ประชาสังคม สามารถจัดการตัวเองได้ ในส่วนของการบำรุงรักษาเมืองต่างๆหรือในส่วนของสาธารณสุขเป็น 41 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ตัวอย่างของขอบเขตของการดำเนินการ รัฐควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมาเป็น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเครือข่ายทั้งในชุมชนและภูมิภาค ฯพณฯ ชโรเดอร์(Schroder) ได้ชี้ให้เห็น ถึงอันตรายจากการที่รัฐคาดหวังจากประชาสังคมมากเกินไปในกรณีที่รัฐละเลยที่จะทำหน้าที่ที่เขา ควรจะทำ เงื่อนไขที่สำคัญที่จะทำให้ประชาสังคมมีอำนาจดำเนินการก็คือการที่รัฐต้องเข้าไปคุ้ม ครองความต้องการพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชน ในที่นี้แม้ว่าประชาสังคมมีความ สำคัญต่อแนวทางของสังคมนิยมประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้ามาทดแทนนโยบายทาง สังคมและเศรษฐกิจแต่อย่างใด คณะกรรมาธิการแสวงหาทางออกของปัญหา(Enquete-Kommissionen: Enquete ภาษา ฝรั่งเศส แปลว่า การแสวงหา) ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการที่ตั้งโดยรัฐสภาแห่งสหพันธ์ฯ เพื่อที่จะ ช่วยเหลือให้ประชาชนในเยอรมนีมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพิ่มมากขึ้นรวมไป ถึงการให้คำแนะนำดำเนินการต่อรัฐในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนดังกล่าว ได้มีการ เปิดเผยระหว่างการพิจารณาถึงวิสัยทัศน์ของ“การมีส่วนร่วมของประชาชนในการช่วยเหลือซึ่ง กันและกันมากขึ้น” มิคาเอล บรืช(Michael Bursch) ประธานคณะกรรมาธิการ ได้เปิดเผยถึง วิสัยทัศน์ที่ว่าจะทำให้การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้นของประชาชนเป็น เป้าหมายหลักของสังคม(บทที่ 9) คณะกรรมาธิการฯ ได้ขยายคำจำกัดความของคำว่า “ตำแหน่งกิตติมศักดิ์” ซึ่งมีมาแต่ต้นให้กว้างออกไปบนพื้นฐานของความคิดของ“การมีส่วนร่วม ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้นของประชาชน” ในกรณีดังกล่าวทำให้คณะกรรมาธิการฯ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนด“ตัวอย่างของประชาสังคม” เพื่อที่จะทำให้เกิดการก่อร่างโครงสร้างพื้นฐาน ของประชาชนในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คณะกรรมาธิการฯ ได้พัฒนาแนวทางในการดำเนิน การจากวิกฤติที่เกิดจากปัญหาของตลาดแรงงาน ของรัฐสวัสดิการ และความไม่สนใจในการเมือง ในกรอบของเป้าหมายดังกล่าวคณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อเสนอเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบนพื้นฐานประสบการณ์ที่ผ่านมา และบนหลักการของการถกเถียง กันในแวดวงวิชาการ ในรายงานของประธานคณะกรรมาธิการฯ คาดหวังว่าคณะกรรมาธิการฯ มุ่งหวังที่จะให้มีประชาธิปไตยที่หยั่งรากลึก ที่เป็นผลมาจากประชาสังคม และทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงตัวเองของการดำเนินการจากภาครัฐ ทั้งหลายทั้งปวงเป็นการประสานของการ พัฒนารัฐให้ทันสมัยและการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น นั่นหมายถึงว่า รัฐจะต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะในด้านกฎหมาย หรือด้านการบริหาร และยิ่งไป กว่านั้นรัฐต้องกำหนดแนวทางการดำเนินการของรัฐใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ของรัฐในการที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 42 จะสร้าง“โครงสร้างของโอกาส” สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการช่วยเหลือซึ่งกัน และกันมากขึ้น “รัฐจะต้องพร้อมที่จะลดบทบาทของตัวเองลง รัฐจะต้องพร้อมที่จะกระจายอำนาจ โดยที่ จะไม่ลืมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการมีความรับผิดชอบต่อสังคม” ในแง่มุมหนึ่งที่ถูกละเลยในหัวข้อประชาสังคมในสหพันธ์ฯ ก็คือ แนวคิด การมีส่วน รับผิดชอบของบริษัทต่างๆ ในประชาสังคมหรือ cooperate Citizenship ตรงกันข้ามในประเทศ สหรัฐอเมริกา บริษัทต่างๆ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยในประชาสังคม ซึ่งบริษัทเหล่านั้น อาจต้องแสดงสองบทบาทในเวลาเดียวกัน กล่าวคืออันดับแรกนอกเหนือจากการเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบตลาดซึ่งบริษัทเหล่านั้นต้องคิดเป็นตรรกะ และบริษัทต่างๆ เหล่านั้นต้องมีส่วนร่วม ในสังคมนั้นๆ นั่นก็หมายถึงเสมือนหนึ่งเป็นประชาชนผู้มีหน้าที่ต่อประชาสังคม และประชาสังคม สามารถและต้องเรียกร้องหน้าที่ความรับผิดชอบเหล่านี้ของบริษัทต่างๆ บทบาทอันดับที่สองก็ คือบริษัทต่างๆ จะเป็นผู้มีบทบาทมีส่วนร่วมของประชาสังคมซึ่งมีรายจ่ายทรัพยากรที่สูง และความ สำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เช่นการให้พนักงานของบริษัทพักหยุดงานเป็นช่วงๆ(ตามตัวอย่างจากอเมริกา) เมื่อเครือข่ายการดำเนินการของประชาชนสมบูรณ์แล้วจะทำให้เราป้องกันการเข้าใจผิดของบริษัท ต่างๆ ถึงการมีตัวตนอยู่ในประชาสังคมในบทบาทของการทำการตลาดของเขา(Maketingprojekt) เพราะด้วยทรัพยากรบุคคล และสิ่งของของ cooperate Citizens เขาทั้งหลายสามารถจะช่วยใน แง่โครงการทางสังคมต่างๆ และการกำหนดบทบาทตัวเองตามระบอบประชาธิปไตยในประชาสังคม การที่นำบริษัทต่างๆมาเป็นส่วนหนึ่ง หรือพฤติกรรมทางด้านเศรษฐศาสตร์ของเขาก็ตาม จะสามารถทำให้กลมกลืนกับเป้าหมายทางการเมืองของประชาสังคมได้ มิคาเอล บรืช(Michael Bursch) ได้ให้คำตอบต่อคณะกรรมาธิการฯ ถึงความเข้าใจต่อ ประชาสังคม ซึ่งในคำตอบของเขามีสองแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับความเข้าใจต่อประชา สังคมข้อแรก“ความสัมพันธ์ที่ปรารถนาระหว่างรัฐกับประชาสังคมไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่สองฝ่าย แข่งขันกัน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้น และข้อสอง“ในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้นนั้นมีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถจะให้การสนับสนุน และโครงสร้าง พื้นฐานหลักได้” ในปี 2002 คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอแนะแนวทาง และคำแนะนำที่ เป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถมองเห็นถึงความสำคัญของประชาสังคมที่มีต่อสังคมนิยม ประชาธิปไตยได้จากการริเริ่มถกเถียง และคำแนะนำในการดำเนินการของคณะกรรมาธิการคุณค่า 43 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง พื้นฐานของสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ริเริ่มโดย โวฟกัง ธีร์เซ่(Wofgang Thierse บทที่ 10) คณะ กรรมาธิการชุดนี้แสดงให้เห็นว่า ต้องเข้าใจแนวทางประชาสังคมในภาพรวม ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไข การเป็นสังคมในครอบครัว และโรงเรียนและโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาส และการเพิ่มความเข้ม แข็งขีดความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของประชาชน ตลอดไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงรูป แบบการดำเนินการของภาครัฐ และมาตรการความช่วยเหลือที่เฉพาะเจาะจง คณะกรรมาธิการชุด นี้อธิบายถึงการให้ความช่วยเหลือ และการก่อร่างประชาสังคมว่าเป็นแนวทางการปฏิรูปสังคม องค์รวม ว่าหมายถึงหน้าที่ที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ที่ทุกภาคส่วนของการปฏิรูปต้องมีส่วนร่วม แนวความคิดพื้นฐานก็คือ ความสัมพันธ์ของประชาสังคม และสถาบันประชาธิปไตยเป็นความ สัมพันธ์แบบเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งแต่ละอันเป็นพื้นฐานซึ่งกันและกัน แต่ละอันต้องพึ่งพิงกัน ดังนั้นแนวความคิดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของศักยภาพ การจัดการตัวเองได้ของประชาสังคมนั้น ต้องไม่มีเพียงแต่การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาสังคมนั้นๆ แต่จะต้องเริ่มตั้งแต่การให้ความ ช่วยเหลือสภาพความเป็นอยู่ในครอบครัว และโรงเรียน ที่ที่ซึ่งช่วยให้มีการใช้หลักการความคิดของ ตัวเอง และแสดงออกพฤติกรรมต่างๆ ที่ที่ซึ่งแต่ละบุคคล“มีความสามารถเข้ากับสังคม” ได้ จะต้อง มีการทำให้เกิดความเข้มแข็งของสภาพครอบครัว และต้องมีการปฏิรูปการศึกษาที่ที่ซึ่งเยาวชนเรียน รู้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ และต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง และ ในด้านของการทำงานก็มีส่วนในแง่ที่ว่าแต่ละบุคคลจะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือไม่ในรูปแบบของการกระทำเองโดยไม่มีการร้องขอ ในด้านการทำงานมีผลเริ่มตั้งแต่พ่อแม่ ที่ส่งผลต่อการเริ่มเข้าสังคม และมีผลอย่างมากต่อความสามารถที่ผู้ใหญ่จะรับหน้าที่ที่มีต่อประชาสังคม การช่วยเหลือให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้นั้นเป็นงานที่มีความสลับซับซ้อน มาก ซึ่งเป็นการรวมหลายแง่มุมของการดำเนินการของรัฐ และการปฏิรูปใหญ่ๆ ในหลายๆ ภาคส่วน อาทิเช่น“การมีส่วนร่วมช่วยเหลือซึ่งกันและกันควรจะได้รับการช่วยเหลือโดยอาศัย มาตราให้หยุดพักงาน การให้การศึกษาต่อ และมาตรการอื่นๆ เพื่อเป็นการให้การยอมรับทั้งที่เป็น รูปธรรมและนามธรรม โดยอาศัยข้อกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายมูลนิธิ กฎหมายภาษี กฎหมาย สมาคม กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคม กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม,กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบต่อการละเมิด และกฎหมายประกันสุขภาพ แม้ว่าในกระบวนการ ประชาสังคมจะทำให้หน้าที่บางอย่างของรัฐจะลดน้อยลงไป แต่กระนั้นก็ตามความสัมพันธ์แบบ เกื้อกูลกันระหว่างรัฐ กับประชาสังคมก็เป็นความท้าทายของรัฐเองอยู่เสมอแนวทางทางการเมือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 44 ของประชาสังคมได้แสดงให้เห็นในหลากหลายมุมมองว่าไม่ใช่กระบวนการที่ต้องทำให้โอนถ่าย หน้าที่ของรัฐให้กับสังคมโดยเร็ว หากเพียงแต่ว่าต้องอาศัยการปฏิรูปที่ยั่งยืน และในกรณีของ การดำเนินการของรัฐด้วย 4. ประสบการณ์ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ตั้งแต่การเพิ่มจำนวนของการอภิปรายทางด้านวิทยาศาสตร์และ การเมือง ในเรื่อง“การหวนคืนกลับมาของประชาสังคมที่ได้ผ่านพ้นไป” การศึกษาค้นคว้าทางข้อ จำกัดและวิธีการของความมุ่งหวังในด้านนี้ ได้ถูกจัดพิมพ์เผยแพร่ ทั้งๆ ที่ข้อมูลเชิงปริมาณจะมี ความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ผลกระทบบางส่วนมาจากความแตกต่างของมาตรฐานการ ยกระดับทางการเมือง แต่เราก็พอสามารถจะสรุปเป็นสูตรอย่างสั้นๆ ได้ว่า จำนวนหนึ่งในสาม ของประชากรผู้ใหญ่ที่มาจากสถาบันครอบครัวแบบเก่าหรือสมัยใหม่ ได้มีส่วนร่วมกับความมุ่ง หวังที่จะนำประชาสังคมกลับมา และครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ได้พร้อมสำหรับการหวนกลับมาของประชาสังคมนี้ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าในระบอบ ประชาธิปไตยที่ไม่สามารถประมาณค่าได้ และจะได้รับการสนับสนุนในขั้นตอนต่อๆ ไปด้วย อนาลเเบร์ท เอเวิร์ส(Analbert Evers) และนอร์แบร์ท โวลฟาร์ท(Norbert Wohlfahrt บทที่11) ได้ทำการวิจัยตามแผนนโยบายของกระทรวงแรงงาน สังคม การพัฒนาเมือง วัฒนธรรมและกีฬาของแคว้นนอร์ทไรท์-เวสฟาลเลน ในด้านคุณภาพของพฤติกรรมความพยายาม การมีส่วนร่วมของประชากรในกิจกรรมด้านกีฬา วัฒนธรรม การพัฒนาเมือง และหน้าที่ทางสังคม จากผลการวิจัยที่หลากหลายจำนวนมากนี้ ทำให้บางเรื่องของหัวข้อนี้ กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่กำลัง ถูกถกเถียงและมีค่าเพียงพอสำหรับการกล่าวถึงในปัจจุบัน วิธีการและข้อจำกัดของประชาสังคมส่ง ผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดผลกระทบมาจาก พฤติกรรมและยุทธศาสตร์ของ การพัฒนาองค์กรในด้านนี้ รวมไปถึงคำปราศรัยแถลงการณ์ที่เกิดขึ้นจากองค์กรนี้ เหตุจูงใจสู่การ หวนกลับมาของประชาสังคม บ่งบอกในแง่ของระยะเวลา สัญญา ความแตกต่างที่ต้องระวัง ประเพณีที่ยากจะถูกแทนที่โดยประเพณีใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงระหว่างกันและกันที่สอดคล้อง ทำให้ประชาสังคมได้พัฒนาตนเองมาจากการอภิปรายถกเถียงท่ามกลางสาธารณชนและสมมุติฐานทางโครงสร้างของรัฐ ภายในกิจกรรม และทางศาสนาที่แตกต่าง ผลการวิจัยที่น่าจับตา มอง ได้แก่ ประชาสังคมที่ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงอาชีพประจำ แต่กลับทำให้ศักยภาพเดิมมี เสถียรภาพมากขึ้น บทบาทสำคัญที่สนับสนุนการหวนคืนของประชาสังคมนี้ เกิดมาจากการขยาย 45 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง สิ่งก่อสร้างของท้องถิ่น เช่น สถานที่พบปะของตัวแทนของประชาคม ผลสรุปและข้อแนะนำของ รายงานประสบการณ์ฉบับนี้ สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สำหรับการสร้างประชาสังคม ที่ได้ผล และการขอความร่วมมือจากรัฐที่มีประสิทธิภาพ ช่วงที่สหภาพแรงงานและกลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ได้เผชิญหน้ากัน ได้เกิด ความต้องการที่จะเอาชนะกัน แต่ปัจจุบันได้เกิดการร่วมมือกันของทั้งสองกลุ่ม ในกิจกรรมที่เกี่ยว ข้องกันจำนวนมาก ซาบิเน ครูเกอร์(Sabine Krueger, บทที่ 12) ได้ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มความเชื่อมโยง กันในโครงการด้านประชาสังคมของทั้งสองกลุ่ม และในด้านกิจกรรมทางการเมืองศูนย์กลางใน หลายๆ จุดที่น่าสนใจ การเผชิญหน้ากันในอดีตของคำถามทางสังคมต่อสหภาพแรงงาน และคำถาม ทางนิเวศวิทยาที่เป็นงานของเอ็นจีโอ ได้ก่อให้เกิดการทับซ้อนหรือความสัมพันธ์เชิงสอดคล้อง ของเหตุจูงใจและความสนใจของทั้งสองกลุ่ม โลกาภิวัฒน์ของคำถามทางสังคมได้ข้ามเส้นขีดกั้น ความขัดแย้งและความมุ่งหวังอันเดิมที่จะทำเพื่อกลุ่มของตนเอง ทั้งสองกลุ่มกำลังอยู่ในสถาน การณ์ที่เปลี่ยนแปลงในกระบวนการค้นหาและเรียนรู้ทางสังคมองค์รวม และได้หาเหตุผลที่ดี ที่เพิ่มขึ้นของการร่วมมือกันด้านการเมือง ในด้านหนึ่งเป็นกระบวนการรับรู้จุดอ่อนของตัวเอง และอีกด้านหนึ่งเป็นประสบการณ์จริงของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเร่งรีบ เพื่อการร่วมมือกันใน กิจกรรมที่สำคัญ ที่เป็นพื้นฐานทำให้เกิดการทำงานร่วมกันของสหภาพแรงงานและเอ็นจีโอ ในระหว่างที่สหภาพแรงงานได้เรียนรู้ถึงศักยภาพทางนวัตกรรมของเอ็นจีโอ สหภาพ ยังได้รับรู้ถึงแรงขับเคลื่อนที่อยู่ภายในความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมาของตัวเอง ผลจากการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เพิ่มโอกาสจำนวนมากของการทำงานร่วมกัน เริ่มต้นจากการ สนทนาโต้ตอบ ผ่านการนำเสนอข้อเรียกร้องร่วมกันอย่างเปิดเผย ไปจนถึงการรณรงค์และเชื่อม โยงของทั้งสองกลุ่ม สหภาพแรงงานแสดงให้เห็นว่า นอกจากจะเป็นกลุ่มที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ ที่สำคัญแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่มีพลังในสังคม สหภาพได้ขยายจุดมุ่งหมายเดิม และเพิ่มความสนใจ ระดับกลางๆ ในระดับประชาสังคม กิจกรรมที่ขับเคลื่อนมาอย่างยาวนานของสังคมได้เกิดการ แตกหน่อ และกลายเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกลุ่มสหภาพแรงงานและประชาสังคมเข้าด้วยกัน 5. ระดับไร้พรมแดน ในการอภิปรายเรื่องการนำสิทธิในการตัดสินใจระดับชาติที่สูญเสียไปโดยระบบ โลกาภิวัฒน์ กลับคืนมาด้วยระบบใหม่ของการเมืองระดับไร้พรมแดน กลุ่มประชาสังคมได้แสดง ถึงบทบาทหลักทั้งในประชาธิปไตยระดับกว้าง ในระบบที่รวมกันของระบอบสังคมนิยม และใน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 46 ระบบเปิดเผยที่ซับซ้อนของรัฐบาลชาตินิยม ตามแนวความคิดประชาธิปไตยหัวรุนแรง เช่น ของเบนจามิน บาร์เบอร์(Benjamin Barber) กล่าวไว้ว่า สิทธิในการตัดสินใจทางการเมืองที่ สำคัญควรจะกลับคืนไปสู่กลุ่มการเมืองแบบประชาสังคม ความคิดนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและเป็น ที่ถกเถียงกันในวงกว้าง ต้นแบบที่สร้างสรรค์ของรัฐบาลระดับโลกที่อยู่ในกระบวนการขับเคลื่อน ได้เชื่อมต่อกันไปไร้พรมแดน และก่อให้เกิดความคิดสำหรับการพัฒนาในขั้นต่อไปที่มีจุดมุ่ง หมายและความร่วมมือกัน กลุ่มประชาสังคมระดับโลกได้พิจารณารับแนวคิดนี้ และพิจารณาบทบาทของตัวเอง ในเรื่องความเป็นไปได้และขอบเขตที่ยังไม่ได้รับการกำหนดไว้ในปัจจุบัน กลุ่มนี้เกื้อหนุนระบอบ ประชาธิปไตยและประสิทธิภาพของสถาบันไร้พรมแดน เช่น ชาติรวมและระบบการเมืองการ ปกครองโลกที่ปรับตามสภาพที่ตั้ง และกลุ่มนี้ยังเชื่อมโยงและทำให้การร่วมมือระดับภูมิภาค กว้างขวางและลึกซึ้งขึ้น กลุ่มนี้ยังมีส่วนร่วมที่สำคัญในเกือบทุกระบอบของประชาธิปไตยระดับ โลก(โรท บทที่ 13) แม้จะมีความเสี่ยงสูงที่กลุ่มนี้ จะถูกกดดันจากสถาบันที่แข็งแกร่งกว่า ด้วย เหตุผลจากความอ่อนแอของสถาบันไร้พรมแดน และที่สำคัญการเมืองระดับโลกยังแสดงให้เห็น ชัดออกมาถึง สิ่งที่เพิ่งจะเริ่มบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้สำหรับกลุ่มประชาสังคม โดยเฉพาะการ เชื่อมโยงการเมืองในหลายระดับภายใต้กรอบของการไร้พรมแดน กลุ่มประชาสังคมได้แสดงให้ เห็นถึงบทบาทที่ไม่ได้เปลี่ยนไป ในการอภิปรายในคำถามที่สำคัญต่อการตัดสินใจต่อสาธารณชน ระดับโลกและระดับชาติ และการกำกับดูแลการรวมกลุ่มระดับไร้พรมแดน แนวโน้มที่เห็น ได้ชัดแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มเอ็นจีโอ แม้ว่ากลุ่มต่อต้านการชุมนุม ประท้วงต่อระบอบโลกาภิวัตน์ของกลุ่มประชาสังคมได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่กลุ่มเอ็นจีโอ ได้แสดงบทบาทที่เอนเอียงไปในทางสร้างสรรค์ในระดับโลก ที่ขัดแย้งกับระบบเสรีทางการค้า ในการเมือง ระบบสังคม นิเวศวิทยา และเศรษฐกิจมหภาคที่เกิดจากการไม่มีพรมแดนนั้นเอง ในสหภาพยุโรปได้มีการเริ่มต้นของกลุ่มประชาสังคมที่ไร้พรมแดนชัดเจนไปแล้ว เพื่อให้การเมืองโดยรอบ(การเมืองระดับล่าง) สามารถที่จะส่งผลกระทบถึงศูนย์กลางของระบบ ทางการเมืองได้(ไฮเนลท์ บทที่ 14) กลุ่มนี้ได้แสดงบทบาทของตัวเชื่อมโยงที่ส่งผลกระทบถึง สถาบันทางการเมือง เพราะกลุ่มนี้ไม่ได้เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นด้วยความสนใจเดียวกับที่เชื่อม อยู่กับการเมืองระดับชาติ ในรัฐสภาของยุโรปถูกบ่งชัดในเรื่องของตัวแทนการเมืองระบบพรรค แบบเอกภาพ น้อยกว่าในรัฐสภาของชาติ องค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐบาลในยุทธการไร้พรมแดน ได้เปิดรับความเปิดกว้างของการใช้อิทธิพลจากกลุ่มประชาสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน 47 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง นอกจากนั้นกลุ่มนี้ ยังสามารถรับภารกิจการสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณชนของ ยุโรปมารับผิดชอบได้ด้วยการแนะนำจากนักการเมือง และนักวิทยาศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะ ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีชี้ให้เห็นว่า กลุ่มการเมืองประชาสังคมในยุโรป สามารถที่จะรับ ภารกิจจากการขยายตัวของระบบการเมืองหลายระดับของยุโรปได้ ภาพรวมตัวแสดงให้เห็นว่า ประชาสังคมที่ไร้พรมแดน มีศักยภาพเพียงพอที่จะลดภาวะ การขาดแคลนทางประชาธิปไตยในสหภาพยุโรปที่ถูกถกเถียงกันบ่อยๆ ฮูแบร์ท ไฮเนลท์ อธิบาย ในงานของเขาว่า ในการเริ่มต้นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากประชาสังคม และฟังก์ชั่นของ การอภิปรายต่อสาธารณชน สำหรับระบอบการปกครองแต่ละส่วน และเน้นในภาพรวมว่า ประชาสังคมนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับฟังก์ชั่นส่วนขยาย ที่เพิ่มความเป็นไปได้ของตัวเองในการพัฒนา ขนาดของการสร้างสถาบันทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา 6. วัฒนธรรมการเมือง และการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ประชาสังคมที่เป็นรูปธรรม เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมการเมืองของประเทศ และ ยังเป็นระบบที่เผยแพร่ทัศนคติทางการเมืองโดยตรง และมีความหมายโดยตรงต่อกิจกรรมต่างๆ อีกด้านหนึ่งประชาสังคมที่มีความคิดริเริ่ม ความเชื่อมโยง ระบบที่เชื่อมโยงและสาธารณชนจำนวน หนึ่ง ยังเป็นสถานที่แสดงออกทางพฤติกรรม ที่วัฒนธรรมการเมืองของสังคมถูกเรียนรู้อย่างละ เอียด และพัฒนา ประชาสังคมเป็นมากกว่าโรงเรียนหรือสื่อ แต่เป็นโรงงานทางสังคมที่ผลิต วัฒนธรรมการเมืองในทิศทางของการปฏิบัติ ประชาสังคมเป็นทั้งการแสดงออกและสมมุติฐาน ทางวัฒนธรรมสังคมการเมือง สังคมแบบหลากหลายวัฒนธรรมในปัจจุบัน การแสดงออกด้านคุณภาพของการรวม กลุ่มแบบประชาธิปไตยและการเข้ากันได้ทางสังคมที่ขึ้นอยู่กับเอกลักษณ์ร่วมกันของวัฒนธรรม แบบชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน หรือวัฒนธรรมศาสนาที่สร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย ร่วมกัน(เมเยอร์ บทที่ 15) การมีส่วนร่วมกันในแบบประชาธิปไตย คือ บทบาทของประชาสังคมที่ เพิ่มความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทางสังคม น้อยมากที่เกี่ยวข้องกับการลงรากลึกลงไปในชีวิต ทางวัฒนธรรมแบบปิด สังคมแบบคู่ขนานที่ปิดตัวเองทั้งหมด มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถสร้าง โอกาสให้เกิดการเข้ากันทางสังคม ยกเว้นจะเกิดภาวะขัดขวางขึ้น เพราะการร่วมมือของ ประชาสังคม ที่จะทำให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมการเมืองร่วมกันขึ้น ไม่ใช่ผลพลอยได้ของการ เข้ากันทางระบบในทุกๆ กลุ่มทางสังคมสำหรับการตลาด และไม่ใช่ผลจากการชี้นำของรัฐ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 48 ไปสู่การเข้ากันเพียงอย่างเดียว ประชาสังคมแสดงถึงบทบาทหน้าที่พิเศษ ที่ไม่สามารถแทนที่ได้ ในระบอบประชาธิปไตยที่หลากหลายวัฒนธรรม ทางที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับการพัฒนาความเข้ากันได้ทางด้านวัฒนธรรมที่หลากหลาย และทิศทางเบื้องต้นทางการเมืองร่วมกันในประชาธิปไตยของประเทศที่มีสิทธินั้น คือ โครงสร้าง ที่ทับซ้อนกันทางวัฒนธรรมภายในโครงสร้างของประชาสังคมโดยเฉพาะ ที่นำสมาชิกของกลุ่ม ร่วมกันที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ไปสู่กิจกรรมร่วมกันในสังคม นิเวศวิทยา กีฬา ความเป็นส่วน หนึ่งในชาติ การศึกษา และการเมือง หน้าที่ที่เกิดจากการเข้ากันทางวัฒนธรรมของประชาสังคม มีความหมายจาก กระบวน การการขับเคลื่อนของโลกาภิวัฒน์ไปในสองทิศทาง(ไกลิง บทที่ 16) ด้านหนึ่งเกิดความหลาก หลายทางด้านวัฒนธรรมจากการเพิ่มขึ้นของการอพยพเข้ามาในเมืองของประชากร อีกด้านหนึ่ง โลกาภิวัฒน์เป็นต้นเหตุหลักของปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ และนิเวศวิทยาอย่างชัดเจน ในความ หมายของโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงระดับโลกและชุมชนเข้าด้วยกัน นำไปสู่การแย่ลงของปัญหา ด้านเศรษฐกิจและสังคมเมือง และในขณะเดียวกันมีแนวโน้มของการก่อตัวเพิ่มความขัดแย้งใน พื้นที่ กระบวนการที่ไม่อาจจะควบคุมได้ของโลกาภิวัตน์ระดับเศรษฐกิจ และอำนาจการกระจาย ตัวอย่างสูงที่อยู่ภายในตัวมัน ส่งผลต่อการแตกแยกทางสังคมและวัฒนธรรมในเมือง การปฏิเสธของโครงสร้างระดับมหาภาพในตลาดงานที่ถูกกล่าวถึงนี้ เป็นเหตุการณ์เช่น เดียวกับกระบวนการอพยพที่คู่กันมาเป็นผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ นำไปสู่จุดสูงสุดโดยรวม ของระดับสังคมที่แตกต่างกัน และวัฒนธรรมทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ที่หลากหลายของสังคม แต่หาก อยู่ที่รูปแบบเฉพาะที่แตกต่างกัน รวมถึงความขัดแย้งที่มีอยู่ของรูปแบบในการเข้ามาอยู่ร่วมกันและ การอยู่ร่วมสังคมเดียวกัน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ ศาสนา และการถูก กีดกันแบ่งแยกออกไป ทั้งเขตที่อยู่อาศัยที่แตกต่างออกไป รวมถึงศาสนา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความแตกต่างครั้งใหม่นี้ นั่นแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของระยะห่างทางวัฒนธรรม ระหว่างเชื้อ ชาติ เผ่าพันธุ์ แต่อันนี้ก็ด้วยวัฒนธรรมทางสังคมของคนส่วนน้อย ที่ดูเหมือนจะถูกทำให้ยิ่งเกิดระยะ ห่างมากขึ้นด้วยรูปแบบของการให้เกียรติ และการกระทำของคนในสังคมส่วนอื่นที่เหลือนั้น มีผล ให้เกิดระยะห่างระหว่างทั้งสองกลุ่มออกไป ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ในเรื่องราวนี้โดยมีส่วนทำให้การ ฟื้นคืนของโครงสร้างแบบแผนที่เหมาะสม และความสัมพันธ์ที่ดีของคนส่วนรวมเป็นไปได้ยากขึ้น ผลลัพธ์ก็คือการเพิ่มขึ้นของความแตกต่างแบ่งแยกในสังคม ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น รวมถึง การแตกแยกกลุ่มทางสังคมการเมือง ปัญหาที่ก่อให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้นคือ เมื่อแสดงให้เห็น 49 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ถึงโอกาสที่จะก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างแรกเลยคือการคัดค้านที่ มีต่อภาครัฐ และหน่วยงานท้องถิ่นถึงแนวโน้มของปัญหาสังคม ทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ และสังคม ที่แยกขนานกันเปรียบเสมือนมีกำแพงกั้นขวางไว้ สิ่งที่จะทำให้ดีขึ้นคือการริเริ่มการเมืองภาค ประชาชนในรูปแบบของการผสมผสานรวมกันอย่างลงตัวทางวัฒนธรรม ความเปลี่ยนแปลงในการริเริ่มระบบราชการ ในการวางรูปแบบฟอร์มของคณะรัฐบาล สำหรับการบริหารจัดการที่ทันสมัย ซึ่งนำมาใช้ทดลองริเริ่มในระบบบริหารแบบท้องถิ่นระหว่าง ผู้ประกอบกิจการบริษัท โรงงานผู้ผลิต โรงช่างฝีมือ และหอการค้า ควรจะร่วมมือกันระดม ความคิดแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มย่อยๆ ของตนเองเช่นเดียวกับสถานศึกษา สถานวิจัย โบสถ์ สหภาพแรงงาน ในการริเริ่มสร้างสรรค์ทางการเคลื่อนไหวในสังคมรูปแบบใหม่ ประเด็นที่อาจ เป็นอุปสรรคต่อการดึงกลับมาของสังคมส่วนน้อยที่ถูกแบ่งแยกออกไป ก็คือการสร้างโลกส่วนตัว ขึ้นมาปิดกั้นตัวเองจากสภาวะภายนอกของสังคมนั้น และนั่นก็เป็นสิ่งที่น่าท้าทายอย่างมากสำหรับ ประชาสังคม จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับการให้การสนับสนุนและสนใจเท่าที่ควรในรูปแบบการ ปกครองภาคประชาชน ในทิศทางรวมถึงแนวทางการดูแลจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยประการ แรกเลยคือการต่อต้านแนวความคิดดังกล่าวผ่านทางสื่อซึ่งเผยแพร่โดยอิสระอย่างในปัจจุบัน ทำให้มีผลกระทบอย่างมากอย่างไม่มีใครเปรียบได้กับการแสดงออกอย่างมืออาชีพของสื่อ ผ่านสู่สาธารณะ โดยบทบาทของสื่อในส่วนของผู้ออกอากาศซึ่งเป็นจำนวนน้อย และในส่วนของ ผู้รับข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ได้แต่รับข่าวสารเท่านั้น แสดงให้เห็นแตกต่างกันอย่าง ชัดเจนไม่สามารถสลับเปลี่ยนตำแหน่งกันได้อย่างสิ้นเชิง หลักการตามข้อตกลงของประชาสังคมที่กล่าวให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความต้องการเพื่อการประสบความสำเร็จในการบริหารรูปแบบใหม่นี้ โดยไม่ จำเป็นต้องมีองค์กรที่มีหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประสานงาน องค์กรอิสระที่มีสามัญสำนึก และ สื่อที่เป็นตัวกลางเผยแพร่ข่าวสาร รวมถึงองค์กรจัดงานเผยแพร่นิทรรศการต่าง ๆ จากประสบการณ์ ที่ผ่านมาทำให้เรารู้ว่า บุคคลากรที่มีหน้าที่ในการออกกฎ จะพิจารณาจากขอบเขตของเหตุ ผลที่กล่าวมาดังข้างต้นนี้ อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ในช่วงขอบเขตของการทดสอบระบบ ทำให้เรารู้สึกได้บ่อยครั้งถึงความต้องการที่จะส่งเสริมความสามารถนี้ให้สานต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้อยู่ในขอบเขตของระยะเวลา และพลังงานที่มีอย่างกำหนด ที่จำเป็นต้องใช้ตามธรรม เนียมปฏิบัติของข้อตกลง โดยควรจะใช้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ขณะที่เนื้อหาและ ความต้องการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 50 ตามข้อตกลงยังมีอยู่ครบถ้วนพอเพียงตามวัตถุประสงค์ ด้วยวิธีการนี้สามารถทำให้ ความแตกต่าง แบ่งแยกดังกล่าว ถูกทำให้ดีใกล้เคียงกันขึ้นตามที่ได้ตั้งเป้าหมายของความสำเร็จเอาไว้ในข้อตกลง เฉพาะนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้แก้ไขข้อข้องใจหรืออุปสรรคได้เท่านั้น หากแต่ยังแก้ไขความ บิดเพี้ยนที่ส่งผลไปยังรายละเอียดของผลลัพธ์ที่ต้องการด้วยเช่นกัน นั่นแสดงให้เห็นถึงความท้า ทายครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งอยู่นอกเหนือจากบทเรียนในห้องเรียนที่เคยปรากฏมา รวมถึง การพัฒนาของการศึกษาเกี่ยวกับทางรัฐศาสตร์ รูปแบบการศึกษาที่มีให้เลือกในปัจจุบัน สำหรับบุคคลทั่วไปโดยรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณ เช่นเดียวกับรูปแบบที่มีอยู่ในขอบเขต ของประชาสังคมเอง ก็แสดงให้เห็นถึงความแพร่หลายในส่วนต่างๆ ทั้งที่ริเริ่มขึ้นใหม่ทั้งหมด และกำลังเริ่มเป็นบางส่วน การอ้างอิงระหว่างภาคทฤษฏี และภาคปฏิบัติระหว่างการศึกษาที่ เปิดอยู่แล้ว รวมถึงข้อสัญญาทางการเมือง และด้วยสิ่งดังกล่าวข้างต้นนั้นรวมไปถึงระบอบ ประชาธิปไตยที่มีศักยภาพ ก่อให้เกิดผลในการพัฒนาทางการเมืองโดยตรงกับสถานที่ ที่ได้ใช้ ระบบนั้นอย่างเห็นได้ชัดทันที โดยสามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนอย่างที่ไม่มี ณ ที่อื่นๆ สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนนี้ คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เคียงและควบคู่กันของ ประชาสังคม และการพัฒนาศึกษาทางการเมือง โดยจะถูกทำให้มีผลชัดเจนขึ้นด้วยกลุ่มคนที่ ให้การตัดสินใจสนับสนุน อาเดรียน ไรเนอร์(Adrian Reinert, บทที่ 17) แสดงความคิดเห็น ว่าเครือข่ายของประชาสังคมคือสถานที่ศึกษาสำคัญสำหรับการเรียนรู้ทางการเมือง โดยที่แห่งนั้น จะทำให้การเรียนรู้หน้าที่และสามัญสำนึก รวมถึงแนวทางในการปฏิบัติแสดงออกได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับหลักการของการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง โดยไม่สน ใจว่าจะแสดงออกเป็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในแบบเป็นหน่วยงาน หรือแบบนอกหน่วยงาน หาก จะอ้างถึงตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุด สิ่งที่เกี่ยวข้องกันของการจัดการแก่ประชาสังคม ตามจุดประสงค์ ที่ยั่งยืนถาวรของการเรียนรู้ทางการเมือง นั้นทำให้การสนับสนุนเป็นไปได้อย่างดี ในส่วนของ การเรียนรู้ ในข้อตกลงทางการศึกษาอย่างเป็นแบบแผนและเป็นทางการ ซึ่งถูกระบุอยู่ในระบบ ที่ถูกจัดการเป็นอย่างดีของการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง จุดมุ่งหมายของการเรียนตาม ความต้องการและการเผยแพร่ของสิ่งที่ได้รับมอบหมายนี้นั้น สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วย การยึดถือหลักการเบื้องต้นจากประสบการณ์ และอ้างอิงถึงการใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป โดยยึดถือ แนวทางตามที่ตั้งเอาไว้ จากโอกาสการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่เปิดกว้างอยู่เสมอ ซึ่งมันจำเป็นต้องมีการ ควบคุมตัวเองที่ดี จากหน่วยงานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันควบคู่กันไประหว่างการให้ความรู้ และ การเรียนรู้ โดยผ่านการอ้างอิงทางวิถีประชาชนตาม ขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ในความหมาย 51 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง นี้คือความท้าทายของหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าต่อประชาสังคม กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประชาสังคม ใช่ว่าจะทำให้หน่วยงานการศึกษาทางรัฐศาสตร์ไม่มีเหตุผล หากแต่รับช่วงต่อในส่วนที่ สำคัญ คือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทางการเมืองให้แสดงออกถึงความท้าทายที่จะเกิดขึ้นอย่าง มากมายในการศึกษาด้านการปกครองที่ยังพัฒนาต่อไปได้อีก ข้อตกลงของประชาสังคม ไม่เพียงก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ดีต่อระบบการให้การศึกษา ทางการเมืองแก่พลเมืองอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นแม้แต่การศึกษาเกี่ยวกับการปกครอง ของวัยผู้ใหญ่ และด้วยในหน้าที่ตามเป้าหมายการเรียนรู้ของเขารวมถึงเลือกสรรตัวเลือกจากหลาย วิธีการออกมาใช้ กล่าวถึงผู้ที่ให้การสนับสนุนซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือ โดยทำให้รูปแบบ การปกครองดีขึ้นได้ด้วยการสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมทั้งของประชาชนเพศหญิง และเพศชาย ในระดับของประชาสังคม ขึ้นอยู่กับองค์กรอิสระ ที่มีความตั้งใจในการเข้าถึงกลุ่มประชากรที่ ไม่มีความต้องการที่จะเข้าร่วมด้วยตัวเอง และการพัฒนาไปในรูปแบบใหม่ที่ดีขึ้น ในการทำ งานเกี่ยวกับความขัดแย้งของประชาสังคม การศึกษาทางการปกครองให้ความหมายในที่นี้ว่าเป็น ผลการทำงานสำหรับแนวทางของประชาสังคม ตามคำแนะนำของอาเดรียน ไรเนอร์(Adrian Reinert) ว่าส่วนที่เหลือจากภาพรวมทั้งหมด แสดงออกมาให้เห็นถึงข้อเสนอแนะที่ได้รับการ สนับสนุนเป็นที่ยอมรับจำนวนมากขึ้น ภายใน“ตารางการเรียนการสอนที่ถูกจัดขึ้น” โดยความต้อง การเกี่ยวกับการศึกษาของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาสังคมได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน มัน สามารถเข้าถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล โดยผ่านการกำหนดหลักการเปลี่ยน แปลง”ส่วนผสมวัตถุดิบ” ไปเป็น”ผลิตผลสำเร็จ” ไรเนอร์เบี่ยงเบนประเด็นความมุ่งหมายสำคัญ ของเขา ไปยังคำถามที่ว่า“ความยากไร้ทางการเมือง” สำหรับผู้ที่ไม่สมัครใจเกี่ยวข้องกับทางการ เมือง หากอยากช่วยกระตุ้นความต้องการและเป้าหมายของบุคคลเหล่านั้นเพื่อให้มีความต้องการ เป็นส่วนร่วมเกี่ยวกับประชาสังคมแล้วนั้น จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการสร้างความ ท้าทายกับการมีบทบาทในการศึกษาผลของประชาสัมคมที่มีต่อระบอบประชาธิปไตย การริน คอร์ทมันน์(Karin Kortmann, บทที่ 18) ยกประเด็นขึ้นมาว่า ความสนใจ ส่วนตัวทางการเมืองของผู้ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นจากตัวบุคคลนั้นๆ ในการพัฒนาร่างกรอบข้อตกลง ของประชาสังคม เพื่อยกระดับให้ดีขึ้น เพราะว่าเสาหลักทางสังคม ณ ที่นั้นๆ รวมถึงสิ่งที่เป็น หน้าที่ความรับผิดชอบของประชาชนแต่ละคนมีความเชื่อมโยงไปถึงประชาธิปไตยที่มีอยู่ภายใน มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนที่เข้ามาเติมเต็ม หากแต่อยู่ที่เงื่อนไข ความคาดหวังในประชาธิปไตยอย่าง แท้จริง ในความหมายนี้ ประชาสังคมก็คือ“โรงเรียนเพื่อระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งในระยะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 52 ของการพัฒนาในปัจจุบันนี้ คือการแยกออกจากกันอย่างชัดเจนของระบบการปกครองและประชา สังคม รวมถึงการขัดขวางความเปลี่ยนแปลงของพรรคการเมือง ที่จะออกจากระบบประชาสังคม ไปยังระบบการปกครองรูปแบบใหม่ของสหภาพประชาธิปไตย ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นผ่านทาง ความมุ่งมั่นตั้งใจของข้อตกลงแบบประชานิยม และการศึกษาพัฒนาการปกครอง ด้วยสาเหตุนี้ ไม่เพียงแต่จะได้บรรลุจุดมุ่งหมายของการศึกษาเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างเสริมโอกาสในการร่วม มือกันในการทำงานระหว่างสองขอบเขตด้วย การศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง คือการทด ลองปฏิบัติแบบประชาสังคมที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงในแง่บวก ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาศักยภาพ ของบุคคลากรแห่งรัฐ ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นภาครัฐ ควรจะสนับสนุนความคิดเห็นของการิน ในขอบเขตด้านเทคนิคการศึกษารูปแบบการปกครองเพิ่ม มากขึ้น เมื่อมองไปถึงความต้องการในการปฏิรูปพัฒนาระบบ การให้การศึกษาทางการเมืองแก่ พลเรือน ผ่านทางการริเริ่มและส่งเสริมอย่างต่อเนื่องของการเรียนทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ในขอบเขตของประชาสังคม อีกวิธีการหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าแนะนำอย่างยิ่ง คือการผลักดันให้เกิด สัญญาประชาคมขึ้น ซึ่งจะมีเนื้อหา 80 เปอร์เซ็นต์ เกี่ยวกับกิจกรรมที่ส่งเสริมกิจกรรมประชาสังคม นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีผลต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเพื่อลดช่องว่างระหว่างปัจจัยต่างๆ ในสังคมโดยรวม และภาคการศึกษา หากแต่มีข้อแม้ในที่นี้ ว่าสถานศึกษาควรตั้งอยู่ใน ชุมชนที่ต้องการสังคมแบบประชาสังคมนั้นๆ เช่นเดียวกันกับการให้ ความอิสระเสรีอย่างเต็มที่จากภายใน(ส่วนรวมในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจร่วมกัน มากขึ้น) และออกไปสู่สังคมภายนอก(โปรแกรมการเรียนรู้ร่วมกัน ในขอบเขตของประชาสังคม) ความน่าสนใจดังกล่าว จากการพยายามรวมกันระหว่างประชาสังคมโดยสัญชาติญาณให้เข้ากับการ ให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง ทำให้เกิดรูปแบบสิ่งใหม่ๆ ในการติดต่อสื่อสาร การวาง แผนงาน และการหาบทสรุป ซึ่งในที่นี้ ปีเตอร์ แฮนนิง ฟานดท์(Peter Henning Feindt) ได้กล่าวเอาไว้จากประสบการณ์การทำงานในขอบเขตของประชาสังคมในประเทศแถบภาคพื้น ยุโรปว่า พวกท่านทั้งหลายสามารถอ่านเนื้อหา เพื่อฝึกฝนเกี่ยวกับแนวทางของโครงการอย่างมี ประสิทธิภาพได้ เพื่อให้การปฏิบัติมีประโยชน์ต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยในแบบฉบับ ของประชาสังคม ด้วยการตอบสนองกลับทางการเมืองดังกล่าวเกี่ยวกับเรื่องเครือข่ายสังคมนี้ เห็น ว่าควรสนับสนุนการมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับทางการเมืองนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมและเพิ่มแนวทางในการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้านได้หลากหลายเป็นอย่างดี ปีเตอร์ยัง กล่าวต่อไปอีกด้วยประสบการณ์การทำงานที่มีมากมาย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในหลายๆ 53 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง วิธีที่ได้ทดลองใช้มาแล้วเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองนั้น ชี้ให้เห็นว่าวิธีการใดจะสามารถนำมา ใช้ได้ผลและเหมาะสมที่สุด จากการอภิปรายดังกล่าวถึงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่อง(Open-Space) กลุ่มมุ่งหมายหลักการสัมมนาหาแนวทางการเผยแพร่ทางสื่อ สัญญาข้อบังคับใช้สมาคมที่ให้คำ ปรึกษาทางสังคม ประชามติ และ คณะกรรมการพิจารณาประชามติ หอการค้ายุติธรรม และ การ สัมมนาเพื่อรวบรวมความคิดเห็น รวมถึงการอภิปรายเพื่อความคิดเห็นประชามติ จนถึงรัฐสภา และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทดสอบรูปแบบของ ประชาสังคม“หนังสือคู่มือ” นี้แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมใหม่ของรูปแบบของแนวทาง และ การติดต่อประสานระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเกี่ยวโยงกันกับวิธีการในการเพิ่มเติมส่วนที่ขาดไปของ หน้าที่ที่แตกต่างกัน ในข้อตกลงของประชาสังคม ในความต้องการเข้ามีส่วนร่วมในรูปแบบของ ประชาธิปไตย โดยหน้าที่ของการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมืองรูปแบบใหม่นั้น ถือได้ว่า เป็นจุดริเริ่มในทางปฏิบัติต่อแนวคิดแบบประชาสังคม การให้ศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมืองในประเทศไทย การพัฒนาพลเมืองในฐานะองค์ประกอบสำคัญในการมีส่วนร่วม ศ.ดร. จรัส สุวรรณมาลา ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล บทความนี้สรุปและถอดความจากการอภิปราเรื่องการพัฒนาพลเมืองในฐานะองค์ประกอบ สำคัญในการมีส่วนร่วม โดยมีประเด็นที่สำคัญคือประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมนั้นจะสามารถ สร้างให้เป็นทางออกของประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้อย่างไร และการพัฒนาพลเมือง หรือการเรียนรู้ทางการเมืองนั้นจะสร้างกันอย่างไร โดยเน้นในบริบทเรื่องฐานคิดของคำนิยามความหมายของคำว่า การให้การศึกษาทางการเมือง หรือ การพัฒนาพลเมือง (Civic Education) และฐานคิดในเชิงปฏิบัติการในบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ของความสำคัญของการเมืองพลเมืองต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ตลอดจนเงื่อนไข ของความสำเร็จของการพัฒนาพลเมืองและในบริบทของรัฐบาลไทยในปัจจุบันนั้น จะเอื้อต่อการพัฒนาพลเมืองอย่างไร นอกจากนั้นความเป็นไปได้ของการใช้เงินแผ่นดินเพื่อ การพัฒนาการศึกษาทางการเมือง โดยให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจะ เกิดขึ้นได้อย่างไรรวมไปถึงการเกิดขึ้นของสภาพัฒนาทางการเมืองกับความเป็นไปได้ของ การสร้างและจรรโลงประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วมได้อย่างไร ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนวคิดของการจัดการศึกษาทางการเมืองเพื่อสร้างพลเมืองในบริบทของสังคมไทยนั้น มาจากการมองที่ว่าในแต่ละสังคมเรามีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่ประชาชน ยังอาจจะไม่ได้เป็นพลเมืองที่ดีคือยังเป็นแค่เพียงผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกว่าตนเป็นเจ้า ของประเทศหรือมีความเป็นพลเมือง เท่าไหร่ หลักการสร้างพลเมืองหรือการทำให้คนได้รับ ความรู้มีการพัฒนาจิตสำนึกทางการเมืองในตัวคนขึ้นมาซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง ของคนเมื่อ เกิดมาแล้วจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและ เรื่องของการเป็นพลเมืองเป็น 55 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เรื่องของการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน ในระบบการเมืองเราต้องการความเชื่อมั่น(Trust) ในเชิง สถาบันด้วยว่าเรามีกลไกที่จะอยู่ร่วมกันได้และมีความเชื่อว่าเราได้รับความเป็นธรรมเสมอหน้า คนอื่น และอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ และยังรวมไปถึงการทำให้คนเชื่อว่าคนที่ซึ่งอาจจะมีความ คิดเห็นทางการเมืองที่เหมือนหรือแตกต่างกับเราและคนที่มีผลประโยชน์สอดคล้องหรือ ขัดแย้งกับเราก็สามารถอยู่ร่วมและยอมรับซึ่งกันและกันได้ สมาชิก เข้าใจอยู่ร่วมกันได้ ในทางการเมือง เรามีทรัพยากรทางการเมือง ซึ่งทุกคนควรจะสามารถเข้าถึงได้ ตั้งแต่ การมีและการใช้อำนาจ การใช้ทรัพยากรที่เป็นสาธารณะร่วมกัน จะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ หรืออย่างอื่น การเข้าถึงทรัพยากรทางการเมืองควรจะต้องเท่าเทียมกันและทุกคนควรมีทักษะพื้น ฐานที่จะเข้าถึงทรัพยากรทางการเมืองคล้าย ๆกันหรือไม่แตกต่างกันมาก โดยธรรมชาติการรู้ช่อง ทางและการเข้าถึงทรัพยากรทางการเมืองได้ต้องมีการเรียนรู้ ต้องมีการทำให้คนรู้ว่ามีช่องทาง อะไรบ้างและทักษะการทำงานกับคนอื่นในการเข้าถึงทรัพยากรทางการเมืองมีอะไรบ้าง รวมไปถึงการแสดงออกและการประนีประนอมต่างๆ สิ่งเหล่านี้ต้องมีการให้การศึกษา การทดลอง และการเสริมสร้างทักษะให้พอสมควร สิ่งเหล่านี้คือสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการศึกษาทางการเมือง เพื่อการพัฒนาพลเมืองในความหมายที่เป็นสากล ในกรณีของสังคมไทยก็เช่นกัน แนวคิดเรื่องการศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง นั้น เรายังเรียนรู้จากการกระทำการโดยตรงมากกว่า เช่น สนใจการเมือง หรืออยากรู้เรื่องการเมือง ก็ไปทำอยู่ในกระบวนการขององค์การพัฒนาเอกชนหรือกระบวนการของพรรคการเมืองโดยตรง รวมไปถึงการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง เข้าร่วมต่อสู้ต่อรองเชิงอำนาจ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ จากการมีปฏิบัติการโดยตรง ขณะที่การเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองของประเทศไทย เรามีหน่วยงานภาครัฐ หลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เช่น สถาบันการศึกษาซึ่งส่วนใหญ่ให้บริการจัดการศึกษา ในรูปของการศึกษาแบบในระบบที่สามารถจะแทรกเรื่องการเมืองพลเมือง เรื่องสิทธิและหน้าที่ ของพลเมืองเข้าไปได้ และจะมีองค์การพัฒนาเอกชน และพรรคการเมือง เป็นต้น เช่น ในกรณี ของพรรคการเมืองในปัจจุบันนี้ พรรคจะได้รับเงินงบประมาณจากรัฐเพื่อไปสนับสนุนกิจกรรม พรรค ที่เรียกว่าสาขาพรรค และสาขาพรรคมีหน้าที่ให้บริการทางการศึกษาทางการเมืองแก่ ประชาชน เป็นต้น ในส่วนของรัฐสภานั้น พันธกิจของรัฐสภานั้นไม่แน่ใจว่าต้องทำหน้าที่ในเรื่องการ พัฒนาพลเมืองหรือไม่ แต่หน่วยงานที่สังกัดรัฐสภานั้นมีหน่วยงานอิสระหลายแห่ง เช่น สถาบัน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 56 พระปกเกล้า ซึ่งมีศูนย์การเมืองภาคพลเมืองอยู่ 20 แห่งที่อาจจะไปทำหน้าที่ให้การศึกษาเหล่า นี้อยู่บ้างซึ่งอาจถือได้ว่ากระทำในนามของรัฐสภาอยู่กลาย ๆ ได้หรือไม่ นอกจากนั้นคือหน่วย งานที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2550 เช่น การจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองซึ่งมีหน้า ที่ชัด ๆ ที่เขียนไว้ในกฎหมายสภาพัฒนาการเมืองว่า ให้มีหน้าที่ให้การศึกษาทางการเมืองกับ พลเมืองโดยตรงและให้สภาพัฒนาการเมืองมีกองทุนพัฒนาทางการเมืองซึ่งเป็นเงินงบประมาณ แผ่นดินที่จัดตั้งขึ้นเป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมเรื่องการทำการศึกษาทางเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง (Civic Education) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าจะอยู่ในเงื่อนไขที่จะกระทำได้ต่อไปในอนาคต นอกจากนั้น สถาบันการศึกษาในระดับต่างๆ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในวันนี้ก็ทำหน้า ที่ในการให้การศึกษาทางการเมือง รวมไปถึงโรงเรียนมัธยม ประถม ก็มีกิจกรรมทำนองนี้โดยเป็น กิจกรรมเสริมหลักสูตรบ้าง กิจกรรมจริง ๆ บ้าง คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองก็มีโครง การติดตามประชาธิปไตยไทย(Thailand Democracy Watch) โดยมีงานวิจัยเพื่อติดตามตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลและองค์กรทางการเมืองต่างๆ การจัดเวที ประชุม สัมมนาเพื่อที่จะให้เกิด วาทกรรมทางการเมือง การแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองกันเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ เป็นต้น ในส่วนภาคประชาชนนั้น มีหลายองค์กรที่เป็นองค์กรภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ให้การ ศึกษากับสมาชิก กับประชาชนกลุ่มต่างๆที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย การจัดการศึกษาทางการเมือง เชิงปฏิบัติการโดยการทำงานไปด้วยกันและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกัน เป็นต้น ปัญหาในกรณีของสังคมไทยเมื่อเทียบกับเยอรมนีก็คือ บทบาทของพรรคการเมืองที่ให้ การศึกษาทางการเมืองกับสมาชิกนั้นมักไปติดกับการไม่เป็นกลาง ขณะที่มูลนิธิของพรรคการเมือง ในเยอรมนีจะต้องเป็นกลางในการจัดการศึกษาทางการเมืองให้แก่พลเมือง กล่าวคือไม่จำเป็นจะ ต้องไปเป็นสมาชิกของพรรค หรือเชื่อในอุดมการณ์ของพรรคอย่างเดียวก็ได้ แต่ในกรณีของไทย จะไม่เป็นเช่นนั้น หน่วยงานของรัฐที่อาจจะเรียกว่ามีเงื่อนไขที่จะมาทำหน้าที่จัดการศึกษาทาง การเมืองแบบนี้ได้ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งทำหน้าที่นี้อยู่ เพียงแต่ว่า จะถาวร เป็นอิสระและคงเส้นคงวา และมีฐานะเป็นทางการมากน้อยแค่ไหนนั้นต้องตรวจ สอบต่อไปในอนาคต คำถามก็คือ เราจะแยกการให้การศึกษาทางการเมืองกับพลเมืองในรูปแบบที่เป็นทาง การกับกิจกรรมทางการเมืองที่พลเมืองกลุ่มต่างๆเข้าไปขับเคลื่อนหรือไปประท้วงต่อต้านทาง การเมืองเหล่านี้ว่าเป็นการศึกษาภาคพลเมืองหรือไม่ โดยส่วนตัวแล้วการให้การศึกษาทางเรื่อง 57 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ปั ญ ห า ที่ พ บ อ ยู่ เสมอก็คือทำอย่าง ไ ร ที่ จ ะ ส ร้ า ง เ งื่ อ น ไขสนับสนุน ให้ประ ช า ช น เ ป็ น พ ล เ มื อ ง ที่ เ ป็ น อิสระได้ ทั้งในแง่ อิสระในทางเศรษฐกิจ... และเป็นอิสระ จ า ก อิ ท ธิ พ ล ท า ง การเมือง การเมืองกับพลเมือง ควรต้องมีการแยกกันกับการทำกิจกรรมทางการเมืองจริงๆ เช่น มีประเด็นเราต้องไปชุมนุมประท้วงกัน และการไปประท้วงนั้นเราสามารถเอาเงินงบประมาณแผ่นดินไปประท้วงกันได้และบอกว่าเป็นการให้การศึกษากับประชาชนนั้น ควรกระทำหรือไม่ จะก่อให้เกิดปัญหาอย่างไร เพราะในหลายประเทศคงพยายามแยกระหว่าง การแสดงออกทางการเมือง ของประชาชนกับการให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนา พลเมือง กล่าวโดยสรุป การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง(Civic Education) ของประเทศไทยนั้น ประการแรกคือ การเรียนรู้โดยผ่านประสบการณ์แบบเป็น ไปเอง ตามสัญชาตญาณการเรียนรู้ของมนุษย์ หากแต่กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ประ ชาชนเป็นพลเมืองขึ้นมาได้นั้นต้องมีกระบวนการที่จะมาช่วย ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เป็นทาง การ ผ่านระบบการศึกษาแบบทางการ เช่น สื่อจากโรงเรียนที่มักจะเป็นลักษณะของการ ปลูกฝังความเชื่อ หรือเน้นความแบบปัจเจก สอนให้เราเป็นประชาชน เป็นผู้บริโภค ซึ่งไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลเมือง ดังนั้นการศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชนจึงต้องมีการปรับ เพื่อให้รองรับปรัชญาเรื่องการสร้างพลเมือง ส่วนการศึกษาที่สูงกว่านั้นควรเป็นการพัฒนา ทักษะหรือการทำมาหากิน เพราะฉะนั้นการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งประเทศมันต้องฟรี และ การศึกษาทางการเมืองเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองนั้นก็ต้องฟรีด้วย ปัญหาที่พบอยู่เสมอ ก็คือทำอย่างไรที่จะสร้างเงื่อนไขสนับสนุนให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่เป็นอิสระได้ ทั้งในแง่อิสระในทางเศรษฐกิจ สามารถพึ่งตนเองได้ และเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง ไม่ตกอยู่ในอำนาจของการเมือง ของท้องถิ่น เงื่อนไขสองอย่างนี้จึงจะสร้างพลเมืองได้ ดังนั้นการพัฒนาพลเมืองจึงหมายถึงการสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ของประชาชนเพื่อให้บรรลุความเป็นพลเมืองด้วย สุดท้ายเราบอกว่า พลเมืองเป็นนามที่ เป็นพหูพจน์ ไม่ใช่ปัจเจกชน ถ้าประชาชนเป็นปัจเจกชน นอกจากนั้นการศึกษาทางการเมือง เพื่อพัฒนาพลเมืองนั้นยังต้องหมายถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สำนึกรวมหมู่ และ การมีจิตใจสาธารณะ เป็นกำลังของเมือง กล่าวคือ นอกจากเชื่อมั่นในตัวของตัวเอง พลเมืองต้องเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมืองด้วย ซึ่งต้องอาศัยด้วยการสร้างความไว้วางใจ ทำให้พลเมืองสามารถที่จะเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง ส่งเสริมการศึกษาทางการเมืองเพื่อ พัฒนาพลเมือง(Civic Education) โดยให้คนเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองก่อน แล้วค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองในภายหลัง เพราะประชาธิปไตยจะสามารถยั่งยืน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 58 ได้ต้องอาศัยการเติบโตเชิงสถาบันด้วย ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การสร้างพลเมืองนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย ในช่วง 76 ปี ที่ผ่านมาเรามีการยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญทั้งหมด 8 ครั้ง ไม่นับการยึดอำนาจที่ไม่ฉีก รัฐธรรมนูญซึ่งมีอีก 3 ครั้ง ประเทศไทยจึงวนเวียนอยู่ในวงจรยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันมา 8 ครั้งแล้ว และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจจะไม่ใช่ การรัฐประหารครั้งสุดท้าย รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นฉบับที่ 18 ก็จะไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับสุดท้าย คำถามคือเราจะอยู่ไปอย่างนี้กันอีกนานแค่ไหน ปัญหาประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องของตัวรัฐธรรมนูญและ โครงสร้างทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เรามักจะกล่าวว่าประชาชนไทยยังขาดจิตสำนึก ประชาธิปไตย ขาดการศึกษาทางการเมือง ความจริงแล้วเรามีความพยายามที่จะไปเผยแพร่ ประชาธิปไตยกันมาตลอดเวลา เช่น นิสิตนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ออก ไปเผยแพร่ประชาธิปไตย แม้แต่ทหารที่ทำการปฏิวัติยึดอำนาจมาจากนักการเมืองคอรัปชั่น ก็จะให้มีการออกไปเผยแพร่ประชาธิปไตยทุกครั้ง เช่น หลังการยึดอำนาจในปี 2534 รสช. ที่ยึดอำนาจก็ให้ 4 ทหารเสือไปเผยแพร่ประชาธิปไตย หลังยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ก็มีวิทยากรแม่ไก่ไปเผยแพร่ประชาธิปไตย คำถามคือไปเผยแพร่ประชาธิปไตย ไปเผยแพร่ อะไร ลองถามท่านว่า ถ้าวันนี้ท่านจะไปเผยแพร่ประชาธิปไตย อะไรคือประชาธิปไตย ที่เราจะไปเผยแพร่กัน นี่คือประเด็นสำคัญ ในเรื่องนี้ ประเทศเยอรมันมีบทเรียนที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ประเทศไทยน่า จะเรียนรู้ได้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศเยอรมันพ่ายแพ้สงคราม ประเทศถูก แบ่งเป็น 4 ส่วน เมื่อประชาชนชาวเยอรมันในเขตยึดครองของอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งประเทศขึ้นมาใหม่โดยให้มีเสรีภาพในการ ปกครองตนเอง ซึ่งเรารู้จักกันในเวลาต่อมาในชื่อว่าประเทศเยอรมันตะวันตกนั้น นักวิชาการ และผู้นำประเทศที่หลงเหลืออยู่ขณะนั้นได้ตั้งคำถามว่า อะไรทำให้ประเทศเยอรมันต้อง กลายเป็นแบบนี้ คนเยอรมันตายไปห้าล้านคนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ได้ก่อ ขึ้นมา ฮิตเลอร์ฆ่าคนยิวตายไปหกล้านคน และฆ่าคนเยอรมันไปสองแสนคนโดยใช้ ตำรวจลับเพื่อรักษาระบอบการปกครองของตนเองเอาไว้ พื้นที่ 70% ของประเทศ 59 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เยอรมนีกลายเป็นซากอิฐ ซากปูน จากการถูกทิ้งระเบิดโดยกลุ่มสัมพันธมิตรนำโดยอังกฤษก่อนจะ ยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี ถามว่าอะไรทำให้ประเทศเยอรมันเกิดความหายนะได้ถึงขนาดนี้ เพราะ ฮิตเลอร์นั้นมาจากการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยของเยอรมนีเกิดปัญหาอะไรขึ้น คนเยอรมันเขาสรุปบทเรียนความล้มเหลวของประชาธิปไตยในเยอรมนีในช่วงก่อน สงครามโลกครั้งที่ 2 ว่ามีสาเหตุ 2 ประการ ประการแรกมาจากตัวระบบรัฐสภาของเยอรมันใน ขณะนั้นไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่มี Checks& Balances ฮิตเลอร์ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารสามารถ ใช้พรรคนาซีครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติได้ ต้องการอำนาจใดก็ให้สภาออกกฎหมายมาให้อำนาจตนเอง ได้ทุกอย่าง ฮิตเลอร์จึงสามารถสถาปนาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้นมาได้ ในข้อนี้ประเทศเยอรมัน ตะวันตกได้แก้ไขด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความจริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีชื่อว่า รัฐธรรมนูญ แต่มีชื่อว่า“กฎหมายพื้นฐาน” หรือ Basic Law เพราะในตอนนั้นเยอรมันตะวันตกตั้ง ใจจะใช้เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวเท่านั้น โดยเขาเขียนไว้ในคำปรารภเลยว่า กฎหมายพื้นฐานฉบับ นี้จะใช้เป็นการชั่วคราวจนกว่าประชาชาติเยอรมันจะรวมกันอีกครั้งหนึ่ง คือตั้งใจแต่ต้นแล้วว่าจะ รวมกันอีกครั้ง แต่เมื่อรวมประเทศเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกกันได้สำเร็จก็ตัดสินใจกันว่า ไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะถึงแม้ว่ากฎหมายพื้นฐานฉบับนี้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่สามารถ แก้ปัญหาของระบบรัฐสภาของเยอรมันได้ โดยทำให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และไม่เกิดเผด็จการ โดยใช้พรรคการเมืองขึ้นมาอีกเลย ประเทศเยอรมันจึงตัดสินใจใช้เป็นรัฐธรรมนูญมาถึงทุกวันนี้ สาเหตุประการที่สองคือ ประเทศเยอรมันเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี ค.ศ. 1919 โดยที่ไม่ได้สร้างพลเมือง ถ้าพูดแบบไทยให้เห็นภาพก็ต้องบอกว่ามีแต่ชาว บ้านไม่มีพลเมือง ด้วยเหตุนี้ฮิตเลอร์สามารถลากพาประชาชนด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ไปในทิศ ทางที่ฮิตเลอร์ต้องการได้ เมื่อหาสาเหตุเจอประเทศเยอรมันตะวันตกจึงจัดให้มีการศึกษาเพื่อสร้าง พลเมือง โดยดำเนินการในทุกมิติ ทุกระดับ และอย่างหลากหลาย ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ซึ่ง ประเทศเยอรมันตะวันตกใช้ระยะเวลากว่า 10 ปีจึงประสบผลสำเร็จในการสร้างพลเมือง และทำให้ ประเทศเยอรมันมีประชาธิปไตยที่มั่นคงและพลเมืองมีส่วนร่วมมาจนทุกวันนี้ ทั้งนี้ด้วยการดำเนิน การ 2 เรื่องนี้คือการสร้างระบบการเมืองที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ตรงข้ามกับระบอบเผด็จการ ในระบอบเผด็จการนั้น โดยหลักแล้วประชาชนไม่มีเสรีภาพ ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพตราบเท่าที่ผู้ปกครองจะอนุญาต ให้มี แต่ระบอบประชาธิปไตยตรงกันข้าม ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดใน ประเทศเป็นของประชาชน ประชาชนจึงเป็นเจ้าของประเทศ เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 60 ประชาชนจึงมีสิทธิเสรีภาพทำนองเดียวกับเจ้าของบ้านย่อมมีสิทธิเสรีภาพในบ้านของตนเอง ยกตัวอย่าง บ้านหลังหนึ่งมีผู้อาศัย 10 คน เจ้าของบ้านมีคนเดียว คนอีก 9 คนเป็นผู้อยู่อาศัย คน 9 คน นั้นจะมีสิทธิเสรีภาพในการใช้ห้องๆ ใดในบ้านหลังนั้น ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ ห้องอาหาร ก็ใช้ได้เพียง เท่าที่เจ้าของบ้านจะอนุญาตเท่านั้น ถ้าเจ้าของบ้านไม่อนุญาตก็ว่าอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเพียงผู้อาศัย แต่ถ้าบ้านหลังนั้นเป็นของคนทั้งหมด คนทั้งหมดย่อมมีสิทธิเสรีภาพ และมีสิทธิเสรีภาพโดยเสมอ ภาคกันภายใต้กติกาที่ตกลงกันว่าจะอยู่ร่วมกันในบ้านอย่างไร นี่คือความหมายของประชาธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยจึงตรงกันข้ามกับระบอบเผด็จการนั่นคือประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพ ตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายมาจำกัด ปัญหาคือเมื่อมีสิทธิเสรีภาพแล้ว ถ้าหากไม่มีเรื่องความรับผิด ชอบและการเคารพสิทธิของกันและกัน ก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้มาก เพราะอาจจะมีการใช้ สิทธิเสรีภาพที่ละเมิดสิทธิของกันและกัน หรือมีการใช้เสรีภาพสร้างความเดือดร้อนให้สังคม ประเทศไทยไม่เคยทำเรื่องการสร้างพลเมือง ทำให้ประชาชนแทนที่จะเป็นผู้ใช้พรรค การเมืองและนักการเมือง กลับเป็นผู้ที่ถูกพรรคการเมืองและนักการเมืองใช้ สิ่งเหล่านี้คือสภาพ ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปฏิวัติมากี่ครั้งก็ไม่แก้ปัญหาตรงนี้ เพราะการปฏิวัติ ยึดอำนาจรัฐไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้ชาวบ้านก็ไม่สามารถเป็นพลเมืองขึ้นมาได้ อย่างไร ประเทศนี้ก็ไม่ได้เป็นประเทศของพวกเรา มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีอาวุธอยู่ในมือ เมื่อถึง เวลาคนเหล่านี้ก็มาจัดการแทน ประชาชนก็ไม่ได้สรุปบทเรียนว่า พอเสียที ไม่เอานะยึดอำนาจ ปัญหาของเรา เราจะแก้กันเองโดยวิถีทางของประชาธิปไตย ทำให้เราวนเวียนตลอดระยะเวลาที่ ผ่านมา และจะวนเวียนตลอดไปถ้าหากเราไม่ทำในเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที ความเป็นพลเมืองนั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเมืองเท่านั้น คำว่า“การศึกษาเพื่อสร้าง พลเมือง” เรียกในภาษาอังกฤษว่า Civic Education นั้น ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการเมืองเท่านั้น เพราะ ในระบอบประชาธิปไตยเมื่อคนมีสิทธิเสรีภาพ ทุกคนก็ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เช่นเดียว กับการอยู่ร่วมกันในบ้านที่ทุกคนที่อยู่ในบ้านต้องเคารพสิทธิของกันและกัน ถ้าหากมีการใช้สิทธิ เสรีภาพตามอำเภอใจย่อมสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตยทุกคน ต้องรับผิดชอบและเคารพสิทธิของกันและกัน เรื่องของความเป็นพลเมืองจึงมีมิติกว้างกว่าเรื่อง การเมือง แต่คือพื้นฐานของชีวิต และการดำรงชีวิตในระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าความเป็น พลเมือง คือการที่อยู่กันตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป เพราะฉะนั้น ประการแรก การเป็นพลเมืองต้อง เริ่มต้นจากการต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น ประการที่สอง โดยเหตุที่ประชาธิปไตยให้เสรีภาพ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย 61 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง จึงมีอิสรภาพ เป็นเจ้าของชีวิตตนเอง ไม่อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์หรืออิทธิพลอำนาจของใคร พลเมือง ในระบอบประชาธิปไตยจึงมีอิสรภาพจากนักการเมืองและจากพรรคการเมือง ประการที่สาม เมื่อประชาชนมีอิสรภาพ ประชาชนจึงมีทางเลือกของชีวิตที่หลากหลายตามใจปรารถนาในกรอบ ของกฎหมายประชาชนจึงมีเสรีภาพที่จะเลือกทางเดินของชีวิตเลือกอาชีพเลือกการงานเลือกถิ่นที่อยู่ นี่คือเสรีภาพของประชาชนเพราะฉะนั้นประชาธิปไตยจึงหลากหลายในระบอบประชาธิปไตยเราจึง ต้องยอมรับในความแตกต่าง และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และประการที่สี่ สิทธิเสรีภาพ นั้นต้องใช้โดยรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ไม่ใช่ใช้โดยอำเภอใจ คือต้องตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองเป็น สมาชิกคนหนึ่งของสังคม สังคมจะดีขึ้นหรือเลวลงไม่ได้เป็นไปของมันเองหากขึ้นอยู่กับคนใน สังคม เสรีภาพต้องควบคู่กับความรับผิดชอบเสมอ อย่างสื่อมวลชนที่ได้ต่อสู้มาตลอดเพื่อ เสรีภาพ แต่เสรีภาพที่ได้มาแล้วเป็นอย่างไร เราจะพบว่าพื้นที่จำนวนมากในสื่อกลายเป็นพื้นที่ โฆษณาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดสติปัญญา ข่าวกลายเป็นสินค้าที่ต้องแข่งกันขาย แทน ที่สังคมไทยจะได้รับความรู้มากขึ้นจากการที่สื่อมีเสรีภาพ กลับกลายเป็นว่าสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านเป็นชาวบ้านตลอดไป ยังกราบไหว้หัวปลี จอมปลวก สื่อมวลชนบอกว่าสื่อมวลชนคือ สภาพสะท้อนของสังคม แล้วที่สังคมยังเป็นแบบนี้อยู่ไม่ใช่เพราะสื่อมีส่วนด้วยหรอกหรือ อันนี้คือ ตัวอย่างเรื่องเสรีภาพกับเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม ถ้าเป็นพลเมืองจะไม่โทษคนอื่น แต่จะ มองเห็นตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และเริ่มแก้ปัญหาที่ตนเอง การเป็นพลเมืองของระบอบประชาธิปไตยคือสี่เรื่องนี้ ซึ่งในประเทศยุโรป หรือใน อเมริกา เขาสอนคนของเขาตั้งแต่ในโรงเรียน ที่ประเทศเยอรมันเขาสอนตั้งแต่อนุบาล เมื่ออยู่ใน โรงเรียนแล้วต้องไม่ตีกัน ต้องเคารพสิทธิของกันและกัน สอนตั้งแต่อนุบาลว่าเราต้องเคารพสิทธิ ของกันและกัน ต้องสอนเรื่องการเคารพสิทธิของคนอื่น เสรีภาพของเราอย่าใช้ทำร้ายสังคม เสรีภาพ ในบ้านเรานั้นท่านจะเห็นว่าใช้กันตามอำเภอใจ จนกลายเป็นการทำร้ายสังคม เสรีภาพยิ่งมากยิ่ง ทำร้ายสังคมมาก แล้วเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยและการปกครองโดยกฎหมายเขาจะสอน ในชั้นมัธยม ระบอบประชาธิปไตยต้องเคารพกติกา กติกาคือกฎหมาย ดังนั้นการปกครองโดย กฎหมายจึงถูกสอนตั้งแต่ในโรงเรียน เมื่อจบจากโรงเรียนอายุ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้ง ทุกคนเป็น พลเมือง พร้อมแล้วที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมแล้วที่จะมีชีวิต และใช้สิทธิอย่างเป็นพลเมือง คนหนึ่งของประเทศ ถ้าหากทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองขึ้นมาได้ ประชาธิปไตยแบบผู้แทนจะสามารถเป็น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 62 ประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองโดยประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยแบบที่ นักการเมือง และพรรคการเมืองใช้ประชาชนสร้างความชอบธรรม ในประเทศทางยุโรปและ อเมริกาที่ประชาชนเป็นพลเมือง หากว่ารัฐบาลบริหารประเทศได้ดี ประชาชนก็เลือกให้เป็นต่อ แต่ถ้าทำงานไม่ดี หรือทำในสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกและผลประ โยชน์ของประชาชน ประชาชนก็จะเลือกฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลแทน ในกรณีประเทศไทย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ จะตระหนักข้อนี้เป็นอย่างดี เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. 26 คนในพื้นที่กรุงเทพฯ จากที่มีอยู่ทั้งหมด 35 คน แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่พรรคไทยรักไทยถึงจุดสูงสุดในปี 2548 ประชาธิปัตย์เหลือ ส.ส. เพียงแค่สองคนในกรุงเทพฯ หรือก่อนหน้านี้ในปี 2535 ในสมัยที่พรรคพลังธรรมยังมีอยู่ และพลตรีจำลอง ศรีเมืองเป็นหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. แค่คนเดียว คือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนกรุงเทพฯ เลือกผู้แทนหรือเลือก ส.ส. แบบเป็นพลเมือง นั่น คือถ้าหากว่าเป็นรัฐบาลทำดีก็จะเลือกต่อ ทำไม่ดีก็จะเลือกฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์มีขึ้นมีลงใน กรุงเทพฯ ได้เรียนรู้ตรงนี้มาโดยตลอด คนกรุงเทพฯ นั้นไม่เคยที่จะเลือกใครแล้วเลือกตลอดไป ขึ้น อยู่กับว่าเมื่อคุณมีอำนาจเข้าไปแล้วทำงานอย่างไร หากทั้งประเทศเราเลือกผู้แทนแบบนี้จะเกิดอะไร ขึ้นกับประเทศไทย นักการเมืองก็ต้องฟังประชาชนมากขึ้น นักการเมืองต้องอยู่ภายใต้ประชาชน มากขึ้น มิใช่ประชาชนอยู่ใต้นักการเมืองดังเช่นที่เป็นอยู่ในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนกรุงเทพฯ มีความเป็นพลเมืองอย่างแท้จริง เพราะความเป็นพลเมืองยังมีข้อๆ อื่นๆ อีก เพียงแต่คนกรุงเทพฯ มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าคนในชนบท คนกรุงเทพฯ พึ่งพาตัวเอง ทางเศรษฐกิจได้ จึงมีอิสรภาพ ไม่ต้องพึ่งนักการเมือง ประเทศไทยไม่เคยมีการทำในเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ในโรงเรียนก็ไม่เคยทำ มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้สอน สมัยก่อนยังมีวิชาหน้าที่พลเมือง ถึงแม้จะเป็นเรื่องของหน้าที่ มิใช่จาก จิตสำนึก แต่ก็ยังดีกว่าตอนนี้ที่ไม่มีการสอนเรื่องหน้าที่หรือความรับผิดชอบเลย ทุกวันนี้มี แต่เสรีภาพ แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ประเทศไทยกำลังมีปัญหาในเรื่อง นี้มาก ขณะนี้คนเกิดน้อยลงแล้วคนก็ตายช้าลง เด็กที่เกิดขึ้นมาจึงมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายแวดล้อมเอา อกเอาใจมากขึ้น และถึงแม้การกระจายรายได้ยังไม่ดีแต่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีความมั่งคั่งมาก ขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 ปี 20 ปีที่ผ่านมา เด็กแต่ละคนจึงได้รับสิ่งที่พ่อแม่ไม่เคยได้รับมากขึ้น โดยที่พ่อ แม่สมัยนี้เองก็ดูเหมือนจะเลี้ยงลูกกันไม่ค่อยเป็นแล้ว มีแต่ตามใจ ไม่ค่อยสอนเรื่องความรับผิดชอบ และการเคารพสิทธิของผู้อื่นเท่าที่ควร 63 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ระบอบประชาธิปไตยของเราจึงกลายเป็นระบอบอำเภอใจ ระบอบที่เงินเป็นใหญ่ แล้ว เป็นระบอบที่ไร้คุณธรรม เพราะเราให้แต่เสรีภาพไม่ได้สอนให้รับผิดชอบ อันนี้คือข้อที่มีปัญหา มากและมีตัวอย่างมากมาย ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาประเทศไทยเราจะต้องสร้างพลเมือง หากเรา สามารถทำประชาชนให้เป็นพลเมืองได้ อนาคตของประเทศไทยเราจะสามารถมีประชาธิปไตย ที่เป็นของประชาชนได้อย่างแท้จริง ถามว่าความเป็นพลเมืองต่างจากประชาชนเฉยๆ อย่างไร หรือถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ต้องถามว่า พลเมืองต่างจากชาวบ้านอย่างไร สิ่งที่แตกต่างกันคือ พลเมืองมีอิสรภาพ แต่ชาวบ้านไม่มี ชาวบ้านต้องพึ่งพิงนักการเมือง ความจริงไม่อยากใช้คำว่า “ชาวบ้าน” เพราะอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าดูหมิ่นได้ แต่ที่ใช้เพราะเห็นภาพได้ชัด คำว่า “ชาวบ้าน” ไม่ได้แปลว่าคนจนหรือชาวนา ชาวนาอาจจะเป็นพลเมือง แต่เศรษฐีในกรุงเทพฯ อาจจะเป็นชาวบ้าน เพราะพลเมืองคือความมีอิสรภาพ เราต้องหยุดต่อว่าคนชนบทสักทีว่าเขาว่าเลือกผู้แทนไม่ดี ถ้าหากว่าระบบราชการและ กระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านได้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งนักการเมือง แต่เพราะระบบ ราชการก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้เขา แถมยังรังแกเขาอีก กระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ได้หรือไม่ ในคุกมีคนบริสุทธิ์อยู่กี่คนที่ศาลตัดสินให้เข้าคุก ฉะนั้นชาวบ้านในพื้นที่ต้องมีที่พึ่ง เขาต้องเข้าหาใครสักคนเมื่อเขาถูกรังแก นี่คือพื้นที่ที่ทำให้นักการเมืองจึงมีอิทธิพลในพื้นที่ของเขา และเลือกตั้งกี่ครั้ง ไม่ว่าจะย้ายไปพรรคไปไหนเขาก็จะได้ แต่เราโทษชาวบ้านไม่ได้ ต้องโทษ ระบบของเรา ต้องหยุดว่าชาวบ้านแล้วหาทางแก้ไข นั่นคือเราต้องให้ชาวบ้านมีอิสรภาพขึ้นมา จึงจะเกิดความเป็นพลเมือง การทำให้ชาวบ้านเป็นพลเมืองมีองค์ประกอบ 3 มิติ คือมิติทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางการศึกษา ทางการเมืองเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ใช้ได้ในเรื่องมิติของการมีส่วนร่วมทาง การเมือง แต่ทางเศรษฐกิจเป็นโจทย์ใหญ่ว่าทำอย่างไรจะทำให้ชาวบ้านแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่ส่วนที่ 3 คือการศึกษา การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองนั้นต้องมีทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ที่ประเทศเยอรมันจะมี Volkshochschule แปลเป็นไทยได้ว่า“มหาวิทยาลัยประชาชน” ในเมือง ใหญ่ๆ หน่อยจะมีอยู่ทุกเมือง ไม่ต้องจบมัธยมปลายก็มาเรียนได้ อยากเรียนอะไรมีหมด เรื่องวิชาชีพ ภาษา ความรู้เรื่องต่างๆ และมีเรื่องการเมือง อยากเรียนเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย การเมือง สิทธิเสรีภาพก็มีให้เรียน ส่วนที่ประเทศไทยถ้าประชาชนอยากเรียนเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องประชาธิปไตย ถามว่าสามารถไปเรียนที่ไหนได้บ้าง- ไม่มี จะมีบ้างก็ที่สถาบันพระปกเกล้า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 64 แต่ก็ไม่เพียงพอและมุ่งไปที่ชนชั้นนำมากกว่า หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมาเรียนในมหาวิทยาลัย ในคณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ในคณะอื่นๆ ก็ไม่ได้สอนเรื่องการเมืองหรือเรื่องประชาธิปไตย นี่คือข้อที่เป็นปัญหา เราไม่ได้สอนเรื่องประชาธิปไตย แล้วประชาธิปไตยมันจะเกิดขึ้นมา ได้อย่างไร ในประเทศไทยถ้าจะพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาให้มีหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างพลเมือง เราอาจจะคาดหวังไม่ได้มากนัก เพราะเหตุที่ว่า ถ้าหากชาวบ้านกลายเป็น พลเมืองทั้งหมด คนที่จะเดือดร้อนคือนักการเมือง เราจึงไม่ควรต้องรอกระทรวงศึกษาธิการ แต่ให้ทำในสิ่งที่ทำได้ไปเลย ซึ่งในประเทศไทยเราสามารถต่อยอดจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วขึ้น ไปได้ ต่อยอดจากองค์กรพัฒนาเอกชน จากพวกเราที่เคลื่อนไหวทั้งหมด ปรับฐาน และต่อยอดขึ้นไป งานพัฒนาชนบท หรืองานขององค์กรเอกชนที่ทำกันมา 20- 30 ปี ไม่ได้หายไปไหน แต่ต้องปรับฐานกันหน่อย การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองนั้นคือการสร้าง สังคมพลเมือง หรือ Civil Society ให้เกิดขึ้น ต้องปรับฐานต่อยอดขึ้นไปในทุกมิติ และ สังคมเราจะมีระบอบประชาธิปไตยที่เป็นการปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริง ประชาธิปไตยต้องพึ่งตัวเอง ต้องแก้ปัญหาจากตัวเอง นี่คือประเด็นที่เรามาพูดกัน ในวันนี้ ฉะนั้นในการทำเรื่องพลเมืองให้มีขึ้นมา เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำ โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลหรือกระทรวงศึกษามาทำ เราอาจจะมีความเห็นทางการเมืองหรือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ทำอย่างไรให้เราสามารถที่จะมีสังคมที่อยู่ร่วมกัน ได้โดยผาสุก และไม่ตัดสินปัญหากันโดยใช้กำลัง เรื่องนี้จะเกิดได้ก็ต้องช่วยกันสร้างพลเมือง การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไม่ได้บังคับให้ใครต้องเชื่อแบบไหน แต่ทำให้ประชาชนเป็น พลเมืองของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือมีอิสรภาพควบคู่กับความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและ ต่อสังคม หากเราสามารถดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบ กิจกรรมหลากหลายภายใต้เป้าหมายร่วมกันว่า เราจะเปลี่ยนสังคมไทยให้เต็มไปด้วยพลเมือง ประชาธิปไตยไทยก็จะไม่ล้มเหลวอย่างทุกวันนี้ และสังคมพลเมืองที่ทุกคนจะช่วยกันแก้ไข ปัญหาของสังคมก็จะเกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอนในเวลาอันใกล้นี้ การศึกษาเพื่อสร้าง พลเมืองไม่ได้บังคับ ให้ใครต้องเชื่อแบบ ไหน แต่ทำให้ประชาชนเป็นพลเมือง ของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ มี อิ ส ร ภ า พ ค ว บ คู่ กับความรับผิดชอบ ต่ อ ผู้ อื่ น แ ล ะ ต่ อ สังคม 65 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ทิศทางและแนวโน้มของการพัฒนาระบบการจัดการพัฒนาพลเมืองในประเทศไทย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รศ. วิทยากร เชียงกูล คุณไพโรจน์ พลเพชร บทความนี้สรุปและถอดความจากการอภิปรายเรื่องทิศทางและแนวโน้มของการพัฒนาระบบ การจัดการพัฒนาพลเมืองในประเทศไทย โดยมีประเด็นที่สำคัญคือการวางแผนเรื่องการศึกษา การพัฒนาพลเมืองในอนาคต องค์ความรู้ต่อการจัดการการเมืองภาคพลเมืองภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย นอกจากนั้นความเป็นไปได้ของการให้ภาคประชาสังคมเข้ามา มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมือง รวมไปถึงการเกิดขึ้นของสภาพัฒนา ทางการเมืองกับความเป็นไปได้ของการสร้างและจรรโลงประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม ดร. ถวิลวดี บุรีกุล สถาบันพระปกเกล้า การที่จะสร้างความเข้มแข็งในเรื่องของการเป็นพลเมืองต้องสร้างความมั่นใจ ความไว้วางใจ กันในระหว่างบุคคลและความไว้วางใจของสถาบัน ซึ่งตรงกับงานวิจัยของสถาบันพระ ปกเกล้าที่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดของกระบวนการประชาธิปไตยได้ คือเรื่อง ทุนทางสังคม ทั้งนี้ความไว้วางใจกัน และการเป็นสมาชิกเครือข่ายทั้งหลายเป็นทุนทางสังคม ยกตัวอย่าง เช่น สถาบันต่างๆในประเทศไทย ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากประชาชนมากน้อยแค่ไหน ถ้าได้รับความเชื่อมั่นมาก แสดงว่ามีพลังของการเป็นพลเมืองมากขึ้น เพราะการเป็นพลเมือง ได้ต้องมีความไว้วางใจกัน ในระหว่างบุคคล ในระหว่างสถาบัน ผลจากการศึกษาพบว่าประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในสถาบัน(Institutional Trust) มากกว่าความเชื่อมั่นในสังคมที่เป็นความเชื่อมั่นของบุคคลที่มีต่อกันและกัน(Social Trust) เราพบว่าความเชื่อมั่นในสถาบันต่าง ๆ มีระดับที่สูงโดยเฉพาะสถาบันทางการเมือง สถาบัน องค์กรอิสระรวมทั้งสื่อบางสื่อ แต่ความเชื่อมั่นเหล่านี้ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะสถาบันทหารซึ่งเดิมได้รับความไว้วางใจที่สุด แต่ก็ลดลงจนต่ำกว่าความเชื่อมั่น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 66 ที่ประชาชนมีต่อสถาบันศาล ซึ่งแต่ เดิมก็ได้รับความเชื่อมั่นสูงอยู่แล้ว แต่สถาบันทางทหาร เคยได้รับความเชื่อมั่นสูงกว่า รวมทั้งสูงกว่าสถาบันทางการเมืองบางสถาบันยกเว้นพรรคการเมือง นอกจากนี้ ยังพบว่าสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคือโทรทัศน์ เพราะว่าประชาชน มองเห็นภาพได้ ทำให้ผู้คนไว้วางใจมาก แต่พอหลังเหตุการณ์ปฏิวัติเกิดขึ้น ก็ขึ้นๆ ลงๆ ดูเหมือน ยังคงตัวแต่ไม่มากเหมือนก่อน ไม่เหมือนปี พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2545 ที่ประชาชนมีความสุข กับบรรยากาศทางการเมืองและนโยบายประชานิยมในช่วงนั้นรวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต่างๆ แต่ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะต่อ คณะรัฐมนตรี เพราะคณะรัฐมนตรีเป็นคณะรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตัวอย่างข้อมูลนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน(Public Opinion Survey) เมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 โดยสถาบันพระปกเกล้าได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จะเห็นได้ว่าความเชื่อมั่นต่อทางราชการลดลงเหลือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แม้กระทั่งระบบศาลก็เช่นกัน แต่ก็ยังคงความเชื่อมั่นที่สูงกว่าสถาบันอื่นเรียกได้ ว่าเป็นสถาบันเดียวที่ประชาชนยังความเชื่อมั่นไว้สูงหรือประมาณร้อยละ 70 ของประชาชนที่ ตอบแบบสอบถาม ทั้งนี้สถาบันตุลาการที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงที่สุดคือศาลยุติธรรม สถาบันที่ ได้รับความเชื่อมั่นต่ำที่สุดคือพรรคการเมือง ประชาชนเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่เชื่อมั่นระบบพรรค การเมือง เช่นเดียวกับองค์การเอกชนนอกภาครัฐ(NGOs) ซึ่งเดิมความเชื่อมั่นอยู่ในระดับเดียว กับหนังสือพิมพ์ แต่ว่าตอนหลังก็ลดลงมาเหลือระดับเดียวกับพรรคการเมือง สื่อหนังสือพิมพ์ ก็เช่นกัน ถูกลดความเชื่อมั่นลงเช่นเดียวกับองค์กรปกครองท้องถิ่น การศึกษานี้จึงพบว่าความ เชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กร หรือต่อสถาบันต่างๆลดลง และเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงต่อความ ยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยและสถาบันการเมือง ส่วนความเชื่อมั่นในบุคคลนั้น แต่เดิมประชาชนไม่ค่อยให้ความไว้วางใจต่อกัน แต่สิ่ง ที่เปลี่ยนแปลงไปคือเราเริ่มไว้วางใจกันมากขึ้น หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 เพราะว่าเราไม่สามารถไว้วางใจในสถาบันได้ เพราะสถาบันเหล่านั้นไม่ได้ช่วยอะไร เราจึงต้อง ไว้วางใจต่อกัน ประชาชนก็เริ่มช่วยตัวเอง ประกอบกับที่ผ่านมามีมาตรการส่งเสริมการรวมตัวกัน เป็นกลุ่มมากขึ้นซึ่งช่วยให้ประชาชนได้มีโอกาสมีปฏิสัมพันธ์กันเพื่อกิจกรรมต่างๆ นอกจากนี้เรายังมีการศึกษาเรื่องของการเมืองภาคพลเมืองของกลุ่มเยาวชนในช่วง 67 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง อายุ 15- 25 ปี ว่าพวกเขาคิดอย่างไร เพื่อที่จะนำไปสู่การวางแผนการสร้างการศึกษาของพลเมือง (civic education) หรือ ประเมินความตระหนักและความเข้าใจของเยาวชนเหล่านี้ในเรื่องของความ เข้าใจสังคมประชาธิปไตย โดยศึกษาในประเด็นเรื่องการยึดมั่นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่อยู่บน พื้นฐานของความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างกันระหว่างความ ยึดมั่นในประชาธิปไตยระหว่างผู้ชายและผู้หญิงกันอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงอาจจะไม่เชื่อ มั่นในสถาบันมากเท่าผู้ชาย ซึ่งทางออกนั้นเราคงก็ต้องเสริมสร้างพลังในหมู่ผู้หญิงให้มากขึ้น นอกจากนั้นผลการศึกษากลุ่มเยาวชนนี้พบว่าความไว้วางใจในสถาบันไม่ได้สูงไปกว่า กลุ่มผู้ใหญ่ โดยศึกษาในช่วงสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ปีพ.ศ. 2550 ซึ่งพบว่านายก รัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ ได้คะแนนความเชื่อมั่นจากประชาชนน้อยมาก ไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งถือว่า รัฐบาลสอบตกในด้านความไว้วางใจในสายตาของเยาวชน ส่วนกลุ่มที่จะได้คะแนนที่มากที่สุด ก็คือกลุ่มศาล นอกจากนั้นในแง่กระบวนการรับรู้ข้อมูลทางการเมืองของเยาวชนพบว่าเยาวชนเหล่า นี้รับรู้ข้อมูลจากสื่อโทรทัศน์ร้อยละ 71 รับรู้จากโรงเรียนร้อยละ 10 และจากสื่ออื่นๆ อีกประมาณ ร้อยละ 10 จึงถือได้ว่าโทรทัศน์เป็นแหล่งเรียนรู้และได้รับข้อมูลทางการเมืองของพวกเขา ทั้งนี้ เขาอยากให้ทีวีเป็นช่องทางให้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง แต่ที่น่าแปลกก็คือเขาไม่ได้บอกให้ใช้ ช่องทางทางโรงเรียนเลย แสดงว่าเขาไม่ต้องการเรียนรู้ในเรื่องของการเป็นพลเมืองจากโรงเรียนเท่า นั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมีช่องทางอื่นนอกโรงเรียนที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้เรื่องการเป็นพลเมือง การศึกษานี้ยังพบว่าครอบครัวในสังคมไทยไม่เคยคุยกันเกี่ยวกับการเมืองถึงร้อยละ 11 และพวกที่ไม่สนใจอะไรเลยอีกประมาณร้อยละ 20-25 นอกจากนี้เรายังศึกษาวัฒนธรรมประชาธิปไตยในเรื่องของการเคารพสิทธิของคนอื่น เยาวชนร้อยละ 64 เห็นว่าควรเอาความคิดของตัวเอง เป็นหลักมากกว่าสนใจความคิดเห็นของผู้อื่นหรือเพื่อนร่วมงาน แสดงว่ายังมีความคิดเผด็จการ อยู่ในใจจิตวิญญาณของเด็กเยาวชน ที่สำคัญคือเยาวชนร้อยละ 18 บอกว่าการเอาเปรียบคนอื่น เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนในเรื่องปัญหาการคอร์รัปชั่น งานวิจัยพบว่าเยาวชนประมาณร้อยละ 10 บอก ว่ายอมติดคุกเพื่อแลกกับเงินจำนวนมาก ประเด็นนี้เป็นการมองในแง่วัฒนธรรมทางการเมืองของ เยาวชน เช่นเดียวกับที่เคยมีการศึกษาทัศนคติของเยาวชนในประเทศเกาหลีมาก่อน ในกรณีของไทย นั้นเราจะทำอย่างไร อีกทั้งมีเยาวชนเพียง 1 ใน 4 คิดว่าประชาชนควรสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 68 แต่อย่างไรก็ดีมีเยาวชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังสับสนอยู่ว่าอะไรคือประชาธิปไตย อะไรคือการเคารพ สิทธิของคนอื่น ตรงนี้คือเรายังมีปัญหาของเรื่องของการวิเคราะห์ในเชิงลึกว่าถ้าเขาไม่เคารพสิทธิ ของคนอื่นจะเกิดผลเสียอย่างไร เพราะเราไม่เคยสอนกันในสังคม ซึ่งเรามองว่าเยาวชนพวกนี้จะ มีประสิทธิภาพทางการเมืองได้ถ้าพวกเขาคิดว่าตัวเองมีความสำคัญสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในสังคมได้ พวกเขาก็จะเป็นพลเมืองที่มีประสิทธิภาพในการออกมาผลักดันอะไรหลายอย่าง มี โอกาสในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยการเลือกตั้ง ซึ่งเยาวชนร้อยละ 30 เห็นด้วยว่ามีความ สำคัญมาก ส่วนเรื่องการมีอิสระในการวิจารณ์ผู้มีอำนาจร้อยละ 10 เห็นด้วยกับตรงนี้ ซึ่งประเด็น เหล่านี้ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในการเป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการเชื่อฟังกฎหมาย ได้เกิดแนวคิดว่า ไม่ต้องฟังกฎหมายเพราะคนอื่นก็ไม่เชื่อฟัง โดยมีผู้เห็นด้วยร้อยละ 15 ทั้งนี้เยาวชนเหล่านี้ ไม่ค่อยได้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้างความไว้วางใจต่อกัน เราพบว่าเยาวชนมีการรวมตัว กันแค่ 2 เปอร์เซ็นต์กว่าเท่านั้น ปัญหาคือต่างคนต่างอยู่ และมีกิจกรรมเฉพาะส่วนในแต่ละคน เพราะพวกเขามีกิจกรรมการเรียนในภาคปกติ และการเรียนพิเศษ จึงไม่มีเวลาในการรวมกลุ่ม ทำกิจกรรม และเยาวชนเหล่านี้ไว้วางใจคนอื่นน้อยมาก กล่าวคือมีประมาณร้อยละ 29 แสดงว่า เยาวชนอีกร้อยละ 70 ไม่ไว้วางใจคนอื่นเลย แล้วเราจะสร้างสังคมที่จะให้เกิดความไว้วางใจต่อกัน ได้อย่างไร เพราะคนที่เขาไว้วางใจที่สุดคือญาติ แต่คนอื่นที่ติดต่อด้วยเขาไว้ใจน้อยมากไม่ถึงครึ่ง ของเยาวชนตอบว่าไว้ใจเพื่อนบ้าน เมื่อถามว่าประชาธิปไตยในความหมายของเขาคืออะไร ส่วนใหญ่บอกว่าคือการกระทำ ภายใต้กฎหมายซึ่งต่างกับประชาชนทั่วไปที่บอกว่าประชาธิปไตยคือเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่มีเยาวชน ส่วนน้อยหรือประมาณร้อยละ 1.2 บอกว่าประชาธิปไตยคือรากฐานของการปกครอง เรายังศึกษา ต่อไปว่าเยาวชนของประเทศไทยฝักใฝ่เผด็จการมากน้อยแค่ไหน ซึ่งมีกลุ่มที่อยากให้ยกเลิกระบบ รัฐสภาแล้วเอาผู้นำที่เข้มแข็งขึ้นมามีร้อยละ 30 ส่วนกลุ่มที่อยากให้มีรัฐบาลเพียงพรรคเดียวมี ประมาณ 1 ใน 4 และกลุ่มที่อยากให้ทหารมาปกครองมีเกือบ 1 ใน 4 ของคนที่ตอบแบบสำรวจ นอกจากนั้น ยังมีประเด็นในเรื่องการยอมรับความเห็นที่แตกต่างมากน้อยแค่ไหน หรือเห็น คนอื่นต่างจากเรา เช่น คำถามที่ว่าคนกรุงเทพฯต่างจากคนส่วนใหญ่หรือไม่ คนดอยต่างจาก คนอื่นหรือไม่ คิดว่าคนภาคใต้ คนมุสลิม คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างจากคนอื่น หรือไม่ แล้วฝรั่งแตกต่างจากคนส่วนใหญ่หรือไม่ คำตอบที่ได้รับก็มีบางส่วนที่คิดว่ามีความ 69 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง แตกต่างและบางส่วนก็คิดว่าไม่แตกต่าง แต่เยาวชนส่วนใหญ่มองว่าฝรั่งมีความแตกต่างบ้าง เพราะหน้าตาไม่เหมือน ซึ่งมี 40% บอกว่าแตกต่าง แต่ว่ามีแค่ 1 ใน 4 ที่เห็นว่ามุสลิม ภาคใต้แตกต่างจากคนส่วนใหญ่และคนกรุงเทพฯแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ มี 14% คิดว่าชาว เขาแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ คำถามก็คือทำไมจึงคิดอย่างนั้น นอกจากนั้นยังมีประเด็นในเรื่องความภูมิใจในความเป็นไทยว่ามีหรือเปล่า เราคาดหวังว่า เยาวชนเกือบ 100% ภูมิใจในความเป็นไทย กลับมีเพียง 77% ที่ตอบว่าภูมิใจมาก ในความเป็นไทย มีจำนวนหนึ่งที่ไม่ภูมิใจในความเป็นไทย คำถามก็คือเกิดอะไรขึ้นกับมุมมอง ของเยาวชนของเราและบางคนยังไม่กล้าออกความเห็นเสียอีก นั่นเป็นเรื่องของเยาวชน ผลจากการศึกษา พ บ ว่ า มี ปั ญ ห า เรื่องความไม่เข้าใจ ใ น เ รื่ อ ง ข อ ง ก า ร เป็นประชาธิปไตย แ ล ะ ค ว า ม ไ ม่ เ ชื่ อ มั่ น ใ น ร ะ บ อ บ ประชาธิปไตย ส่วนการสำรวจทัศนคติของผู้ใหญ่ โดยเปรียบเทียบกับเกาหลี ฟิลิปปินส์ และ มองโกเลียโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของการเป็นประชาธิปไตย พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง อย่างชัดเจนของคนไทยในเรื่องของความชื่นชอบประชาธิปไตยที่ลดลง ในเรื่องของความ ต้องการประชาธิปไตยเดี๋ยวนี้ลดลง ความเหมาะสมเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็ลดลง ขณะ นี้มีปัญหาในอุณหภูมิของประชาธิปไตยในประเทศไทยในช่วงปีสองปีที่ผ่านมารวมทั้งความ เชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยแก้ไขปัญหาสังคมได้ ก็เริ่มไม่ค่อยมั่นใจเสียแล้วเป็นต้น เพราะฉะนั้น เราต้องเรียกความเชื่อมั่นเหล่านั้นกลับมา หรือต้องเลือกความไม่ฝักใฝ่เผด็จการ เมื่อเปรียบ เทียบกับประเทศอื่น คือเกาหลีใต้ เขาไปไกลแล้ว แต่เราก็เทียบได้กับมองโกเลียกับ ฟิลิปปินส์ เราพบว่าทัศนคติของผู้ใหญ่ที่มีการยอมรับผู้นำที่เข้มแข็งก็มีมากขึ้น การยอมรับ ให้ทหารปกครองประเทศก็มีการยอมรับมากขึ้น สามารถสรุปผลการศึกษาได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจในเรื่องของการเป็น ประชาธิปไตยและเริ่มมีความไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อมั่นในสถาบันที่ ค้ำจุนประชาธิปไตย ซึ่งสาเหตุดังกล่าวอาจมีหลาย ๆ อย่าง เช่น สถาบันเหล่านี้อาจไม่ได้ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการประชาธิปไตยเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังพบความแตก ต่างระหว่างคนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัด ที่โดยปกติเราเห็นจากการเลือกตั้ง แต่จากการ ศึกษานั้นเป็นการเน้นย้ำ ถึงปัญหาสองนคราของประชาธิปไตยอย่างชัดเจนและเป็นการ ศึกษาเชิงประจักษ์ ผลที่พบก็คือคนกรุงเทพฯดูจะยอมรับเผด็จการมากกว่าคนต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่เห็นเด่นชัดจากเมื่อสักครู่นี้ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 70 ในประเด็นเรื่องค่านิยมประชาธิปไตยเสรีของคนไทยเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่าคนไทย มีการนิยมประชาธิปไตยเสรีที่ดีขึ้น เช่น เมื่อถามว่าท่านไม่ต้องยึดติดกฎหมายก็ได้เวลาเกิดอะไร ขึ้นก็เอากฎหมู่จัดการเลย ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ กล่าวคือคนที่มีค่านิยมแบบ ประชาธิปไตยเสรีดูเหมือนเริ่มมีมากขึ้น และการที่บอกให้ตุลาการเกี่ยวข้องกับการเมืองว่าเป็น อย่างไร มีคนยอมรับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองนั้นฝ่ายตุลาการต้องเข้ามาจัดการ อันนี้เป็น การสวนทางกับประชาธิปไตย แค่มีคนบางส่วนมองว่าการมีมุมมองที่แตกต่างทำให้สังคมเกิด โกลาหล และคนกรุงเทพฯยอมรับเรื่องนี้มาก ขณะที่คนนอกกรุงเทพฯยอมรับเรื่องนี้น้อยกว่า แสดงว่าคนกรุงเทพไม่ยอมรับการเดินขบวนการประท้วงเท่าไหร่ แต่คนกรุงเทพฯมักจะออกมา ประท้วงก็ต่อเมื่อเล็งเห็นว่าตนเองอาจได้รับผลกระทบ หรือมีผลต่อความเป็นอยู่เศรษฐกิจของ ตัวเอง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีคำถามในเรื่องการรวมกลุ่มชุมนุมของประชาชนนั้นพวกเขามองว่า เป็นการรบกวนสังคมหรือเปล่า คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่บอกว่าใช่ การรวมกลุ่มรบกวน ส่วนแนว คิดที่ว่าในกรณีเกิดเหตุการณ์วิกฤติให้รัฐไม่ต้องยึดกฎหมายก็ได้ คนกรุงเทพฯส่วนมากยอมรับ แต่ คนต่างจังหวัดยอมรับได้น้อยกว่า ตรงนี้แตกต่างกัน แสดงว่า คนไทยส่วนหนึ่งก็ฝักใฝ่เผด็จการ หรือไม่ยอมรับประชาธิปไตยได้ในบางครั้ง นอกจากนั้น การศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังมีทั้งแบบที่ไม่เป็นทางการ กับแบบที่เป็นทางการ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในเรื่องของการเลือกตั้งอีกด้วย ดังนั้นการมีส่วน ร่วมทั้ง 3 อย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญมากกับกระบวนการประชาธิปไตย ของไทย เราพบว่าคนที่เลือกที่จะ ใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมรูปแบบอื่นที่ไม่ทำกันทั่วไป ก็จะใช้วิธีการมีส่วนร่วม 2 รูปแบบนั้นด้วย ดังนั้นกระบวนการประชาธิปไตยและการส่งเสริมการมีประชาธิปไตยจึงควรสนับสนุนการเสริม สร้างพลังทางสังคมคือความเชื่อมั่นทางสังคม(Social Trust) หรือทุนทางสังคมนั่นเอง ตรงนี้ มีความสำคัญอย่างชัดเจน และยังพบว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างภาคอีก ซึ่งอาจ ต้องมีการจัดเวทีต่างหากในแต่ละภาค สรุปให้ฟังว่าจากการศึกษาพบว่าปัจจัยเหล่านี้มันอยู่โยงใยกันมากมาย เพราะฉะนั้น แค่เราจะไปสอนเด็กอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่เราต้องฝึกเขาอย่างมาก ฝึกให้เขามีความเชื่อมั่น สื่อมวลชนต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ ทำตัวให้เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน เด็กเขาบอกว่าสื่อ 71 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง สำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ ประชาธิปไตยของเขา เพราะฉะนั้นต้องปรับที่สื่อด้วย ไม่ใช่เรียนรู้ในโรงเรียน เขาอยากเรียนรู้จากภายนอก นอกจากนี้องค์กรสถาบันต่าง ๆ ต้องทำตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งสถาบันทางการเมือง และสถาบันอื่น ๆ รวมทั้งองค์กร พัฒนาเอกชน เพราะเป็นองค์กรที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและนำไปสู่ความ พึงพอใจในระบอบประชาธิปไตย เราต้องสร้างระดับสามัญสำนึกให้เกิดขึ้น ทำจิตสำนึก ให้เป็นระบบ เราบอกว่าอยากได้สวัสดิการ อยากได้ นโยบายประชานิยม แต่อย่าขึ้นภาษี แล้วรัฐบาลจะเอาเงินจากไหนมาทำสวัสดิการให้ แสดงว่าคิดไม่เป็นระบบ เราต้องสร้างคน ให้คิดเป็นระบบ ทางออกคือต้องสร้างวัฒนธรรมธรรมาภิบาล สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย เพื่อมุ่งมั่นสู่คุณภาพของประชาธิปไตยก็คือการมีหลักธรรมาธิบาลควบคู่ไปกับ หลักประชาธิปไตย(Democratic Governance) เป็นเรื่องของหลักนิติรัฐ ความซื่อสัตย์สุจริต การมีประสิทธิภาพทางการเมือง รศ. วิทยากร เชียงกูล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเทศเราเป็นประเทศทุนนิยมที่มาทีหลัง เป็นทุนนิยมที่ด้อยพัฒนา หรือทุนนิยมที่เป็น บริวารประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง ซึ่งแตกต่างจากบริบทของประเทศเยอรมันที่เป็นทุนนิยม พัฒนาอุตสาหกรรม ทุนนิยมด้อยพัฒนาทำให้มีความแตกต่างทางฐานะรายได้ของประชาชน มาก และปัญหาที่หนักกว่านั้นคือการครอบงำทางความคิด การที่เป็นสังคมที่มีประวัติศาสตร์ ของเจ้าขุนมูลนาย ศักดินา ทหาร ความคิดอำนาจนิยม จารีตต่าง ๆ นั้น ทำให้ประชาชน ไม่ได้เป็นพลเมือง หากเป็นไพร่ฟ้าที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ทั้งชาวบ้านและแม้แต่คนที่จบ มหาวิทยาลัย เพราะระบบการศึกษาของเราไม่ได้สอนให้คนเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้เข้าใจ ตัวเอง ไม่ได้ภูมิใจในตัวเอง แต่สอนเพียงวิชาการ การท่องจำ เพราะฉะนั้นการให้การศึกษา เรื่องพลเมืองจึงเป็นทางแก้ความด้อยพัฒนาของประชาธิปไตยที่สำคัญ ซึ่งต้องมองในทุกมิติ ต้องทำทุกทาง ไม่ใช่เรื่องสถาบันพัฒนาการเมืองอย่างเดียว อย่าฝากความหวังไว้ที่องค์กร ใดองค์กรหนึ่งเพียงอย่างเดียว ประชาชนต้องทำ อย่าฝากความหวังไว้ที่นักการเมืองหรือ รัฐบาล ถ้าประชาชนเป็นพลเมืองที่มีความฉลาด นักการเมืองที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือจะทำให้การศึกษาปลี่ยนประชาชนจากไพร่ให้เป็นพลเมืองที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 72 ตระหนักในเรื่องสิทธิหน้าที่ของตนได้อย่างไร ระบบการเลี้ยงดูเด็กสำคัญมาก การเลี้ยงเด็กของคนไทยไม่เป็นประชาธิปไตย เท่าที่ควร เพราะเราสอนเด็กแบบอำนาจนิยม สอนแบบใช้ระบบอาวุโสเป็นใหญ่ สอนแบบ ใช้อารมณ์ความรู้สึกเดี๋ยวรักเดี๋ยวโกรธไม่พอ เด็กไม่เข้าใจว่าเขาควรมีวินัยอย่างไร เด็กจะ คิดแต่เอาตัวรอดตลอดเวลา คือต้องปรับตัวให้เข้ากับอารมณ์ของผู้ใหญ่ ต้องคอยเอาใจ ผู้ใหญ่ เขาจะไม่มีวินัย ไม่รับผิดชอบตัวเอง ฉะนั้นระบบการเลี้ยงดู ระบบการศึกษา ระบบ ประชาธิปไตยในที่ทำงานระบบประชาธิปไตยในชุมชนต้องพยายามเปลี่ยนทั้งหมดไม่อย่าง นั้นเราจะไม่สามารถสร้างพลเมืองได้ ที่สำคัญประชาชนไม่รู้สึกว่าเขาเป็นพลเมือง เพราะ ไม่รู้ว่าตัวเองได้เสียภาษีทางอ้อมจากการซื้อของ เหมือนเราเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นของส่วนรวม แต่เราไม่รู้ว่าเราเป็นเจ้าของ เรานึกว่าเจ้าของทีวีคือคนที่ได้รับ สัมปทาน เขามีโฆษณาอะไรประชาชนก็รับได้ เพราะถือว่าได้ดูโทรทัศน์ฟรี แต่เราควร จะบอกคนทำทีวีได้ว่าคุณไม่ควรโฆษณามาก เพราะคลื่นทีวีมันเป็นของเรา ฉะนั้นเรื่องพวก นี้ต้องพยายามให้การศึกษาคนให้ได้ อย่างเรื่องงบประมาณประจำปีของรัฐบาล ซึ่งเป็นเงินมหาศาลมาก ต้องทำให้ เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องตื่นตัว เข้ามาสนใจและตรวจสอบว่ารัฐบาลกำลัง จะใช้งบประมาณของเราไปทางไหน เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางตรงของประชาชนที่ไม่ ใช่แค่เลือกตั้งส.ส. ไม่ใช่แค่การปกครองท้องถิ่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาดไทย ส่วนหนึ่ง ของข้าราชการ ส่วนหนึ่งของสภาใหญ่ แต่ต้องมีการกระจายอำนาจทางตรง ที่ประชาชน ต้องมาประชุมร่วมกันว่า งบประมาณประจำปีทั้งของรัฐบาล กทม. เทศบาล อบต. ควรจะ ใช้อะไรบ้าง อะไรเป็นลำดับความสำคัญแล้วต้องติดตามการใช้ด้วย อย่างนี้จึงจะเกิดประชาธิปไตย ถึงจะเกิดสำนึกความเป็นพลเมือง ไม่อย่างนั้นแล้วคนไทยจะเป็นไพร่อยู่เรื่อยไป เพียงเพราะรัฐบาลบางรัฐบาล เอาโครงการบางโครงการมาให้ก็รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ เราต้องทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าเขาไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใคร แต่เป็นเรื่องของสิทธิที่เขา ควรได้ เพราะเขาเสียภาษีทั้งทางอ้อมและทางตรง เขาเป็นเจ้าของทรัพยากรส่วนรวมและ งบประมาณประจำปี เขาเป็นพลเมืองที่สามารถตรวจสอบนักการเมืองได้ว่าคุณเป็นผู้บริหาร ที่เราเลือกเข้าไป ถ้าคนทำงานไม่ดี เรามีสิทธิไล่คุณออกได้ เรามีสิทธิถอดถอนได้ เราไม่ได้ การศึกษาเรื่องพลเมือง จึ ง เ ป็ น ท า ง แ ก้ ค ว า ม ด้ อ ย พั ฒ น า ข อ ง ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ที่สำคัญ ซึ่งต้องมอง ใ น ทุ ก มิ ติ ต้ อ ง ท ำ ทุ ก ท า ง ไ ม่ ใ ช่ เ รื่ อ ง ส ถ า บั น พั ฒ น า ก า ร เมืองอย่างเดียว อย่า ฝ า ก ค ว า ม ห วั ง ไ ว้ ที่ องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เ พี ย ง อ ย่ า ง เ ดี ย ว 73 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เลือกนักการเมืองไปเป็น เจ้านาย แต่เลือกให้เขาไปเป็นผู้จัดการบริหารประเทศ เราเป็น เจ้าของประเทศ ต้องอธิบายให้ประชาชนไทยเข้าใจแบบนี้ให้ได้ ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนตื่นตัว เนื่องจากได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพราะช่วงก่อน 14 ตุลาคม 2516 เราอยู่ในยุคของเผด็จการทหารที่มีความเป็นเผด็จการในทุกแห่ง มีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ทั้งในโรงเรียน ในอำเภอ ประชาชนเห็นปัญหาชัดเจน นักเรียน นักศึกษาออกมาประท้วง ชาวบ้านออกมาประท้วง การจะทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองคงไม่ใช่แค่ การจัดฝึกอบรม จัดสัมมนา พิมพ์หนังสือเผยแพร่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าต้องทำกิจกรรมเคลื่อนไหว เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ด้วยภาคปฏิบัติ ว่าทำไมต้องมีสภานักเรียน ทำไมนักเรียนนักศึกษาต้อง อยู่ในคณะกรรมการของสถานศึกษา หรืออาจารย์ต้องมีสภาอาจารย์ มีตัวแทนอาจารย์เข้ามาอยู่ใน สภามหาวิทยาลัย ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่ลดหลั่นกันมาเป็นชั้น ๆ ให้เป็นประชาธิปไตยแนวราบในทุกระดับ จากเยอรมันที่เป็นประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เขาใช้เวลาในการพัฒนา เรื่องนี้มาอย่างยาวนานเป็น 100 ปี และเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงด้วยในสมัยก่อน เป็นพรรคสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ คนงานสู้เยอะมาก การที่ประชาชนต่อสู้ทำให้เขาต้องพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา คน ไทยควรจะศึกษารวมทั้งศึกษาประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกัน เช่น ประเทศเวเนซูเอลาที่พยายาม ที่จะสร้างระบบสหกรณ์ พยายามที่จะสร้างสภาชุมชนขนาดเล็กที่ประชาชนมาประชุมกัน ดูแลงบ ประมาณว่าจะนำไปใช้ทำอะไร อย่างไรบ้าง ประชาชนตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ขึ้นมาสภา ชุมชนสามารถที่จะเขียนโครงการงบประมาณจากรัฐบาลมาแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนได้โดยตรง ประชาชนอยากตั้งสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภคก็ขอเงินหรือกู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลมาตั้งได้ และรัฐบาลก็สนับสนุน ทั้งลดภาษีให้ สั่งซื้อของจากสหกรณ์ ภาครัฐต้องซื้อของจากสหกรณ์ก่อน นี่เป็นแนวทางสำคัญเพราะว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทย คือเราพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ เป็นบริวารทำให้ประชาชนพึ่งพานายทุน พึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์อย่างเดียว สำหรับประเทศไทย ชุมชนในสมัยก่อนเป็นทุนนิยมมีความเข้มแข็งเป็นประชาธิปไตย มากกว่า ชุมชนในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม การเลือกผู้นำของชุมชนสมัยก่อน ทั้งผู้ใหญ่บ้าน เจ้าอาวาส ชุมชนจะรู้ว่าใครเป็นคนดี ใครที่มีความสามารถเหมาะสมที่จะทำงานเพื่อชุมชนเพื่อส่วน รวม ใครทำไม่ดีจะโดนคว่ำบาตรทางสังคม จะโดนขับไล่ แต่พอระบบทุนนิยมเข้ามารัฐบาล กลางเข้าไปแต่งตั้งแทน ชุมชนแตกแยก แก่งแย่งแข่งขัน ระบบทุนนิยมสอนให้คนแข่งขันเพื่อ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 74 ตัวเอง สอนให้ไม่ไว้วางใจกัน ไม่ได้สอนให้รักษาความเป็นชุมชน ให้คนมีความร่วมมือกัน ชุมชน ถูกทำลาย ในตอนนี้แม้แต่เจ้าอาวาสกลายเป็นส่วนกลางแต่งตั้งเข้าไปอยู่ในชุมชน แล้วเจ้าอาวาสก็ ไปหาลูกศิษย์จากในเมือง แม้ชาวบ้านจะไม่ยอมรับ แต่เขาอยู่ได้เพราะเขามีอำนาจอื่นอยู่เหนือกว่า อำนาจคนในชุมชน เพราะฉะนั้นเราต้องคิดว่าประชาธิปไตยแบบไทยจะต้องไม่เน้นแต่รูปแบบ การเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยยังมีรูปแบบอื่น เช่น ประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่มีส่วนประกอบ จากองค์กรอิสระ องค์กรภาคประชาชนมีประชาธิปไตยท้องถิ่น ประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งเรา สามารถคิดรูปแบบที่หลากหลายได้ ไม่ใช่รูปแบบตายตัว การคิดภายใต้กรอบการเลือกตั้งส.ส. อย่างเดียวทำให้ขบวนภาคประชาชนเติบโตยาก ต้องช่วยกันให้ประชาชนมีความฉลาด และคิด นอกกรอบ และคิดเรื่องชุมชน คิดเรื่องเพื่อส่วนรวมมากขึ้น การที่จะเป็นพลเมืองที่คิดถึงชุมชน คิดถึงส่วนรวมได้ ต้องสร้างให้เข้าใจถึงความจำเป็นของเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่เรื่องการศึกษา เพื่อสอบเอาคะแนน ต้องให้เป็นวิถีชีวิตว่าการที่เราจะรู้จักการพึ่งพาช่วยเหลือกันเป็นชุมชน และ การทำงานเพื่อส่วนรวมนั้นสำคัญกว่า เป็นประโยชน์ต่อความอยู่รอดระยะยาวมากกว่าการแข่งขัน แบบตัวใครตัวมัน ทุกวันนี้เราสอนให้คนเห็นแก่ตัว และสอนให้มองระยะสั้น มือใครยาวสาวได้สาวเอา หากเราสอนกันแบบนี้ต่อไปประเทศก็ไปไม่รอด เด็กของเราโดยภาพรวมหรือส่วนใหญ่ไม่สามารถ ไปแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม จีน สิงคโปร์ ได้ ทั้งวิธีการเลือกคนเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าประเทศสังคมนิยมหรือทุนนิยมของประเทศอื่น กลไกในการเลือกที่ สามารถคัดคนที่มีศักยภาพได้มากกว่าของไทย ประเทศจีน เวียดนาม แม้จะขึ้นกับพรรค คอมมิวนิสต์ แต่ยังมีการคัดคนหลายรูปแบบตั้งแต่เด็กกว่าจะขึ้นมาเป็นผู้รับผิดชอบระดับสูงได้ สิงคโปร์พรรคที่เป็นรัฐบาลปัจจุบันจะชนะเลือกตั้งติดต่อมา 30-40 ปี แต่เขามีวิธีคัดคนภาย ในพรรค ในส่วนของประเทศไทยการคัดคนเป็นแบบเจ้าพ่อท้องถิ่น ใครมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน 5-6 คน ก็สามารถได้โควต้าเป็นรัฐมนตรีได้ ระบบ แบบนี้ไม่สามารถสร้างประเทศ และแก้ไขปัญหาได้ เราต้องสร้างระบบคัดเลือกรัฐบาลให้ดีกว่านี้ ทั้งวิธีการคัดเลือกคน วิธีการตรวจสอบคน ซึ่งการจะตั้งสถาบันพัฒนาการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าภาคประชาชน สหภาพแรงงาน องค์กรต่าง แม้แต่ครอบครัวต้องร่วมมือกันทำ เพื่อพัฒนา ศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ให้ดีขึ้นที่ทำให้เกิดการสร้างสังคมที่ประชาชนมีความเป็นพลเมืองที่ดี กว่าที่ผ่านมาและปัจจุบัน 75 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) การสร้างความเป็นพลเมือง หรือการศึกษาเพื่อการสร้างความเป็นพลเมืองในปัจจุบันมีอยู่ 3 แนวทาง ดังต่อไปนี้ แนวทางแรก คือสร้างให้พลเมืองเป็นคนดีมีศีลธรรม ซึ่งแนวคิดนี้สร้างและ ปลูกฝังมายาวนานให้ประชาชนหรือพลเมือง มีหน้าที่ต่อรัฐ ต้องเป็นพลเมืองที่เคารพ ต่อกฎหมาย เคารพต่อรัฐ หรือพึ่งพารัฐเป็นหลัก โดยพลเมืองไม่มีบทบาทมากนัก แนวคิดนี้ ปลูกฝังและยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยตราบจนถึงทุกวันนี้ แนวทางที่สอง ภายหลังจากการพัฒนาทุนนิยม มีการสร้างพลเมืองให้เป็นปัจ เจกบุคคลการสร้างให้พลเมืองเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ดี และอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพลเมือง คืออำนาจการบริโภค เพราะฉะนั้นกระแสการสร้างการจัดการศึกษา นอกและในระบบออก มาในลักษณะนี้เพื่อสร้างให้พลเมืองที่ว่าเป็นมนุษย์ปัจเจกบุคคล และเป็นมนุษย์ที่บริโภคได้ มากที่สุด จนกระทั่งในรัฐบาลที่ผ่านมาไปไกลถึงขั้นพลเมืองทุกคนเป็นผู้บริโภคนโยบาย ของพรรคการเมืองบางพรรค หรือทุกพรรค พลเมืองไม่ต้องมีบทบาทอะไร เพราะพรรค การเมืองจะเป็นผู้ทำหน้าที่สร้างให้ประชาชนเป็นเพียงผู้บริโภคนโยบาย เมื่อพลเมืองบริโภค นโยบายพรรคการเมืองแล้ว ประชาชนก็จะเป็นผู้อยู่ดีมีสุข ซึ่งสถาบันการศึกษาในระบบ และสื่อมวลชนกระแสหลักส่วนใหญ่ที่ครอบงำสังคม ได้พยามยามสร้างและตอกย้ำความ เป็นพลเมืองให้เป็นเพียงปัจเจกบุคคลที่เป็นผู้บริโภคมีอำนาจซื้อมาก ๆ ดังนั้น แนวทางนี้ จึงกลายเป็นการศึกษากระแสหลักในการสร้างความเป็นพลเมืองอยู่ในขณะนี้ แนวทางที่สาม มีการศึกษาอีกแบบหนึ่งที่อยู่ในภาคประชาชน เป็นการจัดการ ศึกษากันเอง ซึ่งการศึกษาแบบนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนลุกขึ้นมาใช้ศักยภาพตัวเองในการจัด การดูแลตนเอง ซึ่งการศึกษาดังกล่าวดำรงอยู่ในสังคมไทยมาตลอด อาจจะอยู่ในรูปแบบการ ศึกษากลุ่มเล็ก ๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อให้เกิดสังคมที่ดีงาม อันเป็นการเมือง ในอุดมคติของคนรุ่นนั้น และกระบวนการศึกษาแบบนี้ขยายตัวพอสมควร โดยศึกษาว่าเรา ในฐานะพลเมืองจะมีส่วนร่วมในการจัดการกับรัฐอย่างไร จะดูแลรัฐ หรือรัฐในอุดมคติ ควรเป็นอย่างไร รวมทั้ง เราจะสร้างรัฐที่ดีงามเพื่อดูแลคนทั้งสังคมได้อย่างไร ซึ่งกระบวน การศึกษาเหล่านี้มีอยู่ในภาคประชาชนตลอดมา กรณีประชาชนที่จัดการป่าชุมชนก็ลุกขึ้น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 76 มาประกาศว่าชุมชนควรจะดูแลป่าด้วยตัวเองแทนที่จะเป็นการจัดการโดยรัฐ และกรณี เมื่อ มีภัยคุกคามจากรัฐ หรือภัยคุกคามจากทุนที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ประชาชนก็ลุกขึ้นมาประกาศว่า เราต้องมีข้อมูล เราต้องศึกษา เราต้องมีความรู้ เราต้อง เชื่อมโยงถึงขั้นไปสู่นโยบายของรัฐ และรู้ว่ารัฐมากระทำกับเขาอย่างไร ในขณะนี้ไปไกล ถึงขั้นการเชื่อมโยงการตกลงระหว่างประเทศ ไปสู่ทุนนิยมโลก หรือไปสู่อาเซียนว่าจะ กระทบกับวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างไร นี่คือการศึกษาที่มีอยู่หลายกกลุ่มของภาคประชาชน และที่สำคัญการเกิดกระบวนการศึกษาของภาคประชาชน เป็นกระบวนการศึกษาที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่จากการปฏิบัติการจริงทางสังคม อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการสอนเรื่องสิทธิ แต่ถ้าประชาชนไม่เผชิญกับปัญหา ไม่ตระหนัก ไม่เรียนรู้ ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจลึกซึ้งเพียงพอที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ อย่างกรณีแม่รำพึง 1 ที่มีภัยคุกคามจากโรงงาน กลุ่มทุนจะตั้งโรงงานถลุงเหล็ก ชุมชน ก็ลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง เบื้องต้นก็หาข้อมูลก่อน มาศึกษาดูว่าเขามีสิทธิอะไรต่อเรื่องแบบนี้ เขามีสิทธิที่จะบอกกับรัฐหรือไม่ มีสิทธิที่จะตรวจสอบได้หรือไม่ กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้น ในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมามีกระบวนการแบบนี้มีอยู่ในสังคมไทย จนถูกยกฐานะและได้ รับการสถาปนาไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ประชาชนมีบทบาทและให้มีส่วนร่วมทาง การเมือง รัฐธรรมนูญปี 2540 จึงเป็นผลิตผลส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของสังคมไทยที่เกิดจาก การปฏิบัติการจริงของผู้คนในสังคม ในขณะเดียวกันการสร้างความเป็นพลเมืองที่จะเข้า มามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา กำหนดชีวิตตัวเอง หรือการดูแลชีวิตตัวเอง รวมทั้ง การกำหนดความสัมพันธ์กับรัฐ และไปไกลถึงการกำหนดความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ในทางการค้า เป็นกระบวนการศึกษาที่มีอยู่จริงท่ามกลางการต่อสู้ที่เป็นอยู่ มีทั้งกระบวน การศึกษาของชาวบ้านเอง และกระบวนการศึกษาของเอ็นจีโอ แต่เป็นการศึกษาสร้างความ เป็นพลเมืองที่อยู่นอกระบบทั้งหมด และ ไม่มีฐานะทางการที่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย ทั้งๆ ที่การสร้างความเป็นพลเมืองได้ไปไกลถึงขั้นที่ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าสิทธิทางการเมือง อย่างเดียวในระบอบประชาธิปไตยคือสิทธิในการเลือกตั้งไม่เป็นการเพียงพออีกแล้ว แต่พลเมืองย่อมมีสิทธิมากกว่านั้น มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องจัดการทรัพยากรชุมชน มีสิทธิ จะดูแล ว่าโครงการของรัฐที่มากระทบกับชีวิตในชุมชนหรือไม่ มีสิทธิที่จะตรวจสอบการใช้ การศึกษาเพื่อการสร้าง ความเป็นพลเมืองใน ปัจจุบันมีอยู่ 3 แนว ทาง คือ 1. พลเมืองที่ เ ค า ร พ ต่ อ ก ฎ ห ม า ย เคารพต่อรัฐ หรือพึ่ง พารัฐเป็นหลัก 2. การสร้างให้พลเมือง เ ป็ น ผู้ ผ ลิ ต แ ล ะ ผู้ บ ริ โภคที่ดี 3.การศึกษาแบบนี้มุ่ง เน้นให้ประชาชนลุก ขึ้ น ม า ใ ช้ ศั ก ย ภ า พ ตัวเองในการจัดการ ดูแลตนเอง 1 บริษัทสหวิริยามีแผนที่จะก่อสร้างโครงการโรงถลุงเหล็กที่แรกในประเทศไทย โดยมีแผนที่จะสร้างที่ใน ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ชาวบ้านออกมาคัดค้านโครงการนี้โดยมีการจัดตั้ง กลุ่มขึ้นมาของชุมชนโดยใช้ชื่อว่า กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง 77 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง การประกันสิทธิบาง อย่างของประชาชน เพื่อจะทำให้เกิดการ เรียนรู้การเมืองของ ประชาชน อำนาจรัฐ มีสิทธิที่จะกำหนดการนโยบายสาธารณะ หรือมีสิทธิที่จะเสนอกฎหมาย สิทธิความ เป็นพลเมืองเหล่านี้มีอยู่จริง และมีความงอกงามและเติบโตขึ้นในสังคมตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมา อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า มีพลเมืองอยู่ 3 แนวในสังคมไทยและซ้อนทับกันอยู่ ในขณะนี้ คือพลเมืองที่ถูกสร้างให้จงรักภักดีต่อรัฐมีหน้าที่ต่อรัฐ เพียงประการเดียว เคารพ ต่อรัฐ เคารพต่อการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองที่เข้าไปผลิตนโยบายให้ทุกอย่าง แนวที่สองคือ สร้างให้เป็นพลเมืองเป็นผู้ผลิตหรือเป็นผู้บริโภคอย่างเดียว และเป็นปัจเจกอย่างเดียวโดยไม่ ต้องสนใจเรื่องราวของบ้านเมือง ขอเพียงให้มีความสามารถครอบครองทรัพยากรของสังคม ในการสร้างความมั่งคั่งไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ แนวที่สามคือ การสร้างพลเมืองให้มีอำนาจจัด การดูแลตตนเอง หรือการให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งไปสอดรับกับการเมืองแบบมีส่วน ร่วม หรือการเมืองทางตรงที่เป็น ระบอบประชาธิปไตยทีกำลังพัฒนาอยู่ในเวลานี้ แล้วเราจะพัฒนาอย่างไร จากแนวทางการสร้างความเป็นพลเมืองทั้งสามแนว มีเงื่อนไขอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ เงื่อนไขแรก ต้องปฏิรูปสื่อให้ได้ เพราะปัจจัยเบื้องต้นที่จะ สร้างความเป็นพลเมืองคือต้องทำให้พลเมืองที่มีจิตวิญญาณ และมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม แต่สื่อกระแสหลักปัจจุบันกลับสร้างพลเมืองให้เป็นแค่ผู้บริโภค ไม่ได้สร้างให้เป็นพลเมือง ที่กระตือรือร้นมีบทบาททางการเมืองอย่างแข็งขัน ประเด็นสำคัญ คือ ต้องมีสื่อของภาค ประชนชนที่ต้องมีบทบาททางการเมืองที่เป็นจริง ภายหลังปี 2540 เกิดวิทยุชุมชนที่ต้องการ ถ่ายทอดเรียนรู้สื่อข่าวสารซึ่งกันและกันเพื่อสร้างการเรียนรู้ในหมู่ประชาชน จนพัฒนาไปสู่ สื่อที่เลือกข้างทางการเมือง สื่อวิทยุชุมชนหลายคลื่นใน กทม. มีการเลือกข้างต่อสู้ทางการเมือง นี่เป็นตัวอย่างการปฏิรูปสื่อเพื่อเปลี่ยนจากการที่เจ้าของเป็นรัฐและภาคทุนมาเป็นของ ภาคประชาชน และจะเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่จะสร้างพลเมืองในภาคพลเมืองที่เข้มแข็ง เงื่อนไขที่สอง คือการประกันสิทธิบางอย่างของประชาชน เพื่อจะทำให้เกิดการ เรียนรู้การเมืองของประชาชน เพราะว่าการเรียนรู้ของประชาชนเกิดจากการปฏิบัติ จาก ประสบการณ์ที่เป็นจริง การเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง กระตือรือร้น ไม่เฉยเมยต่อบ้าน เมืองต่อชีวิตสาธารณะ ต่อจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ล้วนเกิดจากการปฏิบัติการทั้งสิ้น ฉะนั้น ต้องประกันสิทธิบางอย่าง ประการแรก คือ ต้องประกันสิทธิการรวมตัวให้ได้ ต้องยอม รับการรวมตัว และการรวมตัวจะต้องไม่เป็นของต้องห้ามสำหรับสังคมไทยอีกต่อไปไม่ว่าจะ การรวมตัวแบบไหนโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับกฎหมาย เพราะฉะนั้นการประกันสิทธิ การรวมตัว เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการมีส่วนร่วมของความเป็นพลเมือง ประการที่สอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 78 การประกันสิทธิในการแสดงออก การมีความคิดเห็นและแสดงออกความคิดเห็นได้ทุกรูป แบบ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่พลเมืองจะเสนอข้อมูล ได้อย่างเสมอหน้ากันโดยจะต้อง ไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดข้อมูลข่าวสาร ฉะนั้นการประกันสิทธิการแสดงออก ซึ่งหมายถึง การ ยึดถือความเห็น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นด้วย โดยเฉพาะที่ สำคัญคือเสรีภาพในการชุมนุม เป็นเสมือนโรงเรียนการเมืองอันหนึ่งที่สร้างพลเมืองที่สำคัญใน สังคมไทยตลอดมา เพราะทุกกลุ่มในสังคมไทยได้ผ่านกระบวนการนี้ ขบวนการต่อสู้ใน 2 ปีที่ ผ่านมา การใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้เป็นที่ประจักษ์ให้เห็นว่าสามารถทำให้อยู่ในร่องรอยได้ ไม่ ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าทางสังคม เพราะการประกันสิทธิเหล่า นี้ มีการประกันอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ต้องประกันคือต้องประกันในส่วนของจิตสำนึก และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ของประชาชนพลเมืองทั้งหลาย โดยคุณต้องเคารพการใช้เสรีภาพ แบบนี้ คุณต้องเชื่อว่าคุณต้องให้เขาใช้เสรีภาพนั้นแม้ว่าเขาคิดต่างจากคุณ เงื่อนไขที่สาม คือสิ่งที่ประชาชนทำมาตลอดคือ การลุกขึ้นมาจัดการดูแลเรื่องทรัพยากร ทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การลุกขึ้นมาดูแลโครงการด้วยตนเอง การลุกขึ้นมาจัดการ ตนเองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เรียกว่า การประกันสิทธิในการพัฒนา ซึ่งหมายถึงสิทธิ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง สิทธิการกำหนดพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซี่งรัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองไว้ เงื่อนไขที่สี่ การสร้างสถาบันการเมืองภาคพลเมือง ปัจจุบันมีสถาบันที่ถูกสร้างขึ้นเป็นโรงเรียน การเมืองที่สำคัญอยู่สองสถาบัน สถาบันแรกคือ สภาองค์กรชุมชน เนื่องจากในพื้นที่ระดับตำบล จริง ๆ มีองค์กรของภาคประชาชนในการทำกิจกรรมทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวที่รัฐไปส่งเสริม ให้เกิดการรวมตัว หรือประชาชนรวมตัวกันเองไม่ว่าจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มวิชาชีพ กลุ่ม ทรัพยากร ฯลฯ อยู่ในชุมชนทั้งหลายในตำบล กลุ่มเหล่านี้ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อสาธารณะ เพื่อกลุ่มของตนเองหรือเพื่อส่วนรวม ที่ผ่านมารัฐไม่ยอมรับองค์กรเหล่านี้ มิหนำซ้ำกลับบอกว่า เป็นกลุ่มเถื่อนจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองก็บอกว่าเป็นกลุ่มเถื่อน จึงมีการออกกฎหมาย สภา องค์กรชุมชนขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กลุ่มคนเหล่านี้ โดยมีบทบาทและหน้าที่สำคัญ คือเสนอ ตรวจสอบโครงการของรัฐ แผนพัฒนาระดับตำบล และแผนพัฒนาของส่วนกลาง ร่วมจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมจัดการดูแลสิ่งแวดล้อม กฎหมายนี้กำลังเริ่มประกาศใช้ ดังนั้น องค์กรชุมชนทั้งหลายในตำบลที่ประสงค์จะมีส่วนร่วมในสภาองค์กรชุมชนก็มาทำข้อตกลง ร่วมกันเป็นสภาองค์กรชุมชนในตำบลนั้น การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนกำลังดำเนินการให้เกิดขึ้น อยู่ในขณะนี้ และจะกลายเป็นสถาบันที่เป็นเครื่องมือสำคัญในทางการเมืองที่ ทำให้ประชาชน 79 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เรียนรู้ว่าที่จะมีบทบาททางการเมืองหรือมีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น รวมทั้ง การกำหนดโครงการหรือกิจกรรมของรัฐที่มาจากส่วนกลาง สถาบันที่สองคือ สภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง โดยได้ รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สภาพัฒนาการเมืองมีเจตนารมณ์ต้อง การสร้างพื้นที่ทางการเมืองอีกระบบหนึ่งนอกจากการเมืองระบบตัวแทน เพื่อสร้างพื้นที่ทางการ เมืองอีกพื้นที่หนึ่งให้องค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมือง ตรวจ สอบการทำแผนพัฒนาการเมือง สำหรับกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองมีเจตจำนงต้องการ สนับสนุนการทำกิจกรรมเครือข่าย การทำกิจกรรมขององค์กรชุมชน และองค์กรทั้งหลายที่ปฏิบัติ การอยู่จริงทางสังคม เพื่อให้ประชาสังคมสามารถแสดงออกซึ่งกิจกรรมทางการเมือง และการสร้าง ความตื่นตัวสร้างความเป็นพลเมืองและสร้างสำนึกทางการเมืองขึ้นได้ในอนาคต ปรากฏว่ากฎหมาย มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามสมควร กล่าวคือ องค์ประกอบของสภาพัฒนาการเมืองเดิมที่เป็นตัว แทนขององค์การภาคประชาสังคมทั้งหมด ก็มีตัวแทนของพรรคการเมืองเข้ามาด้วย มีตัวแทนของ สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาด้วย และมีองค์ประกอบไปเชื่อมโยงกับสภาองค์กรชุมชนโดยมีตัวแทนสภา องค์กรชุมชนเข้ามาเป็นสมาชิกด้วย และให้มีกองทุนพัฒนาการเมืองของภาคพลเมืองโดยให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง และสำนักงานกองทุนพัฒนาการเมืองของภาคพลเมืองไปอยู่ในสังกัด ของสำนักสถาบันพระปกเกล้า จึงทำให้เกิดข้อกังขาว่าสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการ เมืองภาคพลเมือง จะสามารถทำหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์สำคัญในการสร้างการเมืองภาค พลเมืองที่ต้องการเสริมพลังให้กับประชาชนที่จะเข้ามีบทบาททางเมืองให้มากขึ้นที่แท้จริงได้ เพียงใดและถือเป็นประเด็นที่สำคัญ เนื่องจากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง และสภาพัฒนา การเมือง ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้พลังอำนาจของฝ่ายต่าง ๆ ในสังคมเข้ามาต่อสู้แย่งชิง กันโดยองค์กรประชาสังคมหรือองค์กรชุมชนมีการปฏิบัติการจริงในสังคมไม่สามารถอาจเข้า ถึงทั้งสองสถาบันดังกล่าว ดังนั้น จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ในสังคมไทยมีการพัฒนาการสร้างความเป็นพลเมืองอยู่ แล้ว โดยเฉพาะเป็นกระแสนอกระบบทั้งนอกสถาบันของรัฐ และนอกสถาบันของทุน ซึ่งเป็น การกระทำการร่วมกันอยู่ในสังคมที่เป็นจริง จึงเป็นกระบวนการที่เป็นจริง และมีชีวิตชีวา ในขณะ เดียวกันสถาบันการศึกษาและสถาบันอื่นในสังคมกำลังมีหลักสูตรสำหรับผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง หรือ ผู้มีตำแหน่งในสถาบันทางสังคมอื่น แต่สิ่งที่ขาดหายไป ก็คือการสร้างหลักสูตรสำหรับคนชั้นล่าง หรือคนระดับรากหญ้าที่ประสบกับปัญหาอันเนื่องจากโครงสร้างทางอำนาจที่ไม่เป็นธรรมใน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 80 ขณะนี้ สังคมไทยมักให้ความสนใจกับการสร้างหลักสูตรสำหรับชนชั้นนำที่ไปกุมอำนาจการเมือง และไปมีบทบาททางการเมืองและสังคมเสียส่วนใหญ่ ดังนั้น การสร้างสถาบันหรือองค์กรที่ทำ หน้าที่เพื่อการศึกษาสำหรับประชาชนชั้นล่างโดยเฉพาะ จึงเป็นภารกิจที่สำคัญและจำเป็นในการ สร้างการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง และสิ่งเหล่านี้จะเป็นคำตอบของการเปลี่ยนแปลงทางการ เมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นที่เป็นจริงในอนาคตงเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นจริง ทรรศนะวิจารณ์ต่อการให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง จอน อึ้งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร กรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านประชาสังคม บริบททางการเมืองของสังคมไทยกับเยอรมันค่อนข้างจะต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยในกรณี เยอรมันนั้น รัฐสภาของเยอรมันสามารถแทนความคิดทางการเมืองได้เกือบจะครบทุกกลุ่ม พรรคการเมืองต่างๆที่หลากหลายสามารถที่จะมาหยิบใช้กลไกรัฐในการนำเสนอแนวคิด ของตนเองต่อสาธารณชนได้ ดังนั้นการที่จะมีระบบการให้การศึกษาแก่ประชาชนที่ทุกส่วน มีส่วนร่วมได้โดยอาศัยกลไกของรัฐดูเหมือนทำได้ในกรณีเยอรมันและมีมูลนิธิของ พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะทำหน้าที่นี้ แต่ในกรณีสังคมไทยนั้น การเมืองภาคประชาชนกับ การเมืองภาครัฐค่อนข้างจะอยู่คนละขั้วมาตลอด การเมืองภาครัฐของไทยถ้าพูดถึงมุมต่าง กันทางนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่เกิน 45 องศา ไม่มีพรรคการเมืองใดสนับสนุน ระบบรัฐสวัสดิการหรือการปฏิรูประบบภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมและกระจายรายได้ ในขณะที่เยอรมัน พรรคการเมืองต่างๆ ให้ทางเลือกด้านนโยบายและอุดมการณ์แก่ประชาชน มากกว่า แม้ว่าปัญหาของรัฐบาลทักษิณกลายเป็นประเด็นทางการเมืองหลัก ๆในสังคมไทย ระหว่างฝ่ายเอากับทักษิณ หรือฝ่ายไม่เอากับทักษิณ แต่ปรากฏว่า พรรคที่เอากับทักษิณและ พรรคที่ไม่เอากับทักษิณ ก็สามารถกอดคอลงนอนในเตียงเดียวกันได้ ในแง่ประวัติศาสตร์ของการให้การศึกษาทางการเมืองในประเทศไทยนั้นเรามี ประวัติศาสตร์มายาวนาน เช่น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 การศึกษาทางการเมืองในยุค นั้นเป็นระบบการศึกษาที่จัดการโดยขบวนการนิสิตนักศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่าบทบาทพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็มีส่วนสำคัญอยู่ในนั้นด้วย การศึกษาสำหรับกรรมกรชาวนา เกิดขึ้นในยุคนั้นเป็นการศึกษาทางการเมืองที่เป็นลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่ออยู่มาก พอสมควร แต่เป็นการจัดการกันเองในภาคประชาชนโดยมองภาครัฐเป็นฝ่ายศัตรู ในส่วน ของภาครัฐก็เช่นเดียวกัน การศึกษาทางการเมืองในสังคมไทยที่จัดโดยรัฐก็มักเป็นการ ยัดเยียดความคิด เช่น รัฐจะให้รักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ตั้งคำถามว่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 82 อะไรคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้เป็นเป็นสิ่งต้องห้าม ห้ามถาม ห้ามคิด นี่คือแนวคิดที่รัฐพยายามโฆษณาชวนเชื่อ ขอให้เป็นคนดีไม่โกงกิน แต่โกงกินกันทั้งนั้น เวลาไปเลือกตั้งรัฐจะบอกว่าอย่าไปรับเงินแต่กลับแจกให้เขาไป เป็นการสอนประชาธิปไตย ตามแนวคิดของรัฐ เพราะฉะนั้นรัฐไทยจึงไม่อาจมีบทบาทในการทำให้ประชาชนเติบโต ทางความคิดในสังคมไทยได้ ส่วนการศึกษาภาคประชาชนในยุคนั้นที่จัดกันเองเป็นการ ศึกษาแนวคิดฝ่ายซ้าย การต่อสู้ทางชนชั้น และมีแนวความคิดแบบปฏิวัติในหมู่ผู้นำนักศึกษา ผู้นำกรรมกร-ชาวนา เป็นความคิดของเรื่องที่จะต้องเกิดการต่อสู้กับอำนาจรัฐ ไม่ยอมรับ เรื่องอำนาจรัฐ และความไม่เป็นประชา-ธิปไตย ต่อมายุคที่สอง การศึกษาภาคประชาชนเป็นยุคขององค์การพัฒนาเอกชน ที่ไป ทำงานกับชาวบ้านเป็นยุคของแนวคิดพัฒนา อาจยังมีลักษณะของการครอบงำหรือโฆษณา ชวนเชื่อแต่อาจจะน้อยกว่ายุคแรก มีเนื้อหากว้างกว่าและเป็นลักษณะที่ส่งเสริมให้ชาวบ้าน ได้คุยเข้าใจปัญหาตัวเอง เป็นลักษณะเป็นเวทีแบบไม่เป็นทางการ โต้เถียงพูดคุยกันใน หมู่บ้านในชุมชน ว่าปัญหาของเราคืออะไรบ้าง อันนี้ยังใช้กันอยู่ถึงทุกวันนี้และได้ผลดีด้วย เป็นการให้ชาวบ้านมาศึกษาปัญหาของเขาและโยงใยปัญหาของเขาไปถึงระดับประเทศ และระดับรากหญ้า อันนี้เห็นในทุกขบวนการ และระยะหลังการเมืองภาคประชาชน บทบาทของเอ็นจีโอจะอยู่ในฐานะเป็นผู้กระตุ้น สมัยก่อนเอ็นจีโอค่อนข้างเป็นกระบอกเสียง ให้ชาวบ้าน แต่ระยะหลังชาวบ้านเขาเป็นกระบอกเสียงให้ตัวเอง อย่างเช่น เอ็นจีโอที่ ทำงานเรื่องเอดส์ เน้นการสร้าง ขบวนการของผู้ติดเชื้อเอดส์ที่เมื่อก่อนมีไม่กี่องค์กร แต่ใน ตอนนี้มีองค์กรผู้ติดเชื้อเอดส์ทั่วประเทศพันกว่าองค์กร และเขาต่อสู้เรื่องโอกาสสิทธิการเข้า ถึงยา เป็นเรื่องผลประโยชน์ของเขาโดยตรง การเข้าถึงยาของเขาเอง แต่ปัญหาอุปสรรคคือ เราไม่มีระบบการประกันสุขภาพทั่วหน้า ฉะนั้นเครือข่ายเอดส์จึงไปรวมกลุ่มกับเครือข่าย ภาคประชาชนอื่นๆ หลายกลุ่มต่อสู้เพื่อระบบหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า ซึ่งก็ได้มาใน สมัยรัฐบาลทักษิณ ต่อสู้ร่วมกันในเรื่องต่อต้านข้อตกลงทางการค้าเสรีกับสหรัฐฯ(Free Trade Agreement) ก็เกิดการตื่นตัว ถ้าไปคุยกับผู้ติดเชื้อในประเทศไทยที่อยู่ในกลุ่มให้เขา เล่าเรื่องข้อตกลงทางการค้าต่างๆที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ว่าเป็นอย่างไร พวกเขาเล่าให้ฟังได้หมด อันนี้คือความชำนาญที่เกิดจากการต่อสู้ของกลุ่มผู้ติดเชื้อ ต่อมา ขบวนการของผู้ที่ติดเชื้อก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องประเด็นหลายเรื่องเกี่ยวโยงกัน เช่น การ ปฏิรูปสื่อ การเป็นอิสระของสื่อ จากองค์กรภาคประชาชนที่สนใจปัญหาเฉพาะของตัวเอง แ ต่ ใ น ก ร ณี สั ง ค ม ไ ท ย นั้ น ก า ร เ มื อ ง ภ า ค ป ร ะ ช า ช น กั บ ก า ร เ มื อ ง ภ า ค รั ฐ ค่ อ น ข้ า ง จ ะ อ ยู่ ค น ล ะ ขั้ ว ม า ต ล อ ด 83 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ปัญหาของเราอยู่ที่ ว่า ส่วนที่อยู่นอก ระบบจัดตั้งของ เครือข่ายต่าง ๆ นั้น มีโอกาสได้รับการ ศึกษาหรือไม่ นำไปสู่การเรียนรู้ นำไปสู่การต้องไป สนใจเรื่องประชาธิปไตย ต้องไปสนใจเรื่องสิทธิ มนุษยชนในความหมายกว้าง ต้องไปสนใจเรื่องความยุติธรรมในสังคม เกี่ยวข้องกันหมด เพราะฉะนั้นนี่คือการพัฒนาการศึกษาและเราจะเห็นว่าองค์กรภาคประชาชน ชอบจัดระบบการศึกษาของตัวเอง เช่นเกษตรกรหลาย ๆ ชุมชนเขามีโรงเรียนชาวนา ที่เกษตรกรเขาจัดของเขาเอง ขบวนการแรงงานในประเทศไทยก็มีระบบการให้การศึกษากัน การเรียนรู้กัน การพูดคุยกัน ปัญหาของเราอยู่ที่ว่า ประชาชนส่วนที่ไม่อยู่ในระบบจัดตั้งของ เครือข่ายต่าง ๆ นั้นมีโอกาสได้รับการศึกษาหรือไม่ เพราะว่าถ้าคุณอยู่ในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ ที่อยู่ในขบวนการ อยู่ในเครือข่ายผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ คุณมีโอกาสได้เรียนรู้ได้มีโอกาส ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ถ้าอยู่ในหมู่บ้านที่มีผู้นำเกษตรกรหรือมีขบวนการเกษตรกรที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับเอ็นจีโอ คุณมีโอกาส แต่ถ้าคุณอยู่นอกตรงนั้นก็ถือว่าเป็นส่วนใหญ่ก็ขาด การรับรู้ทางการเมือง และส่วนใหญ่คงรับรู้เฉพาะแนวคิดภาครัฐ ซึ่งก็จะออกมาโดย สื่อของรัฐทั้งหลาย การรับรู้ของสังคมไทยส่วนใหญ่ผ่านสถานีโทรทัศน์ เพราะฉะนั้นความ ความเข้าใจของคนในสังคมไทยกลายเป็นความเข้าใจที่ให้ไปเลือกข้าง ไปเรียนรู้ข้างความคิด นั้นแล้วการที่จะรับรู้หลากหลายนั้นยาก ถึงอย่างไรก็ตามคนที่สัมผัสความคิดของรัฐกับความ คิดของคนที่มองปัญหาของรัฐ เขาได้สัมผัส 2 ความคิดที่อาจจะต่างกันพอสมควร ซึ่งถือ ว่ามีโอกาสที่จะมองได้รอบด้านมากขึ้น แม้จะได้รับการโฆษณาชวนเชื่ออยู่ระดับเดียวกันของ ทั้งสองส่วน ซึ่งผมยังนึกไม่ออกว่าการเมือง การให้การศึกษาทางการเมืองแบบไหนที่จะไม่มี ลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อเลย ผมไม่เชื่อว่าการให้การศึกษาเรื่องสังคมประชาธิปไตย (Social Democracy) จะมี“ความเป็นกลาง" มันก็เป็นแนวคิดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า เขาจะเปิดโอกาสให้ถกเถียงให้คิดได้ ผมมองว่าสิ่งที่เป็นปัญหาของสังคมไทยในขณะนี้คือ มีการเกณฑ์ประชาชนมาเป็นพวก เมื่อไปเป็นพวก ต้องพยายามรับชุดความคิดทั้งชุด โดยไม่ วินิจฉัย วิเคราะห์ คิดเอง อันนี้คือปัญหา แล้วมันสร้างทั้งความขัดแย้ง และสร้างความแตกแยก และความแตกแยกที่ไม่สร้างสรรค์นั้นเป็นปัญหา บางทีกลุ่มคนผลประโยชน์ร่วมกัน ต้องต่อ สู้ในเรื่องเดียวกันแต่ไปถูกเบี่ยงเบนอยู่คนละฝ่าย อันนี้เป็นปัญหา หรือถ้าดูสถานการณ์เรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อันนี้เป็นปัญหาแน่ เพราะว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ไม่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังถูกสอนให้ไปเกลียด ชังชุมชนมุสลิม อันนี้คือสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือไม่มีการพูดถึงประวัติศาสตร์ความ เป็นมา อันที่สองสังคมไทยยังเน้นการศึกษาแบบชาตินิยมและในชาตินิยมยังมีเชื้อชาตินิยม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 84 อีก เหมือนกับว่าคนที่ดี ที่สุดคือคนที่เป็นพูดภาษาไทยภาคกลาง เพราะว่าโรงเรียนทั้งประเทศ ต้องพูดภาษาไทยภาคกลาง แล้วเรามีลักษณะไปดูถูกคนชาติอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย และเราไม่เข้าใจ เราไม่รับรู้เรื่องทางประวัติศาสตร์ การศึกษาทางการเมืองที่ดี ผมคิดว่า จะต้องเปิดทำให้ประชาชนเกิดความใจกว้าง มีความเข้าใจเรื่องทางสังคม มีความเข้าใจ เรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน เรื่องของกฎหมาย จะต้องเข้าใจถึงความหลากหลาย ในสังคมด้วยอันนี้สำคัญมาก ความหลากหลายทางเชื้อชาติ คือถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตย ความเข้าใจในหลากหลายในเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม การให้เกียรติต่อคนที่ต่างกัน การยอมเห็นในศักดิ์ศรีของคนที่ต่างกัน นี่คือแนวทางการศึกษาที่นำไปสู่สังคมที่ก้าวหน้า ในอนาคต ซึ่งขณะนี้มองว่าโดยหลักยังต้องเป็นองค์กรภาคประชาชนทำอยู่ เพราะกลไก ของรัฐไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ กลไกของรัฐยังรับใช้ผู้มีอำนาจ เมื่อผู้มีอำนาจเปลี่ยนก็ เปลี่ยนมารับใช้ผู้มีอำนาจคนใหม่ ลักษณะสังคมไทยยังเป็นไปด้วยระบบอุปถัมภ์ และการ ศึกษาของประชาชนจะต้องแตกออกจากระบบอุปถัมภ์ ประชาต้องตื่นจากระบบอุปถัมภ์ รู้ว่าตัวเองถูกกดขี่จากระบบอุปถัมภ์อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราจะต้องร่วมกันต่อสู้ต่อไป ซึ่งผม คิดว่าจะต้องทำในระดับภาคประชาชนเป็นหลัก ผศ. ดร. กิตติศักดิ์ ปรกติ อดีตประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตรองคณบดีฝ่ายวิจัยและสัมมนา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนอื่นขอเรียนต่อท่านทั้งหลายว่า การที่ผมได้มีโอกาสรับทุนการศึกษาจากมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษาทางการเมืองของผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะนักเรียนทุนของมูลนิธิจะถูกเรียกร้องจากมูลนิธิให้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา และ การศึกษาอบรมทางการเมืองที่จัดขึ้นตามภูมิภาคต่าง ๆ ของเยอรมันอย่างน้อยภาคการศึกษา ละครั้ง ซึ่งผมรู้สึกซาบซึ้งและได้รับความรู้ความเข้าใจเสริมเติมจากที่ได้ศึกษาด้วยตนเอง เป็นอย่างมาก จนทุกวันนี้ก็ยังหวนคิดอยากให้การจัดการศึกษาทางการเมืองที่เคยประสบ มาในเยอรมันเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงจุดเริ่มต้น การศึกษาทางการเมืองของผม ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเริ่มต้นที่เยอรมัน เพราะว่าการศึกษาทาง การเมืองของคนรุ่นผมจำนวนมากที่มีบทบาทอยู่ในสังคมทุกวันนี้ ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย ยังเป็นนักเรียน เพราะผมเริ่มทำกิจกรรมทางสังคมและทางวิชาการที่โรงเรียน และได้รับ 85 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง เลือกเป็นประธานนักเรียนด้วย เมื่อเพื่อน ๆ ของผมได้เข้ามา รับผิดชอบบริหารงานบ้าน เมือง ไม่ว่าในฐานะรัฐมนตรี หรือในฐานะอื่นใด ผมจึงพยายามเรียกร้องตลอดมาว่า การจัดการศึกษา ทางการเมืองที่จะได้ผลดีที่สุด จะมีต้องเริ่มต้นที่โรงเรียน เริ่มต้นที่เยาวชน ผมเริ่มต้นเรียนรู้จักสังคมไทยจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน การเริ่มต้นการศึกษา ทางการเมืองของผมจึงเริ่มต้นจากการร่วมกับนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ จัดนิทรรศการที่สมัยนั้นเรียก ว่างานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ต่อมาเรียกว่าสังคมนิทัศน์ ซึ่งจัดควบคู่กันไปกับงานวิทยาศาสตร์ สัมพันธ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักเรียนระดับชาติ มีนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเข้า ร่วมงาน แลกเปลี่ยน เรียนรู้จากกันและกันอย่างจริงจัง บรรดานักเรียนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลักก็ร่วมงานวิทยาศาสตร์สัมพันธ์ ส่วนนักเรียนที่สนใจเรื่องสังคม และการเปลี่ยนแปลงไปของโลกก็ร่วมงานสังคมนิทรรศน์ ส่วนผมสนใจทั้งสองเรื่อง จึงเข้ามี ส่วนร่วมจัดกิจกรรม และเรียนรู้จากเพื่อนนักเรียนในกิจกรรมทั้งสองรายการ ซึ่งสมัยนั้นจัดขึ้นที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มีนักเรียนสวนกุหลาบเป็นผู้ประสานงาน ผมซึ่งโชคดีที่เรียนอยู่โรง เรียนนี้ จึงมีโอกาสได้เรียนรู้จากสิ่งนี้อย่างใกล้ชิด ที่สำคัญก็คือ นักเรียนที่มาจากโรงเรียนอื่น ๆ ล้วน แต่ต้องออกแรงมากกว่าพวกที่เรียนอยู่ในโรงเรียนสวนกุหลาบ การที่ได้พบปะกับเพื่อนนักเรียน เหล่านั้น ก็คือโอกาสที่ได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ แปลก ๆ และได้รับแรงบันดาลใจอย่างสำคัญ ๆ หลายแง่หลายมุมจากคนที่เขากระตือรือร้นจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เมื่อเราหันไปมองการจัดการศึกษาทางการเมืองของเยอรมัน เราจะพบว่าสิ่งนี้เป็นเจต จำนงทางการเมืองของฝ่ายผู้ถืออำนาจการเมืองของเยอรมันหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจาก ที่พวกเขาต้องต่อสู้ ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส จนสามารถกำจัดระบบเผด็จการออกไปแล้ว ก็มีการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มข้นมากให้มีการจัดการศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน เยอรมัน แล้วก็แปลงสภาพจากการสั่งสอนประชาชน สั่งสอนหน้าที่พลเมือง เป็นการส่งเสริม ให้ประชาชนร่ำเรียนให้เกิดตระหนักรู้ เกิดจิตสำนึกทางการเมืองแทน ทัศนคติของเยอรมันที่ว่า การจัดการศึกษาทางการเมืองต้องเกิดจากเจตจำนงทางการเมืองที่ต้องการให้ประชาชนมีความรู้ เรื่องการเมืองถึงขนาดนี้ นับว่าแตกต่างจากกรณีของไทยโดยสิ้นเชิง เนื่องจากว่า ผู้ปกครองหรือ ผู้ถืออำนาจทางการเมืองของเรา นอกจากจะขาดเจตจำนงแน่วแน่ทางการเมืองที่จะจัดการศึกษาทาง การเมืองให้แก่ราษฎรแล้ว ยังดูเหมือนจะมีเจตจำนงที่จะมอมเมา ชักนำให้หลงผิด ติดยึดผล ประโยชน์ ติดยึดตัวบุคคล หรือปล่อยให้ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจทางการเมืองเป็น คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 86 ด้านหลัก นอกจากเรื่องเจตจำนงทางการเมือง และการเน้นการเรียนรู้ยิ่งกว่าการสั่งสอน แล้ว ลักษณะสำคัญประการต่อมาก็คือ เยอรมันเน้นการสร้างโอกาสให้เกิดการศึกษาทาง การเมืองอย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ผู้ตื่นตัว หรือผู้มีโอกาสรับรู้ในวงแคบ โดยการจัดโครงสร้างและผลักดันการจัดการศึกษาทางการเมืองแบบถ้วนหน้าให้เป็นจริง เช่นการจัดระเบียบกฎหมายให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คนงานสามารถเข้าร่วมการ ศึกษาทางการเมืองโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ หรือไม่ถือเป็นวันลา หรือเป็นวันลาที่ ได้รับค่าจ้างเงินเดือน ให้ข้าราชการสามารถเลือกที่จะเข้าศึกษาทางการเมืองตามที่ตนเอง ต้องการ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลากร พัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล ทั้งใน ฐานะข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และในฐานะพลเมือง คำถามที่เราควรตอบก็คือ อะไรคือ โครงสร้างที่ไทยควรจัดให้มีขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนเข้าร่วมการศึกษาทางการเมืองได้อย่าง เท่าเทียมและทั่วถึงทุกท้องที่ ทำอย่างไรจึงจะเปิดโอกาสให้กว้างเหมือนกับในเยอรมัน ประการถัดมา ก็คือวิธีการจัดการจัดการศึกษาของเยอรมันไม่น่าเบื่อ มีการค้น คว้าเพื่อปรับปรุงวิธีการอยู่ตลอดเวลาว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดผลสูงสุด ทำอย่างไรให้เรื่องที่ ยุ่งยากซับซ้อน เรื่องที่เคร่งเครียดกลายเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องที่อาจถ่ายทอดโดยการเทียบ เคียงอย่างมีชีวิตชีวา ทำให้การหาความรู้ทางการเมืองกลายเป็นการละเล่นที่เป็นการศึกษาได้ ทำให้ความรู้ เป็นความสนุก และเป็นความสุขที่น่าใฝ่หา ในเยอรมันมีหนังสือคู่มือการเรียนรู้ เรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความสนุกมากมาย ทั้งเรียนรู้ด้วยตัวเอง และเรียนรู้เป็นหมู่คณะ เป็น ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งของนักวิชาการด้านครุศาสตร์ เช่นทำอย่างไรเด็ก ๆ จึงจะเข้าใจ ประวัติศาสตร์และปัญหาการเมืองระหว่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ และหลัก คุณธรรมที่ซับซ้อนหลายเงื่อนแง่ได้ ทำอย่างไรเราจะเข้าใจปัญหาของการไม่เคารพศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ หรือปัญหาของคนไร้ที่อยู่อาศัย หรือคนขอทานพเนจร รวมทั้งการ ปฏิบัติต่อคนต่างด้าวหรือผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศของเราอย่างเหมาะสมในฐานะ ที่เป็นเพื่อนมนุษย์ได้ โดยที่ยังรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศไว้อย่างเหนียว แน่น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ประชาชนของไทยเรายังมีโอกาสรับรู้และทำความเข้าใจเรื่อง เหล่านี้น้อยมาก คำถามที่เราควรตอบก็ คือ อะไรคือโครงสร้าง ที่ไทยควรจัดให้มีขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คน เข้าร่วมการศึกษาทาง การเมืองได้อย่างเท่า เ ที ย ม แ ล ะ ทั่ ว ถึ ง ทุ ก ท้องที่ 87 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ในชั้นนี้จึงขอสรุปว่ามี 4 ประเด็นใหญ่ ที่ได้กล่าวถึงไว้แล้ว คือข้อพิจารณาในการ จัดการศึกษาทางการเมืองนั้นที่สำคัญได้แก่ 1. เจตจำนงทางการเมือง 2.ระหว่างการสั่งสอนกับการร่ำเรียน เราควรเน้นอะไร 3. จะ สร้างโอกาสจัดโครงสร้างจะผลักดันให้เป็นจริงอย่างไร ซึ่งในแง่นี้เยอรมันมีแบบที่น่าสนใจ และ 4. ทำอย่างไรให้สนุก ทำให้อย่างไรให้ไม่น่าเบื่อ ทำอย่างไรให้เป็นที่สนใจของคนทั้งหลาย และ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ในส่วนคำถามเรื่องระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขหรือระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยหรือ การพัฒนาการเมืองหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นคำถามที่น่าคิดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีความเกี่ยว เนื่องกันกับระบอบประชาธิปไตยอย่างไร เป็นไปในทางส่งเสริมเกื้อกูล หรือเป็นไปในทางตัดรอน กัน บ้างก็ว่าเกื้อกูลกันในเชิงอุดมคติของความเป็นกษัตริย์ซึ่งตั้งอยู่ได้ด้วยทศพิธราชธรรม บ้างก็ ว่าตัดรอนกันเพราะเป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงความไม่เท่าเทียมกัน ข้อนี้เราควรเริ่มพิจารณาจากข้อ เท็จจริงที่ว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ในวันแรกที่ขึ้นครองราชย์ ได้ทรงประกาศพระบรมราชการ ฉบับหนึ่ง ซึ่งถือกันว่าเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองของพระองค์ พระบรมราชโองการนี้ เรียกกันว่าพระบรมราชโองการเปลี่ยนประเพณีใหม่ มีสาระสำคัญว่าห้ามไม่ให้หมอบกราบพระ เจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนาง ข้าราชการผู้ใหญ่อีกต่อไป พระบรมราชโองการนี้ แม้ปัจจุบันก็ยังมีผลบังคับอยู่ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงให้ตราไว้ในพระบรมราชโองการอย่างชัดแจ้ง ว่าไม่ประสงค์ให้คนกดขี่ เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นคนด้วยกัน จึงให้เลิกประเพณีหมอบคลาน เสีย แต่ก็มีผู้เข้าใจผิด และแม้ปัจจุบันก็นำไปใช้กันผิด ๆ จำนวนมาก มีคนพยายามเรียกร้องให้ หมอบกราบพระเจ้าอยู่หัว ทำเป็นตัวอย่างอย่างเป็นทางการ จากตัวอย่างนี้ เราควรทำความเข้าใจว่า อะไรคืออุปสรรค การขาดการศึกษาของผู้คน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและประชาชน หรือ การมีอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ปัญหาทำนองนี้เพื่อนญี่ปุ่นของผมคนหนึ่ง ในยุคที่ไทยเรา รณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ตั้งคำถามขึ้นว่า การที่คนไทยตกเป็นทาสสินค้าญี่ปุ่นนี้ เป็นเพราะสิน ค้าญี่ปุ่น หรือเป็นเพราะความขาดการศึกษาของผู้บริโภคชาวไทยกันแน่ เพราะแม้ไม่มีสินค้าญี่ปุ่น หากคนไทยยังขาดความรู้และสำนึกในการบริโภคสินค้า ก็ยังคงเกิดปัญหาเดิมอยู่นั่นเอง การ ตอบคำถามเกี่ยวกับสถานะ ประโยชน์ ข้อดี ข้อด้อยของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 88 ประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้การศึกษาทางกฎหมาย ต้องใช้ความเข้าใจทางการเมืองที่ถึง ขนาดเป็นเครื่องช่วย ให้บุคคลทั้งหลายถวายความเคารพกับบุคคลที่เราควรเคารพให้ถูกต้องเสียเท่า นั้นเอง ไม่ใช่หลับหูหลับตา เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจทำอย่างไร ก็ได้แต่ทำตาม ๆ กัน ไปเท่านั้นเอง เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่เรื่องการมีระบอบที่ พระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือมีระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย หรือไม่ ความจริงท่านอยู่ใต้กฎหมายมาโดยตลอด ตั้งแต่พระบรมราชโอการของรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็น พระบรมราชโองการสุดท้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ และ แสดงพระราชปณิธานที่จะเป็นกษัตริย์ใต้กฎหมาย เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายแล้ว ถ้าถือว่าเป็นอาชญาสิทธิขององค์อธิปัตย์ พระมหากษัตริย์องค์ถัดมา ไม่ว่าองค์ไหนที่สืบราชสมบัติต่อมา ย่อมต้องผูกพันตามนั้น และไม่อาจตั้งพระองค์อยู่เหนือกฎ หมายได้ ตามหลักที่ว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำนั่นเอง นอกจากจะอ้างว่าไม่ได้สืบราชสมบัติ มาเท่านั้นจึงพอจะอ้างว่าไม่ต้องผูกพัน แต่ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่ก็คือความ เข้าใจของพลเมืองที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีปัญหาน่าคิดว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องทั้ง แง่ประวัติศาสตร์และในแง่ความเป็นจริงหรือไม่ เข้าใจหลักราชนิติประเพณีที่มีมาในประเทศ ไทยอย่างถ่องแท้หรือไม่ ทุกวันนี้ปัญหาใหญ่ก็คือปัญหาความเข้าใจของประชาชนต่อสถานะ พระมหากษัตริย์ว่ามีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างไร มีคุณค่าทางการเมืองอย่างไร สิ่งนี้เมื่อขาดไป พระมหากษัตริย์ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้ถืออำนาจการเมืองในแต่ละยุค กลายเป็นเครื่องมือประทุษร้ายกัน กล่าวหากันว่าไม่จงรักภักดี แทนที่สถาบันจะเป็นเครื่องมือทาง การเมืองในฐานะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวร่วมกัน เป็นเครื่องชักนำไปสู่ความรู้รักสามัคคี การปรองดอง ก็อาจต้องตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ หรือนำไปสู่ความแตกแยกได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในแง่บทเรียนจากการศึกษาทางการเมืองที่ได้จากเยอรมันคือ บทเรียนที่ชาวเยอรมัน สรุปได้ว่า การศึกษาทางการเมืองในอดีตจนกระทั่งถึงยุคนาซี ถือเอาการเมืองเป็นเครื่องแบ่งแยก มิตรแยกศัตรู ซึ่งทุกวันนี้ยอมรับกันว่าผิดพลาดใหญ่หลวง Carl Schmitt นักกฎหมายและนักนิติ ปรัชญาชาวเยอรมัน เป็นผู้สอนว่า รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการเมือง เป็นเครื่องช่วยแยกถูกและ ผิด ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เชื่อมั่นในระบอบการเมืองตามรัฐธรรมนูญ และผู้เชื่อฟังและปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญคือเพื่อนของเรา แต่คนที่คัดค้านระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญ หรือคนที่ทำผิด 89 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ร ะ บ อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นูญไม่ใช่เครื่องมือ แยกมิตรแยกศัตรู ... ดั ง นั้ น จึ ง ต้ อ ง ปล่อยให้ศัตรูมีที่ยืน บ้าง ปล่อยให้เขามี โอกาสโต้เถียงด้วย เหตุผลบ้าง รัฐธรรมนูญล้วนเป็นศัตรู เราต้องกำจัดเสียให้สิ้นซาก ทัศนะเช่นนี้ได้ทำให้การเมืองและ กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือประหัตประหาร ไม่ใช่เครื่องมือในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่ ในยุคเดียวกันมีศาสตราจารย์เยอรมันอีกท่านหนึ่งที่คัดค้าน และสอนว่าระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแยกมิตรแยกศัตรู ระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองการปกครองใน ระบอบรัฐธรรมนูญมุ่งต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีเหตุผล อย่างสันติ ดังนั้นจึงต้องปล่อยให้ ศัตรูมีที่ยืนบ้าง ปล่อยให้เขามีโอกาสโต้เถียงด้วยเหตุผลบ้าง ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นเครื่อง ประคองความเชื่อถือ และความเชื่อมั่นไว้วางใจระหว่างกันให้คงอยู่ได้ แน่นอนเราจะรู้ว่าเขา คือศัตรูของเรา เราจะรู้ว่าคุณไม่ใช่พวกเรา แต่เพราะคุณไม่ใช่พวกเรา ฉันจะยอมให้คุณ โต้เถียงด้วยเหตุผล เพราะเราต้องอยู่ด้วยกันด้วยเหตุผล ท่านศาสตราจารย์ที่สอนอย่างนี้ คือ Rudolf Smend และนี่คือหัวใจของการศึกษาทางการเมืองทั้งหมด และนี่คือการโต้ แย้งระบบนาซีทั้งหมดว่า คนที่เขาไม่เห็นด้วยกันกับเรา ต้องอนุญาตให้เขาโต้แย้งแบบ มีเหตุผลได้ การศึกษาในทางการเมืองจึงต้องเป็นไปเพื่อเสนอเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพใน การถกเถียงหาข้อตกลงหรือเสนอทางเลือกให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้ การศึกษาทาง การเมืองจึงต้องเป็นไปเพื่อความเข้าใจ และเพื่อเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะรักษา และเสริม สร้างความเชื่อถือและความไว้วางใจระหว่างกันให้มั่นคงขึ้นตลอดเวลา ในแง่การเมืองนั้น ผมยอมรับว่าเมื่อตัดสินใจเลือกข้างแล้ว ก็ยืนหยัดต่อสู้ในข้าง นั้นอย่างมั่นคง และอย่างใจกว้าง สามารถดำรงเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะยืนหยัดต่อสู้เป็น เวลายาวนาน ผมมีเพื่อนซึ่งอยู่ในพรรคสังคมประชาธิปไตย(Social Democrat Party) ของเยอรมัน เมื่อคราวที่รัสเซียล่มสลาย มีการรวมประเทศเยอรมันเข้าด้วยกัน มีคนจำนวน มากซึ่งมีความเชื่อต่างกัน ฝั่งตะวันตกเชื่อมั่นในเสรีภาพและประชาธิปไตย ฝ่ายตะวันออก เชื่อมั่นในส่วนรวม และสังคมนิยม แต่ในเวลานั้นคนทั่วไปเข้าใจว่าการรวมเยอรมันหมายถึง การยอมแพ้ของฝ่ายตะวันออก คนจำนวนมากเข้าใจว่าความคิดแบบสังคมนิยมได้พ่ายแพ้แล้ว ในโลกนี้ไม่มีสังคมนิยมอีกแล้ว แล้วก็เลยเชื่อต่อไปด้วยว่า ความคิดแบบสังคมประชาธิปไตย ซึ่งเชื่อในประโยชน์ส่วนรวม เชื่อในการคุ้มครองสวัสดิการสังคม แต่ไม่เชื่อในการใช้ กำลังเข้ายึดอำนาจรัฐแบบสังคมนิยมที่เชื่อในเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพก็กำลังจะพ้นสมัย หรือพ่ายแพ้แก่เสรีนิยม และทุนนิยม แต่เพื่อนผมคนนี้บอกว่าเราไม่เคยคิดว่าเราแพ้ ที่แท้แล้ว เราต่างหากที่ชนะ ทำไมคิดว่าชนะ เขาบอกว่าแก่นแท้ของความคิดสังคมประชาธิปไตยนั้น คือเราตระหนักอยู่ตลอดเวลา พลังของเราคือพลังกรรมกร พลังของเราคือประชาชนที่ต่ำต้อย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 90 เป็นพลังที่สำคัญที่สุดในสังคม แต่ไม่เคยครอบงำสังคมได้ และไม่ควรถือว่า จะต้องครอบงำ ให้ได้หรือต้องยึดอำนาจรัฐให้ได้ หน้าที่ของเราชาวสังคมประชาธิปไตยคือหน้าที่ทำให้สังคมมัน เป็นธรรมยิ่งขึ้น เพราะสังคมมันเบี่ยงไปในทางที่ผิดพลาด ต้องดึงให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุลมากขึ้น เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น หากมันกลับมาสู่สมดุลมากเท่าไหร่ มันยิ่งดีเท่านั้น เป็นชัยชนะมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะต้องยึดอำนาจรัฐให้ได้ ต้องเป็นเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ เราก็คิดผิด การต่อสู้จึงเป็นการต่อสู้เพื่อความดีงาม จึงเป็นการต่อสู้ที่พึงปรารถนา มีชีวิตชีวา และยั่งยืนตลอดไป การที่เราต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง และต้องต่อสู้ไปเรื่อย ๆ และต้องเข้าใจและภูมิใจในชัยชนะ สะสม ชัยชนะ และแน่นอนถ้าทำไปเรื่อยก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเสมอ ความาคิดแบบนี้เป็นสิ่ง ที่ควรปลูกฝัง เราจะต้องให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อให้สามารถแยกแยะถูกผิดได้ ต้องแยกแยะ ให้ออก เลือกข้างให้ได้ ตัดสินใจได้ ในขณะเดียวกันต้องเหลือช่องให้ฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยยืน หยัดอยู่ได้ พร้อมที่จะคุยกัน แลกเปลี่ยนกันได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายหนึ่งแม้เราจะเห็นว่า เขาเป็นตัวปัญหา หรือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ก็ต้องเชื่อมั่นว่าเขาก็ต้องมีส่วน และมีสิทธิ โดยชอบในการแก้ปัญหาของบ้านเมืองด้วยเช่นกัน ปัญหาที่เกิดความรุนแรงในทุกวันนี้ เกิดจาก การเถียงกันไม่ออก ไม่รู้จะเถียงอย่างไร หรืออีกฝ่ายปิดปากอีกฝ่าย ขาดความเชื่อมั่น ขาดความ นับถือต่อกัน กลายเป็นความโกรธ ความเกลียด และหากไม่ใช้สติปัญญามาคลายมันก็จะพัฒนา ไปกลายเป็นความอาฆาตแค้น และคั่งแค้น จนระเบิดออกมาเป็นการใช้กำลัง ตราบใดก็ตาม ที่สามารถโต้เถียง ยืนหยัดโต้เถียง มีที่ยืนที่พอจะเป็นที่มั่นได้ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลสามารถ สะสมกำลัง สามารถสะสมคนที่เห็นด้วย ขจัดความคิดที่ผิดพลาดออกไปอย่างสันติได้ อย่างนี้ การเมืองก็เป็นเรื่องสนใจ การศึกษาทางการเมืองจึงจำเป็นทั้งในแง่ของการเสริมสร้างปัญญา เสริมสร้างทางออก และจำเป็นต่อการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังในแง่นี้ ดร. สุทิน นพเกตุ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในสังคมไทยนั้น ปัญหาการถูกครอบงำโดยภาคส่วนการเมืองจะมีสูง เราจะร่วมสร้างทักษะชีวิต ในระบบการศึกษาอย่างไร จำเป็นต้องเอาแนวคิด ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากวิถีการสอนแบบปรกติ มาสอนแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง ต้องเริ่มตั้งแต่ที่บ้าน เพราะบ้านเป็นโรงเรียนแรก เป็นโรงเรียนแห่ง ความรักของเด็กและเยาวชน รวมทั้งโรงเรียน และสถาบันอื่น ๆ โดยเฉพาะสถาบันทาง ด้านศาสนธรรม ต้องให้เป็นเรื่องสำนึก ทำอย่างไรให้เข้าไปสู่สำนึกของครู ครูที่ดีก็มี แต่ครูที่เป็นพ่อแม่คนที่สองต้องสร้างให้ได้ วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เราพูดรวม ๆ แต่ว่า คิดดี 91 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง พูดดี เขียนดี ยังไม่พอต้องปฏิบัติดี ถ้าเชื่อมตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนเกิด และ มนุษย์ในประเทศไทยก็จะไม่ถูกครอบงำ ประชาชนต้องเป็นตัวของตัวเอง บทบาทของการพัฒนาพลเมือง เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน องค์ประกอบสำคัญของ ประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมและการพัฒนาระบบการจัดการการพัฒนาพลเมือง มีเจ็ดประการที่จะ นำไปสู่ความสำเร็จของ 3 หัวข้อนี้ ข้อแรก คือรัฐบาล ต้องเป็นรัฐบาลที่ส่งเสริมประชาธิปไตย และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผมไม่เชื่อว่าประชาชนทำกันเองไม่ต้องอาศัยรัฐบาล สอง สภา ต้องส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้เสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็น สาม สื่อมวลชน ต้องติดตามว่าทีวีไทยที่บอกว่าจะให้เป็นสาธารณะนั้นเป็นจริงหรือไม่ ตอนนี้เขาจะมีรายการประชาธิปไตย พลเมืองมีส่วนร่วมหรือไม่ สี่ การให้การศึกษาประชาชน มีแค่ไหน ห้า พรรคการเมือง มีจิตใจที่จะมาส่งเสริมประชาธิปไตยให้ความรู้ประชาชนหรือไม่ หก คณะกรรมการการเลือกตั้งคิดจะส่งเสริมให้ความรู้ประชาชนหรือไม่ เจ็ด สถาบันวิชาการต่างๆ มีนักวิชาการที่สนใจในเรื่องนี้อย่างไร นพ. สันต์ หัตถีรัตน์ มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย โดยส่วนตัวคิดว่าการผสมพันธุ์ของพรรคการเมืองไม่เป็นประเด็นปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของเรา คือการศึกษาหรือการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจว่า ข้าราชการคือข้าของพระราชา ดัง ที่ข้าราชการผู้ใหญ่หลายท่านชอบอ้างเช่นนั้น เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และต่อการพัฒนาพลเมืองหรือไม่ คำถามที่สอง การศึกษาของไทยที่ทำให้คนไทยไม่มีความกล้า หาญทางจริยธรรม เช่น ไม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ และไม่ยึดมั่นในสัจจะหรือความจริงเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาพลเมืองและต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ คำถามที่สาม ท่านคิดว่า ระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญกับระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญมีความแตกต่าง กันหรือไม่และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ดร. มนตรี กรรพุมมาลย์ ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ในประเด็นเรื่อง การจัดการศึกษาทางการเมืองนั้น ขอเสนอ 4 ประเด็น คือ หนึ่ง เมื่อเรามองเรื่อง การให้การศึกษาทางการเมือง(Civic Education) นั้น การให้การศึกษาดังกล่าวในความหมายนี้คือ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 92 เราต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการศึกษาใหม่จากบนลงล่าง(Top Down) มาเป็นการถกเถียง แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น(Dialogue) การจะสร้างจิตสำนึกของคนทำอย่างไร ประเด็น คือว่า เราต้องคำนึงถึงบริบทของชุมชนนั้นว่าเป็นอย่างไร ให้เขาเรียนรู้บริบทชุมชนไม่ใช่ เอาการเมืองประชาธิปไตยที่เป็นรูปแบบของต่างประเทศ ทั้งจากของเยอรมัน ของ อเมริกา ซึ่งนอกเหนือจากรูปแบบของประเทศไทย ต้องนำมาประยุกต์ใช้ สอง ต้องรักษา การมีส่วนร่วม มองทุกขบวนการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัย การเรียนรู้ ในทุก ประเด็น แล้วการให้เข้ามามีส่วนร่วมทำอย่างไร วิธีเสนอของศูนย์ฯที่เราทำอยู่ คือเราจะ มีฝ่ายต่าง ๆ ทั้งของมหาวิทยาลัย เอ็นจีโอ กลุ่มชาวบ้าน ผู้นำเกษตรกร และผู้นำราชการ มาร่วมมือกัน และเราก็สร้างขบวนการในการจัดอบรม จัดเวทีแลกเปลี่ยนและถ่ายทอด 2 ด้าน สามคือเราจะสร้างความเป็นมืออาชีพ(Professional)ได้อย่างไรและประชาธิปไตยต้อง เริ่มที่ครัวเรือน ครัวเรือนมีประชาธิปไตยร่วมมือกันได้ก็สร้างทั้งระบบได้ สุดท้ายบทบาท มหาวิทยาลัยทำอย่างไร ตอนนี้นักศึกษาเริ่มพูดมากขึ้น เพียงแต่โอกาสในการได้พูดน้อยลง เพราะว่าถูกระบบการเรียนเป็นแบบสั่งการ แต่ถ้าให้โอกาสในการแลกเปลี่ยน มีกิจกรรม ร่วมได้พูดมากขึ้น ก็จะทำให้มีเหตุมีผลมากขึ้น และให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนสอน ต้องสร้างกระบวนการตรงนี้ ทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราต้องปรับเปลี่ยนแนว คิดการศึกษาใหม่จาก บนลงล่าง(Top Down) มาเป็นการถกเถียงแลก เปลี่ยนแสดงความคิด เห็น(Dialogue) ณัฐจศักดิ์ พุทธจักรวาล นักเขียนอิสระ เมื่อเปรียบเทียบสังคมไทยกับสังคมเยอรมันนั้น ประเทศเยอรมันถึงแม้จะแพ้สงคราม ทั้ง 2 ครั้ง แต่ทำไมเยอรมันได้ฟื้นตัวได้ดี เพราะความเป็นชาตินิยมของชาวเยอรมัน เขามี วิชาที่เราควรศึกษาหลายอย่าง เช่น กฎหมายเยอรมัน ด้านวิทยาศาสตร์ ใครจะไปเรียนที่ เยอรมันต้องฝึกงานก่อนอย่างน้อย 2 ปี ในบริษัทต่าง ๆ ในโรงงานต่าง ๆ แล้วถึงจะได้เรียน เพราะฉะนั้นนักศึกษาจากเยอรมันที่จบจากเยอรมันถึงได้เข้มแข็ง ทำไมเยอรมันตะวันออก เยอรมันตะวันตกรวมกันได้ ไม่ใช่ชาติพันธ์ุอย่างเดียว แต่การศึกษาของเยอรมันนั้นสูงมาก เ พราะผู้ที่จะสอนนักศึกษาหรือนักเรียนตั้งแต่อนุบาล พ่อแม่ผู้ปกครองถามอาจารย์ที่จะสอน ว่าคุณมีศักยภาพสอนลูกหลานฉันหรือไม่ ถ้าได้ทดสอบ ทดสอบผ่านแล้วจึงจะได้เป็นครู อาจารย์ แต่ในส่วนของประเทศไทยการศึกษาล้มเหลวตลอด เป็นเพราะผู้บริหารบ้านเมือง เป็นตัวการ แล้วมาอ้างว่าตัวเองเป็นข้าราชการ อ้างไม่ได้ ข้าในพระราชาต้องทำให้สำเร็จ 93 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ต้องสร้างการศึกษาให้ประเทศชาติมั่นคง ไม่ใช่โกงบ้านกินเมืองกันมาโดยตลอด รวมทั้งวงการ เมืองของไทยเราไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ได้ส่งเสริมการศึกษา เพราะฉะนั้นการพัฒนาการศึกษาต้องพัฒนาตั้งแต่เด็ก ต้องพัฒนาด้านการเมืองแต่เด็ก ตัวแทนกลุ่มสันติธรรม จังหวัดอุดรธานี ในฐานะที่มาจากต่างจังหวัด ขอเสนอรูปแบบการเมืองภาคประชาชนว่า ในกรณีจังหวัดอุดรธานี มีกลุ่มรักสิ่งแวดล้อม ตอนนี้กำลังทำโครงการโรงเรียนคนพลัดถิ่นอุดรธานี ซึ่งกลุ่มอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมของอุดรธานี และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่เข้าร่วมต่อสู้ โรงเรียนคนพลัดถิ่นเป็น โรงเรียนตามอัธยาศัย ที่เน้นเรื่องของครอบครัวเรียนร่วมกับเยาวชน หลายท่านเสนอเรื่อง การบูรณาการ การศึกษาเกี่ยวกับด้านการเมืองภาคพลเมือง ที่มีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ การเมืองด้วย อยากศึกษาที่อุดรธานีว่า ทางเศรษฐกิจ จะมีเรื่องของการให้การเรียนรู้การ จักสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสาน และสามารถทำเป็นอาชีพได้ ในขณะเดียวความ สอดคล้องกับวัฒนธรรม ทำอย่างไรให้เรียนอย่างสนุกสนานซึ่งได้มีกลุ่มเยาวชนได้เข้ามาจัดแสดง ละครในงานประเพณีบุญ กุ้มข้าวใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และในเรื่องเศรษฐกิจ ยังมีเรื่องการทำนารวม การลงแขกช่วยกันในการดำนาการเกี่ยวข้าวด้วยกัน จะมีประชาชน เป็นร้อยที่เข้ามาร่วมกันตรงนี้ ในส่วนการเมืองภาคพลเมืองคือ เขาต่อสู้คดีชนะคดีในศาลแพ่ง ที่ถูกฟ้องเรื่องของการที่ประชาชนไปยักย้ายหลักหมุดของบริษัทอิตาเลี่ยนไทย 1 ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในกรณีสังคมไทยนั้น ขอให้ข้อมูลในฐานะที่มีประสบการณ์ในการให้ความรู้ทางการเมืองภาค ประชาชนมาประมาณ 30 ปีดังต่อไปนี้ 1 บริษัทอิตาเลี่ยนไทยเป็นบริษัทที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้างโครงการหมืองแร่โปแตชที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งในตอนนี้ บริษัทได้มีการซื้อที่ดินเตรียมไว้ เฉพาะส่วนที่จะก่อสร้างโรงงาน ในขณะที่รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ โครงการยังไม่มีการผ่านความเห็นชอบจากผู้ชำนาญการแต่อย่างใด โดยบริษัทได้มีการยื่นฟ้องร้องต่อศาลว่าชาวบ้านได้ บุกรุกและทำลายหมุดของบริษัท ซึ่งต่อมาศาลได้ยกฟ้องเนื่องจากดำเนินของบริษัทผิดขั้นตอนกฎหมายหลายประการ และโครงการนี้จะส่งผลกระทบหลายด้านชาวบ้านจึงมีสิทธิตามกฎหมายในการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 94 1. การเมืองของเราถูกทำให้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ 2. การเมืองของเราถูกทำให้เป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจ 3. การเมืองของเราถูกทำให้เป็นเรื่องของการสร้างเล่ห์ชิงเหลี่ยมของคนกลุ่มเล็ก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มทุน ข้าราชการ ถ้ากลุ่มคนเล็ก คนยากจน ขึ้นมาบ้างก็จะถูก มองว่าเป็นคนข้างถนน 4. การเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องของนักเลือกตั้ง 5. ถ้านอกจาก 4 ประเด็นแล้วถือเป็นเรื่องนอกระบบไม่พึงประสงค์ เป็นเรื่องของ ความขัดแย้ง ความไม่สงบ 6. การเรียนการสอนสถาบันอุดมศึกษา ถ้าเป็นเรื่องการเมืองเป็นหน้าที่ของคณะ รัฐศาสตร์ คณะอื่น ๆ จะไม่พยายามจะเชื่อมโยงเกี่ยวกับการเมือง 7. พอเป็นที่หวังของการเมืองได้ คือสถาบันของภาคประชาชน และสถาบันทาง ปัญญา(บางสถาบัน) ประมวล รุจนเสรี พรรคประชามติ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยมาจากส่วนบนมาโดยตลอด ไม่ได้เกิดจาก ประชาชน การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 เกิดจากการยึดอำนาจมาจาก คณะราษฎร และยึดให้พวกพ้องตลอดเวลาก็มีการปฏิวัติรัฐประหารวนเวียนอยู่ และเรา ก็ไม่ได้สร้างพลเมืองของเราให้เรียนรู้ตรงนี้ มรดกที่สำคัญที่สุด ไม่เคยมีใครพูดเลยคือ เรื่องของการอุปถัมภ์พึ่งพาเป็นระบบที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยืดเยื้อยาวนาน เพียงแต่ว่า ปัจจุบันนี้พัฒนารูปแบบไปโกงบ้านโกงเมืองเพื่อให้ประชาชนมาพึ่งพา ประชาชนไม่เคย ได้รับการเหลียวแล ทั้งระบบราชการทั้งระบบการเมือง ทั้งนักการเมือง แล้วระบบ การรวมอำนาจไว้ในส่วนกลางคือระบบที่เอื้อให้เกิดการอุปถัมภ์ค้ำจุน ฉะนั้นประชาชน จึงเป็นเบี้ยล่าง ต้องคอยพึ่งพานักการเมืองตลอดเวลา ซึ่งการทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองนั้น มีสองประการ ส่วนมากเราพูดมิติทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่ค่อยพูดถึงมิติทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจการเมืองของเรานั้นเป็นเศรษฐกิจการเมืองเพื่อนายทุนมา การใช้ทุนเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐเข้าไป ถ้าเราไม่สามารถทำให้ระบบนี้หมดไปได้ เราจะตกเป็นเบี้ยล่าง ตลอดเวลา ประเด็นที่สอง คือ ทำอย่างไรเราจะมีนักธุรกิจเพื่อการเมือง เพื่อสังคม ไม่ใช่ เพื่อเฉพาะเพื่อการศึกษาอย่างเดียว ที่ผ่านมานักธุรกิจต้องการช่วยพรรคการเมืองเพื่อจะ การทำให้ประชาชน เป็นพลเมืองนั้น มี สองประการ ส่วน ม า ก เ ร า พู ด มิ ติ ท า ง การเมืองเท่านั้น แต่ ไม่ค่อยพูดถึงมิติทาง เศรษฐกิจ 95 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง ได้ใช้อำนาจรัฐ แล้วเข้ามาค้ำจุนธุรกิจของตนเองเราทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนความคิดนักธุรกิจ เหล่านี้เป็นนักธุรกิจเพื่อสังคมบ้าง ประเด็นที่ 3 คือ เรื่องของการที่จะสร้างพลเมือง สร้าง ประชาชนให้เป็นพลเมือง คนที่จะต้องทำงานชิ้นนี้ได้ในตอนนี้คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพราะว่า กกต. นั้นเป็นองค์กรที่ดูแลพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องดูแลให้ความรู้แก่ สมาชิกและประชาชน ฉะนั้นต้องส่งเสริม กกต. และ กกต. ต้องเปลี่ยนบริบทความคิดใหม่ โดยเอากฎกติกา คุณต้องมีสมาชิกเท่านั้น พรรคการเมืองที่อยากจะทำตรงนี้ทำไม่ได้ เพราะไม่เข้า กติกาของ กกต. อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ผมอยากจะเห็นโรงเรียนพัฒนาการเมืองในประเทศไทย สาวิทย์ แก้วหวาน สมาชิกสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ในแง่การเมืองภาคพลเมืองถ้าเปรียบเทียบเป็นการผลิต กรรมกรเป็นสายพานการผลิต ประสิทธิภาพ ผลงานวัดที่ผลผลิต เพราะเรื่องการศึกษาภาคพลเมืองต้องยอมรับว่ากระบวนการผลิตมีปัญหา การ ศึกษาที่หวังพึ่งรัฐ จะให้รัฐให้การศึกษาการเมืองภาคประชาชน ต้องยอมรับว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ภายใต้แนวคิดภาคประชาชนเราอยู่ในสหภาพแรงงาน เราสอนเรื่องประชาธิปไตยมาแต่ต้น การ เลือกตั้งกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน การทำบัญชี การตรวจสอบทั้งหลาย เราทำอย่าง เป็นประชาธิปไตย แต่ความเป็นประชาธิปไตยเหล่านี้ไม่ได้ ถูกสนับสนุนส่งเสริมโดยภาครัฐ นี่คือกระบวนการผลิตที่ล้มเหลว ในวันนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดกว้าง ข้าราชการหรือทุกภาค ส่วนสามารถตั้งสหภาพแรงงานได้ แต่จนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้เห็นสหภาพแรงงานในมหาวิทยาลัย กรรมกร บรรดาผู้ใช้แรงงาน ต้องต่อสู้เอาการเมืองภาคพลเมือง ต้องยกระดับความรับรู้ ปัญหา ต่าง ๆ ที่มีมากเกิดขึ้นในสังคมไทย ปัญหาความยากจนก็อย่างหนึ่ง คนงานต้องทำงานในชั่วโมง ที่ยาวนานขึ้น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นอุปสรรครวมทั้งปัญหา ทำให้คนยากจนไม่สามารถเข้าถึง ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษารัฐหรือเป็นการศึกษาภาคพลเมือง อันนี้เป็นข้อจำกัด อันใหญ่หลวง แต่ว่าการแก้ปัญหาเหล่านี้จะแก้โดยนักการเมือง นักวิชาการ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก การเมืองภาคพลเมืองต้องสร้างโดยพลเมือง ต้องสร้างโดยประชาชนเอง ชูเกียรติ สิงห์สูง ประธานสภาผู้พิการภูมิภาคภาคกลาง สิทธิของการเป็นพลเมืองหรือเท่าเทียมกันระหว่างคนพิการและคนไม่พิการรัฐควรจะส่งเสริม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 96 อย่างไร เพราะพวกเราแม้ความพิการจะเป็นอุปสรรค แต่ความคิด ความรู้สึก และจิตใจของ พวกเรานั้น ก็อยากมีส่วนร่วมในประชาธิปไตย คนพิการก็อยากเป็นพลเมืองไม่ใช่อยากเป็นชาว บ้านที่ต้องอาศัยนักการเมืองเป็นที่พึ่ง เดช พุ่มคชา คณะกรรมการประานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ระบบการศึกษาในระบบเป็นสิ่งจำเป็นแต่ว่ามีประโยชน์ไม่มากนัก การเรียนรู้อีกทางคือการเรียนรู้ นอกห้องเรียน ใครก็ตามที่เสนอว่าจัดระบบการศึกษาให้เป็นระบบนั้นเห็นด้วย แต่อย่ามีทางเดียว ต้องมีความหลากหลาย เสนอว่าถ้าจะทำการศึกษาทางการเมืองเพื่อพลเมืองให้เป็นจริงนั้น โปรด ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและให้ทำคู่ขนานให้เท่ากันด้วย เรืองระวี พิชัยกุล เกตุผล เครือข่ายผู้หญิงเพื่อการปฏิรูปการเมือง(WEMOVE) ขอสนับสนุนให้มีการปฏิรูปสื่อทั้งสื่อโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ถ้าเราจะทำเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนา พลเมือง(Civic Education) และมี 2 ประเด็นที่แลกเปลี่ยน อันดับแรกคือรูปแบบการใช้วิธีการ พัฒนาคน อันแรกคือการอบรม ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิการเลือกตั้ง กฎหมายให้เกิดการตื่นตัว อันที่สอง รูปแบบที่เรียกว่าขบวนการเคลื่อนไหวเชิงประเด็น(Issuebased Movement)ซึ่งเรามีต้นทุนตรงนี้สูงมาก เรามีเครือข่ายต่าง ๆ มีองค์การต่าง ๆ แต่ที่สำคัญคือ องค์กรเหล่านี้ขาดทุนสนับสนุน และการทำให้เป็นญัตติหรือประเด็นร่วมเชิงสาธารณะ(Public Integration) คือต่อสู้แก้ปัญหาต่อสิ่งที่มันเป็นสาธารณะเช่น กลุ่มผู้บริโภคฟ้องศาลปกครอง กรณีนี้ เราต้องส่งเสริมให้ทำมากขึ้น ๆ อันที่สามเป็นเรื่องของการส่งเสริมให้มีอาสาสมัคร เชื่อว่าระบบ อาสาสมัครเราจะได้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองที่ขยันขันแข็ง(Active Citizens) อันต่อไปคือเรื่อง ของการสนับสนุนให้มีการเคลื่อนไหว การเติบโตของภาคประชาสังคม ที่สำคัญอีกอันคือต่อไป ในเรื่องของการต้องมีกลุ่มนักคิด(Think tank) โดยสถาบันทางวิชาการจำเป็นมากที่จะต้องเข้ามา ช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชน ต้องมีองค์กรทางวิชาการเข้าไปเป็นฝ่ายสนับ สนุน(Backup) อย่างจริงจัง อันต่อไปคือองค์กรที่จะทำเรื่องทั้งหมดต้องมีวิญญาณ คุณมีกลไกใน การคุ้มครองพวกพลเมืองที่ขยันขันแข็งทั้งหลายหรือไม่ ตรงนี้จะต้องทำ นี่คือสิ่งที่คิดว่าจะต้องเกาะ เกี่ยวกันไป ในส่วนเรื่องสภาพัฒนาการเมือง ที่อยู่กับสถาบันพระปกเกล้า อยากให้ทำงานเป็นให้ 97 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง การสนับสนุนเป็นเงินทุนแบบกระจายอำนาจการตัดสินใจ และ ต้องทำควบคู่การปฏิรูปสื่อ ต้อง ช่วยทำองค์กรความรู้ที่เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมือง(Civic Education) จริง ๆ เพื่อเอาไปถ่าย ทอดในระดับต่าง ๆ วิเชียร คุตตวัส ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จังหวัดราชบุรี สังคมไทยกับเยอรมันต่างกันตรงที่เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมต่างกันมาก ฉะนั้นการจัด ให้มีการศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมือง(Civic Education) ต้องมีหลากหลายรูปแบบ ใครจะเป็น คนทำองค์ความรู้พวกนี้ ชาวเขาจะมี การจัดการศึกษาทางการเมืองอย่างหนึ่ง กรรมกรก็มีอย่าง หนึ่ง เยาวชนมีอย่างหนึ่ง ใครเป็นคนรวบรวมองค์ความรู้ประเภทนี้ เมธา มาสขาว คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) เรื่องการจัดการการศึกษาทางการเมืองหรือ Civic Education นั้นมีข้อเปรียบเทียบที่แตกต่างกัน ที่ประสบการณ์ ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะของการต่อสู้ทางการเมือง ขณะที่เยอรมันมี ประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองถึงขั้นที่การศึกษาเพื่อพัฒนาพลเมือง(Civic Education) นั้น ตกผลึกว่าเป็นหน้าที่ของกลไกรัฐที่ต้องจัดการเป็นสาธารณะ ประเด็นคือการศึกษาทางการเมือง เป็นเรื่องของการดำเนินการทางการเมืองหรือเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนต้องดำเนินการไป เราคาด หวังกับกลไกรัฐไม่ได้ เพระในสังคมไทยกลไกรัฐกับภาคประชาชนยังมีความขัดแย้งกันอยู่ และ ลักษณะการต่อสู้ทางการเมืองไทยมีข้อจำกัดเยอะ เช่น ยังมีความเหลื่อมล้ำทางภาษี เรื่องสิทธิ เสรีภาพ เรื่องการเข้าถึงความจริง เรื่องสิทธิในการสื่อ จุดนี้ทำให้อยู่ในขั้นที่เราก็คาดหวังว่าการจัดการ การศึกษาทางการเมืองนั้นเป็นหน้าที่ของภาคพลเมืองหรือภาคประชาชนเอง ธนพล สุขปาน ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จ. สกลนคร การพัฒนาพลเมืองภาคพลเมือง ถ้ามองภาพรวมกับสภาพสังคมในปัจจุบันประชาชนเขาพัฒนากัน อยู่แล้วทางด้านการเมือง คำว่าการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่ว่ากิจกรรมทางการเลือกตั้ง เรื่อง สิทธิเสรีภาพ มันรวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเขา ประชาชนมีขีดความสามารถในการพัฒนาและ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 98 มีความสนใจอยู่แล้ว แต่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น งบประมาณ และช่องทางการคุ้มครอง สิทธิทางการเมืองของพลเมืองเขา อย่างเช่น กระบวนการอย่างกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ปรากฏว่าช่อง ทางที่เป็นกระบวนการทางกฎหมายยังไปไม่ถึง เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองเท่าไหร่ ฉะนั้น ไม่ต้องหาเจ้าภาพเป็นผู้จัดการพัฒนาประชาชน ประชาชนเขาพัฒนากันแล้ว ฉะนั้นในการพัฒนา การเมืองภาคพลเมืองเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจริง ๆ ต้องให้ประชาชนพัฒนากันเองเท่านั้น โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนในทุกด้านอย่างเช่น งบประมาณ การประกันช่องทางทางด้านกฎหมาย ทางด้านสังคม อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ประธานสภาเยาวชนกรุงเทพ การเมืองเป็นเรื่องของจุดประสงค์ว่าจะทำอย่างไรให้คนเราสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นการต่อสู้ทางความคิดเราน่าจะเน้นประโยชน์คือท้ายของคนคือเรื่องของความสุข ในการใช้ชีวิต ในเรื่องของการใช้ทรัพยากร ร่วมกันอย่างสันติสุข อย่างที่เกิดคุณค่ามากที่สุด ซึ่งคิดว่าถ้าบทบาทของแต่ละองค์กร แต่ละชุมชน แต่ละสังคมใช้บทบาทของตนเองในการ รักษาสิทธิและดูแลผลประโยชน์ของตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็จะสนับสนุนในเรื่องของการ พัฒนาการเมืองได้มากกว่าของการที่จะมาพูดถึงการเมืองภาคใหญ่เป็นหลัก คิดว่าในองค์กรต่าง ๆ ก็จะมีประเด็นของตนเองอยู่แล้ว อย่างองค์กรเยาวชนต้องการพูดในเรื่องของการศึกษาที่เรามี ส่วนร่วมมากที่สุด ว่าเยาวชนจะมีบทบาทอย่างไรในการพัฒนาการศึกษาทั้งในระบบและนอก ระบบมากขึ้น นอกระบบคือนอกห้องเรียน การพัฒนาการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะใส่เข้าไปใน แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเยาวชน ซึ่งตรงนี้เป็นบทบาทหนึ่งที่คิดว่าเยาวชนต้องการที่จะ เข้าไปมีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจมากขึ้น และคิดว่าแต่ละองค์กรก็ย่อมมีบทบาทของตนเอง และพยายามที่จะรักษาผลประโยชน์ขององค์กรของตน ย่อมจะเป็นการพัฒนาการเมืองที่ยั่งยืน ที่จะทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดขึ้น ภาคผนวก การสัมมนา บทบาทของการพัฒนาพลเมือง(Civic Education) เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไทย-เยอรมนี วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ ชั้น 2โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา จัดโดย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท หลักการและเหตุผล การปกครองแบบประชาธิปไตยในประเทศไทยแม้จะเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2475แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมิได้ ลงรากปักฐานในสังคมไทยอย่างมั่นคง ขาดการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ ทางการเมืองทำให้ต้องสะดุดหยุดลงและกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่หลายครั้งหลายหน มีการ ปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทุกครั้งมักจะจำกัดและให้ความสำคัญอยู่ที่การสร้าง รัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมืองและกระบวนการทางการเมืองในรัฐสภาเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังไม่ ได้ให้น้ำหนักกับการเมืองภาคประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการให้ การพัฒนาพลเมือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 100 การสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยเพื่อให้เข้ามาแทนที่วัฒนธรรม ทางการเมืองแบบดั้งเดิมที่เป็นระบบอุปถัมป์ค้ำชูที่ถือว่าเป็นข้อจำกัดและอุปสรรคต่อการพัฒนา ประชาธิปไตยในประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เมื่อถูกสร้างขึ้นแล้วจะดำรงอยู่ตลอดไป การสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงก็เช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้คือหากต้องการให้ต้นไม้นั้นเติบโตและเจริญงอก งามจำเป็นต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน สังคมประชาธิปไตยต้องการประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจ ทางการเมือง เพราะจะทำให้พวกเขาสามารถเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขัน ซึ่งถือเป็น หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การจัดศึกษาทางการเมืองให้กับประชาชน และการเปิด โอกาสให้ภาคประชาชนต่าง ๆ เข้ามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยหล่อเลี้ยงให้ ประชาธิปไตยดำรงอยู่ได้อย่างมีชีวิตชีวา ดังนั้นในสังคมประชาธิปไตยการจัด การพัฒนาพลเมือง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนทั้งรัฐและภาคประชาชนต้องเข้ามีส่วนร่วมและจะต้องมีความหลาก หลายเพื่อสะท้อนความหลากหลายที่ดำรงอยู่ในสังคมด้วย ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการพูดถึงและให้ความสนใจกับเรื่องการจัด การพัฒนา พลเมืองมากขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐมาตรา 87 มีบท บัญญัติให้มีการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมืองและให้มีกฎหมายจัดให้มีกองทุน พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและ การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยต้องคำนึงถึงสัดส่วนของหญิงชายด้วย แต่ประเด็นกล่าว ยังถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทยที่จำต้องมีการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หลายประเทศได้จัดการพัฒนาพลเมืองขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศหนึ่ง ในยุโรปตะวันตกที่พึ่งอยู่ภายใต้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยได้ไม่นาน มีความพยายามที่จะ ป้องกันระบอบเผด็จการไม่ให้กลับเข้ามาครอบงำประเทศได้อีก หนึ่งในความพยายามเหล่านั้นคือ การจัดตั้งระบบการพัฒนาพลเมืองซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก และยังมี บทบาทสำคัญต่อความยั่งยืนของประชาธิปไตยในเยอรมนีอีกด้วย ประสบการณ์การพัฒนาพลเมือง ของประเทศเยอรมนีจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการในด้านดังกล่าวของประเทศไทยอย่างมาก คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท จึงได้ร่วมมือกันจัดให้มีการสัมมนาแลกเปลี่ยนในประเด็นดังกล่าวโดยได้มีการเชิญผู้ เชี่ยวชาญทั้งไทยและจากสหพันธรัฐเยอรมนีมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้สนใจ 101 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญเยอรมัน นักวิชาการไทยและผู้สนใจทั่วไปในประเด็นการจัดการพัฒนาพลเมือง 2. เพื่อศึกษาและหาแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัด การพัฒนาพลเมืองในประ เทศไทย องค์กรผู้จัด คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ผู้เข้าร่วมการสัมมนา นักการเมือง นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้สนใจ ทั่วไป รวม 150 คน สถานที่จัด ห้องประชุมกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้, ถนนศรีอยุธยา โปรแกรมการสัมมนา 09.00 ลงทะเบียน 09.30 พิธีเปิด ศ.ดร. จรัส สุวรรณมาลา , คณบดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ. วุฒิสาร ตันไชย , รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คุณเวสน่า โรดิช , ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ทประเทศไทย 10.00 ปาฐกถานำ โดย คุณอังเค่ย์ ฟุกส ์, ประธานมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท, อดีตกรรมการบริหารพรรค สังคมประชาธิปไตยเยอรมัน,อดีตรัฐมนตรี,อดีตรองประธานรัฐสภาสหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมนี 10.20 พักรับประทานกาแฟ 10.40 นำเสนอบทบาทและโครงสร้างของการจัดการพัฒนาพลเมืองในเยอรมนี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 102 โดย คุณไรน์ฮาร์ด ไวล์ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางการเมือง, มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท 11.10 แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม รศ. ดร. กิตติศักดิ์ ปรกต ิ, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ , ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป. อพช) ดำเนินการโดย ดร. สุนทรียา เหมือนพะวงศ ์, ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธาน ศาลฎีกา 11.45 อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา 13.00 อาหารกลางวัน 14.00 อภิปราย การพัฒนาพลเมืองในฐานะองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วม ศ.ดร. จรัส สุวรรณมาลา , คณบดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล , รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการโดย ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง , คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 14.40 อภิปรายโดยผู้เข้าร่วมการสัมมนา 15.40 พักรับประทานกาแฟ 16.00 อภิปรายทิศทางและแนวโน้มของการพัฒนาระบบการจัดการพัฒนาพลเมือง ในประเทศไทย ดร. ถวิลวดี บุรีกุล , สถาบันพระปกเกล้า รศ. วิทยากร เชียงกูล , คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต คุณไพโรจน์ พลเพชร , สภาที่ปรึกษาเศรฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำเนินการโดย ดร. นฤมล ทับจุมพล , คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 103 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง 17.00 อภิปรายโดยผู้เข้าร่วมการสัมมนา 18.00 วิจารณ์โดย คุณไรน์ฮาร์ด ไวล์ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางการเมือง, มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท 18.10 สรุปภาพรวมการสัมมนา และปิดการสัมมนา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 104 บทบาทและโครงสร้างของการจัดการพัฒนาพลเมือง ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี Reinhard Weil Head of the Political Academy Friedrich-Ebert-Stiftung Bangkok 7th February 2008 WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany ภาพรวมการบรรยาย 1. ความเป็นมา, หน้าที่, คำจำกัดความ และเป้าหมาย 2. โครงสร้างของระบบ คุณลักษณะ และส่วนประกอบที่สำคัญ 3. องค์กรที่มีส่วนสนับสนุนการศึกษาทางการเมือง 4. ปัจจัยทางสังคม 5. รายละเอียดขอบเขตงาน/ อำนาจ 6. กลุ่มเป้าหมาย 7. หลักในการให้การศึกษา 8. รูปแบบการทำงาน, วิธีการ และเครื่องมือ 9. ตัวอย่างทางการปฏิบัติ 10. การเปรียบเทียบในระดับนานาชาติ 11. การประเมินค่า 105 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง 1.1. หน้าที่ และรูปแบบการศึกษาทางการเมือง การออกกฎ ระเบียบ ยุคไกเซอร์ ยุคเผด็จการนาซี ยุคสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน การศึกษาทางการเมือง การอบรม ภาระหน้าที่ บุคคลผู้บรรลุนิติภาวะ การคำเนินการตาม เป้าหมายที่วางไว้ ผู้มีส่วนร่วมที่กระตือรือร้น WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 1.2. เหตุผลสนับสนุนการให้การศึกษาทางการเมือง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ระบอบประชาธิปไตยต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชน ดำเนินการโดยคำนึงถึงความยินยอมที่น้อยที่สุด ที่มีข้อผูกมัดทั่วไป การมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยต้องการประชาชนที่ได้รับการศึกษาที่มีความพร้อม และความสามารถในการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีความหลากหลาย กลุ่มคนผู้มีความสนใจทางการเมืองต้องเป็นตัวแทนและแสดงออก เพื่อเป้าหมายของกลุ่มตน WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 106 1.3. ฉันทามติBeutelsbacher 1. ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ- ปฏิเสธการยัดเยียดความเชื่อในลัทธิ การเมืองต่างๆ 2. ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งในฐานะนักวิชาการและนักการเมืองจะต้อง แยกแยะหน้าที่เมื่อเวลามาทำหน้าที่ในการให้การศึกษา 3. ผู้เรียนรู้ต้องมีความสามารถที่จะวิเคราะห์ความต้องการของตนเอง ในสถานการณ์ทางการเมืองได้. WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 1.4. คำจำกัดความ- การให้การศึกษาทางการเมือง (Civic Education) “ การศึกษาทางการเมือง(Civic Education) หมายถึง การเรียกโดยรวมถึงมาตรการทั้งหลายที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ให้กับพลเมืองทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีการจัดการ มีการวางแผน มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีแนวทางเป้าหมายที่ชัดเจน อันถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะให้คนเหล่านั้นสามารถเข้ามีส่วนร่วมใน กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองได้” Massing 2000 WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 107 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง 1.5. เป้าหมาย ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันมีประสบการณ์จากระบอบเผด็จการในยุคนาซีถึง การปกครองแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ในเยอรมันตะวันออกก่อนรวมประเทศ ทำให้ภาครัฐและภาคสังคมของเยอรมนีมีพันธะและหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองบนฐานของประชาธิปไตย ความ อดกลั้นและการยอมรับในความหลากหลาย เป้าหมาย สนับสนุนให้ประชาชนมีความสำนึกในระบอบประชาธิปไตย, กระตุ้นให้ ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกระตือรือร้น มีวุฒิภาวะทาง การเมืองและมีทัศนะวิพากษ์ WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 2. โครงสร้างของระบบ- คุณลักษณะ และส่วนประกอบที่สำคัญ 1. การศึกษาทางการเมืองเป็นส่วน หนึ่งของการให้การศึกษา ต่อเนื่องภาคประชาชน 2. งานภาครัฐ: การสนับสนุนประชาธิปไตย การพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ 3. การร่วมมือกันขององค์กร สาธารณะ และเอกชน 4.กฎ ระเบียบทั่วไป รวมทั้ง กฎหมายการเงิน การคลัง ในระบบสหพันธ์ฯ 7. การออกกฎหมายเพื่อผู้ใช้แรงงาน 5. หน่วยงานกลางของรัฐ เพื่อ ให้การศึกษาทางการเมือง - สนับสนุน 8. ลาพักผ่อนพิเศษ สำหรับ ข้าราชการ, ผู้พิพากษา, ทหาร 6. กลุ่มองค์กร และระบบ ของการทำงานร่วมกัน 9.ความหลากหลายของลักษณะ สถานที่ให้การศึกษา ผู้รับและวิธีการศึกษา 10.การจัดตั้งสถาบัน- การทำให้เป็นมืออาชีพ- การจัดตั้งองค์กรความรู้ 11. การสนับสนุนสาธารณะ- การตกลงเป้าหมาย- การควบคุมคุณภาพ 12. การแบ่งแยกระหว่างการให้การศึกษาทางการเมือง ออกจากการดำเนินการทางการเมือง WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 108 รูปแบบเปิด รูปแบบปิด 3. โครงสร้างองค์กร ที่สนับสนุนการศึกษาทางการเมือง องค์กรสาธารณะ โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ ศูนย์การศึกษาทางการเมืองของ รัฐบาลกลาง ศูนย์การศึกษาทางการเมืองของ รัฐบาลท้องถิ่น องค์กรอิสระ/ องค์กรด้านสังคม มูลนิธิ การเมือง องค์กรศาสนา สหภาพแรงงาน องค์กรภาคประชาชน กองทัพเยอรมัน การบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ สหภาพแรงงาน/องค์กร นายจ้าง WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 3.1. ศูนย์การศึกษาทางการเมืองของรัฐบาลกลาง คณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงมหาดไทย คณะที่ปรึกษาทางวิชาการ ประธานาธิบดี การประชุมโต๊ะกลม - ผู้แทนองค์กรต่างๆ สิ่งตีพิมพ์ สื่อสารมวลชน อินเทอร์เนต การประชุม และสัมมนา องค์กรมูลนิธิ WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 109 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง 3.2. คณะกรรมาธิการการการศึกษาทางการเมือง สมาชิก การรวมกันของกลุ่มองค์กรต่างๆ สภาผู้แทนราษฎร องค์กรศาสนา โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ องค์กรเยาวชน มูลนิธิทางการเมือง สถานศึกษา สหภาพแรงงาน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ องค์กรสงเคราะห์ทหาร ...... คณะรัฐมนตรี ตั ตั ว วแ แ ทน ท กลุ่ น มผู้ ก สน ุล่ ใจ มู้ผสนใจ กลุ่มองค์กรต่างๆ ตั ก ว าร แ ทำ ท คว น ามเ ก ข้า ล ใ ุ่ จ มู้ผสนใจ ตั ก ว าร แ แล ท กเป น ลี่ย ก นป ุล่ ระ ม สบ ูผ้ กา ส รณ์ นใจ หน่วยงานสาธารณะ ตั ค ว วา แ มร่ ท วม น มือ กุ่ลมู้ผสนใจ ข้าราชการ ตั ก ว าร แ จัด ท กา น รศึก ก ษ ล า ุ่ ต่อ ม เนื่ ผู อ ้ ง สนใจ ตั ก ว าร แ ทำ ท งาน น สา ก ธา ลุ ร ่ ณ ม ะ ู้ ผสนใจ รัฐมนตรี WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany การสนับสนุนทางการเงินจากรัฐ 3.3. มูลนิธิทางการเมือง คำตัดสิน ศาลรัฐธรรมนูญ การแลกเปลี่ยนพื้นฐาน ทางการเมือง เปิดกว้างทางความคิด จุดมุ่งหมาย สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ความสัมพันธ์ที่ดีในรูปแบบ พรรคการเมือง เปิดกว้างในการรับสมาชิก ไม่มีการให้บริการ วางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง เป็นอิสระในการบริหารจัดการ WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 110 4. ปัจจัยปัญหาทางสังคม 1. รูปแบบใหม่ทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ - รูปแบบใหม่ของสังคมข้อมูลสื่อสาร - การทำให้การเมืองมีความเป็นมืออาชีพ 2. การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดทางสังคม - การเพิ่มขึ้นของความไม่แน่นอน คลุมเครือ - การขาดความโปร่งใส และความใกล้ชิดกันระหว่างบุคคล 3. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในสถานการณ์แวดล้อมระดับชาติ - ความไม่แน่นอนทางสังคม/ ความยุติธรรม - การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคม - ความไม่เท่าเทียมกันในโอกาสที่จะได้รับการศึกษา - การเปลี่ยนแปลงระดับหน่วยภายใน - ความหลากหลายทางวัฒนธรรม 4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองในสถานการณ์แวดล้อมระดับนานาชาติ - การเพิ่มขึ้นของสมาชิกประชาคมยุโรป - โลกาภิวัตน์/ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ - ความมั่นคงระดับนานาชาติ WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 1. สถาบัน 5. รายละเอียดขอบเขตงาน 2. กฎหมาย 3. เศรษฐศาสตร์ 4. ประวัติศาสตร์ 5. คุณค่า/ หลักจริยธรรม/ ความคิดเห็นทางการเมือง 6. การป้องกันการใช้ความรุนแรงทางการเมือง 7. ความหลากหลาย แตกต่างทางวัฒนธรรม 8. การแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ 9. สื่อสารมวลชน 10. สิ่งแวดล้อม 11. ความสงบสุข และสันติภาพ 12. กลุ่มประชาคมยุโรป 13. กระบวนการโลกาภิวัฒน์ 14. ความสามารถในการจะดองค์กร และการติดต่อสื่อสาร WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 111 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง 6. กลุ่มเป้าหมาย- FES ประชาชนที่ต้องการ ข้อมูลและแนวทาง ทางการเมือง โฆษกพรรคการเมือง/ โฆษกสภาผู้แทนฯ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อ การเปลี่ยนแปลง การเมืองภาคประชาชน เยาวชน ผู้เป็นอนาคต ในการพัฒนาการเมือง ทำงานในภาคประชาชน ประชาสัมพันธ์ กลุ่มสื่อสารมวลชน และองค์กรวัฒนธรรม – WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 7. หลักการสอน อบรม 1. คำนึงถึงผู้รับการสอนเป็นหลัก 2. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และเปิดกว้างทางความคิด 3. การเรียนรู้โดยใช้การยกตัวอย่างประกอบ 4. ใช้ปัญหาเป็นตัวกำหนดทิศทางการสอน 5. ให้เกิดการโต้เถียงในด้านความรู้ระหว่างผู้เรียน 6. ใช้แนวทางแก้ปัญหากำหนดทิศทางการศึกษา 7. ใช้ความรู้ทางวิชาการกำหนดหลักการสอน 8. คำนึงถึงกระแสหลักเรื่องเพศ WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 112 การนำเสนอในรูปแบบปกต ิ 8. รูปแบบการทำงาน, วิธีการ, เครื่องมือ การให้ความรู้ทางการเมือง การอภิปรายสาธารณะ การประชุมระดับท้องถิ่น การประชุมตามหัวข้อที่กำหนด การประชุมทางวิชาการ การศึกษาทางการเมืองใน FES สัมมนา/โครงการศึกษา อบรมพัฒนาความสามารถ การสัมมนาตามหัวข้อที่กำหนด การเรียนรู้ทำความเข้าใจต่อกัน การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม การจัดงานสำหรับเยาวชน การจำลองเหตุการณ์ และสถานการณ์ต่างๆ การเปิดกว้างทางความคิด อบรมการใช้เครื่องมือทางสื่อ อบรมสำหรับ วิทยาลัยการจัดการและการเมือง วิทยาลัยชุมชน วิทยาลัยสื่อสารมวลชน วิทยาลัยการเมืองสำหรับเยาวชน การให้คำแนะนำทางการเมือง การอภิปรายทางวิชาการ การแสดงความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญ หนังสือแถลงนโยบาย ช่องทางการให้ข้อมูลข่าวสาร การถ่ายทอดสด ห้องสมุดสื่อ การศึกษาผ่านเครือข่าย Bildungsforum21 Grundwerteforum21 April 2 ก 0 า 0 ร 6 พบปะข . องกลุ่มยุโรป การศึกษาจากโครงการ สื่อการสอน กลุ่มผู้ร่วมศึกษา การศึกษาทางไกล eCampus F riedrich-E bert-S tiftung การศึกษาจากโครงการ อุปกรณ์การทำงาน ชุดสื่อการสอน การให้สัมภาษณ์ ระบบเครือข่าย – P olitis che Akademie การเผยแพร่สิ่งตีพิมพ์ การวิเคราะห์ การประชุมผู้เชี่ยวชาญ 2 WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 9. ตัวอย่างภาคปฏิบัติของ FES I. วิทยาลัยชุมชน II. เยาวชนกับการเมือง III. วิทยาลัยการศึกษาสังคมนิยมประชาธิปไตย การนำเสนอผ่านส่ือ ระบบเครือข่าย WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 113 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง 10. การเปรียบเทียบในระดับนานาชาติ I. กล่มประชาคมยุโรป(27 ประเทศ) - ความหมายของกลุ่มประชาคมยุโรปในฐานะ ผู้กำหนดเค้าโครงการอ้างอิงและผู้เข้าร่วม - ไม่มีเงื่อนไขในการรวมเป็นหนึ่งเดียว - ประสบการณ์และแบบธรรมเนียม - ความยินยอม: ความสามารถที่จะเข้าร่วมในกลุ่มประชาคม - ปัจจัยในการออกข้อบังคับสำหรับเป้าหมายและเนื้อหา - การสามารถในการพัฒนาระบบที่แตกต่างกัน - เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน II. สหรัฐอเมริกา - การให้ความสำคัญกับการศึกษาภาคประชาชน - แนวคิดทางการศึกษาทางสังคม - แนวโน้มพฤติกรรมในการแยกตัวของบุคคล - ข้อขัดแย้งในการปฏิบัติการสอนจริง - ให้ความสนใจในการศึกษาระดับโรงเรียน III. ญึ่ปุ่น - ความสำคัญของสื่อสารมวลชน(สิ่งพิมพ์และโทรทัศน์) - การกฎหมายการจัดตั้งศาลาประชาคม พร้อมจัดการให้การศึกษา(Kominkan) WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany 11. การประเมินค่า- ผลระหว่างการปฏิบัติ 1. เครื่องมือช่วยในการให้การศึกษา 2. ความเป็นมืออาชีพในด้านวิชาการ 3. หลักความรู้พื้นฐานทางวิชาการ 4. ขอบเขตการเข้าถึง การขาดแคลนเครื่องมือและโอกาส 5. การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 6. ความคาดหมายและผลที่เกิดขึ้น 7. ปัจจัยปัญหาทางสังคม WEIL 08:Structure and Function of Civic Education in Germany คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันพระปกเกล้า และ มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท 114 บรรณานุกรมของบทความ: ประชาสังคม วัฒนธรรมทางการเมือง และการให้การศึกษาทางการเมืองแก่พลเมือง Alemann, Ulrich von/Heinze, Rolf G./Wehrhofer, Ulrich(Hrsg.),1999: Burgergesellschaft und Gemeinwohl . Analyse, Diskussion, Praxis. Opladen. Barber, Benjamin R., 1995: Jihad vs.McWorld . New York. Brunnengraber, Achim/Klein, Ansgar/Walk, Heike(Hrsg.), 2001: NGOs als Legitimationsressource. Zivilgesellschaftliche Partizipationsformen im Globalisierungsprozess. Opladen. Castells, Manuel, 2001: Das Informationszeitalter I. Die Netzwerkgesellschaft . Opladen. Habermas, Jurgen, 1992: Faktizitat und Geltung. Beitrage zur Diskurstheorie des Rechts und des demokratischen Rechtsstaates . Frankfurt a.M. Heinze, Rolf G./Olk, Thomas(Hrsg.), 2001: Burgerengagement in Deutschland. Bestandsaufnahmen und Perspektiven . Opladen. Held, David, 1995: Democracy and the Global Order. From the Modern State to Cosmopolitan Governance . Cambridge. Hoffe, Otfried, 1999: Demokratie im Zeitalter der Globalisierung . Munchen. Klages, Helmut/Gensicke, Thomas, 1999: Wertewandel und burgerschaftliches Engagement an der Schwelle zum 21. Jahrhundert. Speyer. 115 การให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อพัฒนาพลเมือง Klein, Ansgar, 2001: Der Diskurs der Zivilgesellschaft. Politische Hintergrunde und demokratietheoretische Folgerungen . Opladen. Klein, Ansgar/Koopmanns/Ruud/Geiling, Heiko(Hrsg.), 2001: Globalisiserung, Partizipation, Protest . Opladen. Meyer, Thomas, 1994: Die Transformation des Politischen . Frankfurt a.M. Meyer, Thomas, 2001: Mediokratie. Die Kolonisierung der Politik durch die Medien . Frankfurt a.M. Putnam, Robert, 2000: Bowling Alone. The Collapse and Revival of American Community . New York u.a. Schmalz-Bruns, Rainer, 1995: Reflexive Demokratie. Die demokratische Transformation der modernen Politik . Baden-Baden. Walzer, Michael(Hrsg.),1995: Toward a Global Civil Society . Providence. Oxford. Zurn, Michael, 2001: Regieren jenseits des Nationalstaates . Frankfurt a.M.