ท่ามกลางวังวนของความเปลี่ยนแปลง ทางออกจากวิกฤติประเทศไทย บทวิเคราะห์การเมืองจากมุมมองต่างประเทศ Marc Saxer, FES Thailand วันที่เผยแพร่: 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554  ผลพวงของวิกฤติการเงินเอเชียทาให้สัญญาประชาคมของไทยถูกยกเลิกไป และดูเหมือนว่าสังคม จะคืนสู่ความปกติอีกครั้งภายใต้นโยบายเศรษฐกิจแบบ”ทักษิโโมิกสท“ แต่แล้วความสมานมิตรใน วงกว้างนี้กลับถูกทาลายลงด้วยความขัดแย้งภายใน นับแต่นั้นมาประเทศไทยจึงถูกแบ่งออกเป็น ขั้วผสมสองขั้วตรงข้ามกันที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งลาดับชั้นทางการเมืองและสังคมแบบใหม่  หลังเกิดภาวะชะงักงัน ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักมากขึ้นว่าตนจะไม่สามารถชนะได้โดยลาพัง แม้ การเลือกตั้งจะเป็นโอกาสให้มีการต่อรอง แต่”การตกลงครั้งใหญ่“(Grand Bargain) เพื่อ แก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นจะต้องให้ผู้มีบทบาททุกฝ่ายเข้าร่วมด้วย และการเกิดความขัดแย้งรอบ ใหม่ก็อาจเป็นประโยชนทสาหรับผู้มีบทบาทบางรายได้  ตัววิกฤติเองนั้นมีความลึกซึ้งยิ่งกว่าการเป็นเพียงความขัดแย้งทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมได้ลดความชอบธรรมของระเบียบทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมในประเทศไทยลงด้วย การสร้างแรงกดดันมากเกินไปต่อระบบการบริหารจัดการ(governance) และด้วยการบ่อนทาลาย ความคิด ค่านิยม อัตลักษโท และวาทกรรมที่เป็นรากฐานของระเบียบนั้น ๆ วิกฤติเชิงลึกของ ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นไปได้ก็ด้วยการปรับเปลี่ยนระเบียบทางกา รเมืองสังคมและ วัฒนธรรมให้สอดคล้องกับสังคมที่ทวีความซับซ้อนและมีความเป็นพหุลักษโทยิ่งขึ้น  ด้วยเหตุที่หัวใจสาคัญของความขัดแย้งทางการเมืองคือวิกฤติความชอบธรรมในระเบียบแนวตั้ง (vertical order) สังคมไทยจะไม่สามารถฟื้นความชอบธรรมคืนมาได้หากชนชั้นแนวหน้าบีบบังคับ ให้สังคมปฏิบัติตามแนวทางแก้ปัญหาที่ตนกาหนด ประเทศไทยจึงควรจะต้องมีกระบวนการต่อรอง ที่ให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม มีความครอบคลุมในแนวนอน(horizontal) และเคารพกฎระเบียบ เพื่อให้ได้สัญญาประชาคมฉบับใหม่ขึ้นมา Contents I บทนำ ………………………………………………………………………………………………………………. 2 II วิกฤติทำงกำรเมือง: ประเทศไทยต้องล้มลุกคลุกคลานกับลาดับชั้นทางการเมืองและลาดับชั้นทางสังคมของตน...... 2 III วิกฤติกำรเปลี่ยนแปลง: ประเทศไทยต้องการระเบียบทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมใหม่................................... 5 3.1 วิกฤติระเบียบทางการเมืองและเศรษฐกิจ: ความซับซ้อนและการปลดปล่อยทาให้เกิดความตึงเครียด.......................................... 5 3.2 วิกฤติในระเบียบทางสังคมและวัฒนธรรม: ความคิดใหม่ ๆ และพหุลักษโทสวนทางกับรากฐานทางกฎระเบียบ …………………………….. 7 3.3 สรุป …………………………………………………………………………………………………………… 8 IV จะจัดให้มีกำรเจรจำสัญญำประชำคมใหม่อย่ำงไร.................................................... 9 V โดยสรุป …………………………………………………………………………………………………………. 11 I บทนำ การเลือกตั้ง นับเป็นโอกาสในการทาข้อตกลงกันระหว่าง กลุ่มชนชั้นนาที่แข่งขันกันอยู่ แต่รากฐานของความ ขัดแย้งทางการเมืองนั้น กินลึกลงไปเกินกว่าแค่ความ ล้มเหลวของบุคคลหรือสถาบัน ในการแสวงแนวทางเพื่อ ออกจากความขัดแย้งนี้ เราจะต้องพิจารโาวิกฤติ ความชอบธรรมทางระเบียบการเมือง ระเบียบสังคม และ ระเบียบวัฒนธรรม ที่อยู่ภายใต้ความขัดแย้งดังกล่าว บทความฉบับนี้ จะนาเสนอความคิดที่ว่าระบบการบริหาร จัดการแบบรวมศูนยทกึ่งเผด็จการ ลาดับชั้นทางสังคมที่จัด ในแนวตั้ง และวัฒนธรรมทางการเมืองแบบรวมกลุ่มนั้นไม่ สามารถนามาใช้รับมือกับความขัดแย้งที่ต่อเนื่องและเป็น พหุลักษโทในเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อีกต่อไป หาก แต่ความขัดแย้งที่ลึกซึ้งของประเทศไทยจะแก้ไขได้ถ้ามี การปรับเปลี่ยนระเบียบแบบดั้งเดิมให้ตอบสนองต่อความ ต้องการของสังคมที่ได้มีการพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นมาอย่าง รวดเร็วได้เท่านั้น วิธีในการทาให้เกิดการปรับเปลี่ยนนั้นมีความสาคัญพอ ๆ กับโครงสร้างเชิงสถาบัน ที่จะเกิดจากการปรับเปลี่ยน ดังกล่าว สัญญาประชาคมฉบับใหม่ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถ มอบลงมาจากข้างบนได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมีการต่อรองใน กระบวนการที่ทุกคนมีส่วนร่วมและตั้งอยู่บนพื้นฐานของ กฎเกโฑท II วิกฤติทำงกำรเมือง: ประเทศไทยต้อง ล้มลุกคลุกคลำนกับลำดับชั้นทำงกำรเมือง และลำดับชั้นทำงสังคมของตน การพัฒนาการเมืองในราชอาโาจักรไทย ใช่จะเกิดจาก ผลการเลือกตั้งได้เพียงอย่างเดียว แต่การเลือกตั้งนั้นเป็น จุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่งในความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งทา ให้ประเทศอยู่ในภาวะชะงักงันมาหลายปี บทความนี้มิ อาจบรรยายความขัดแย้งทางการเมืองในเชิงลึก- หลาย ท่านที่หลักแหลมกว่าได้ทามาแล้วอย่างงดงามในโอกาส อื่น ๆ แต่เพื่อปูพื้นในการวิเคราะหทที่ผู้เขียนจะนาเสนอ แนวคิดต่อไป ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงประเด็นสาคัญบาง ประการเกี่ยวกับธรรมชาติและลักษโะของความขัดแย้ง นั้น สัญญำประชำคมดั้งเดิมเสื่อมลง การย้อนมองไปในอดีตพอสังเขป จะช่วยให้เราเข้าใจ สถานการโทในวันนี้วิกฤติการเงินเอเชีย ได้ทาลายความ หวังอันสูงส่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างความ แน่นแฟ้นทางประชาธิปไตยไปหลายประการ ผู้นาทาง ธุรกิจระดับชาติซึ่งพบปัญหาจวนเจียนล่มสลาย พบว่าตน ถูกตีกรอบโดยนโยบายปฏิรูปแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ผลักดัน โดยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ภายใต้การกากับของ ก อ ง ทุ น ก า ร เ งิ น ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ(International Monetary Fund-IMF) จากการประเมินสถานการโท ผู้นา ธุรกิจใหญ่ ๆ ต่างเห็นพ้องกันว่าการยึดครองอานาจรัฐเป็น ทางรอดเพียงทางเดียวของตน 1 ความขัดแย้งนี้มิใช่ ความขัดแย้งทางอุดมการโท ในทางตรงกันข้าม นอกจาก จะสร้างผลกระทบอื่น ๆ แล้วความขัดแย้งดังกล่าวกลับ เป็นการสืบสานนโยบายเสรีนิยมใหม่บางประการที่ต่อไป จะแบ่งแยกชนชั้นนาทางธุรกิจให้ห่างออกจากกันด้วยซ้า มีการรวมพันธมิตรของกลุ่ม“ทุนเก่าของไทย” เข้ากับ กลุ่ม“ทุนใหม่ของไทย” เพื่อให้รอดพ้นจากการทาลาย ของทุนนิยม โลกธุรกิจในประเทศต้องการรัฐบาลที่จะ สามารถปกป้องตนจากคู่แข่งต่างชาติที่มีอานาจเหนือกว่า ได้นานพอ ที่จะให้บริษัทในประเทศสามารถปรับ โครงสร้างและฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของตน ในตลาดโลก สังคมห้อมล้อมทักษิณอยู่ชั่วขณะ แต่ในท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและผลกระทบทางสังคม เชิงกว้างนั้น รัฐบาลที่เป็นคนรวยและทางานเพื่อคนรวย จะสามารถประสบความสาเร็จได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลนั้นให้ ความช่วยเหลือและคุ้มครองคนจนด้วยเท่านั้น ความ สนับสนุนอันแข็งแกร่งที่กลุ่มคนจนให้แก่เศรษฐีพันล้าน นามทักษิโจนถึงทุกวันนี้ เป็นผลมาจากนโยบายเพื่อ สังคมของเขา ที่ทาให้อดีตเจ้าพ่อการสื่อสารผู้นี้สามารถ ตั้งตนเป็นผู้อุปถัมภทรายใหม่สาหรับคนหมู่มากที่อยู่ชาย ขอบของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมรัฐบาล ชุดแรกของทักษิโยังได้พยายามสนองตอบต่อความ กังวลทางเศรษฐกิจสังคมของชนชั้นนาหัวอนุรักษทนิยม และชนชั้นกลางด้วย จึงเกิดนโยบายเศรษฐกิจแบบ “ทักษิโโมิกสท” ขึ้น โดยสูตรเศรษฐกิจดังกล่าวได้ทาให้ พั น ธ มิ ต ร นั ก ธุ ร กิ จ ที่ ร่ า ร ว ย แ ล ะ ท ร ง อิ ท ธิ พ ล ซึ่ ง น า โ ด ย เศรษฐีพันล้านทักษิโสามารถชนะการเลือกตั้งเสรีได้ทุก ครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมี ความพยายามเชิงเบ็ดเสร็จที่จะทาลายความน่าสนใจของ นโยบายนี้อย่างไรก็ตาม ควำมเป็นพันธมิตรอย่ำงกว้ำงขวำงถูกทำลำย ลงด้วยควำมขัดแย้งภำยใน ค ว า ม เ ป็ น พั น ธ มิ ต ร ที่ ก ว้ า ง ข ว า ง นี้ มี อ ยู่ ไ ด้ ไ ม่ น า น ความเห็นไม่ลงรอยกันครั้งแรกเกิดขึ้นจากเรื่องการแปรรูป กิจการของรัฐและนโยบายการค้า นโยบายเสรีนิยมใหม่ ของพรรคไทยรักไทยถูกต่อต้านอย่างรุนแรงโดยเอ็นจีโอ หัวก้าวหน้าและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ขโะที่ ทักษิโกับเหล่านักธุรกิจที่ร่ารวย และทรงอิทธิพลได้รับ ประโยชนทจากข้อตกลงการค้าเสรีในภาคธุรกิจที่มีการ แข่งขันสูง ผลประโยชนทของกลุ่ม“ทุนเก่า” กลับถูก คุกคามโดยการแข่งขันจากต่างประเทศ ชนชั้นกลางหัว อนุรักษทนิยมจึงเกลียดชังการที่เศรษฐีพันล้านผู้ขายอาโา จักรสื่อสารของตนไปโดยไม่เสียภาษีให้รัฐสักบาทเดียว จะนางบประมาโที่มาจากภาษีของตนไปแจกจ่าย ในมุม มองนี้เราอาจอธิบายชัยชนะในการเลือกตั้งของไทยรัก ไทยได้เพียงว่าเกิดจาก“ นโยบายประชานิยมที่หลอกคน ยากจนไร้การศึกษาผนวกกับการซื้อเสียงของนักการเมือง ในต่างจังหวัด 2 ความชิงชังคนจนในชนบทของคนเมือง เป็นแหล่งกาเนิดของ“ การเมืองใหม่” ซึ่งชนชั้นกลางหัว อนุรักษทนิยมหวังจะนามาเพื่อพักการใช้ประชาธิปไตยแบบ เลือกตั้ง ส่วนชนชั้นกลางหัวก้าวหน้ามีความกังวลเพิ่มขึ้น ว่าทักษิโจะขยายฐานอานาจออกไปยิ่งขึ้น แนวโน้ม ความเป็นเผด็จการที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลทักษิโสร้างความ ตระหนกแก่ประชาสังคมผู้เกรงกลัวว่ารัฐธรรมนูญที่ได้มา ด้วยความยากลาบากจะถูกกร่อนทาลายไป ฝูงชนจึงออก ประท้วงในท้องถนนเพื่อต่อต้านการเพิ่มความร่ารวยให้กับ ตนเองของทักษิโ ชนชั้นนาไม่ชอบใจพฤติกรรมโอ้อวดของทักษิโ แต่สิ่งที่ ทาให้ชนชั้นนาดั้งเดิมขับทักษิโซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นหนึ่ง ในสมาชิกกลุ่มออกจากกลุ่มของตนนั้นไม่ใช่ความไม่พอ ใจเรื่องมารยาท เพื่อคุมอานาจรัฐ ทักษิโได้สร้างฐาน ขึ้นมาใหม่ให้เกิดพันธมิตรระหว่างธุรกิจใหญ่ ๆ กับชนชั้น นาในประเทศ และกับคนจนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ เรา อาจมองว่าสูตรที่ให้มีการสร้างพันธมิตรดังกล่าวเป็นความ พยายามที่จะสร้างข้อตกลงใหม่ระหว่างกลุ่มอานาจหลัก เพื่อให้เกิดระเบียบ เกิดอานาจที่ชอบธรรม และเพื่อ แจกจ่ายทรัพยากร การจัดการแบบใหม่นี้เป็นสิ่งจาเป็น หลังจากที่สัญญาประชาคมแบบดั้งเดิมของไทยซึ่งไม่ได้ มีการเขียนไว้เป็นลายลักษโทอักษรและเป็นสิ่งที่ยึดโยง ประเทศเข้าด้วยกันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ(เช่นโดย การที่ฝ่ายทหารประกันความมั่นคงทางการเมือง รัฐบาล ดูแลเศรษฐกิจ ธุรกิจขนาดใหญ่สร้างความเติบโตและ ความมั่งคั่งที่ส่งผ่านลงมาตามเครือข่ายการอุปถัมภทไปยัง ผู้นาในท้องถิ่นและประชาชนโดยรวม) ได้ถูกทาให้หมด สภาพไปในวิกฤติการเงินเอเชีย และต่อมาถูกยกเลิกไป โดยรัฐบาลเสรีนิยมใหม่ของนาย ชวน หลีกภัย 3 แน่นอนว่า เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต รท แ บบ“ ทั ก ษิ โ โ มิ ก สท” เ ป็ น ก า ร ส ร้ า ง ความชอบธรรมให้อานาจโดยผ่านการเลือกตั้งแบบประชา ธิปไตยและใช้นโยบายทางสังคมทาให้เกิดการสนับสนุน จากสาธารโชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อชนชั้นนาในประเทศ ซึ่งสามารถควบคุมรัฐสภาได้อยู่หมัด และมีความสามารถ ระดมมวลชน- ให้ความสนับสนุนต่อรัฐบาล ก็จะได้รับ ผลตอบแทน คือการถูกนับรวมเข้าไปด้วยในกลุ่มที่จะได้ รับแจกจ่ายทรัพยากรของรัฐฯ แม้จะเป็นการต่อรองกัน ระหว่างกลุ่มย่อยต่าง ๆ ในกลุ่มชนชั้นนาเพื่อสนองผล ประโยชนทของตนและแม้ทักษิโจะมีสไตลทการบริหารแบบ กึ่งเผด็จการ แต่สูตรใหม่นี้ก็ยังเป็นสูตรการบริหารราชการ ที่ให้คนมีส่วนร่วมมากกว่าสัญญาประชาคมฉบับเก่า ภายใต้สูตรใหม่ ชนชั้นนาแบบดั้งเดิมจึงหมดความจาเป็น ในชั่วขโะหนึ่ง ดูเหมือนว่าการบริหารประเทศแบบ“ทักษิ โโมิกสท” นั้นทาให้สามารถยึดครองรัฐได้ โดยไม่ต้องมี การสนับสนุนจากชนชั้นนาแบบดั้งเดิม หรืออาจถึงขนาด ทาให้สามารถกระทาการต่อต้านผลประโยชนทของชนกลุ่ม นี้ก็ยั งไ ด้ ส าหรั บก ลุ่ม“ เ จ้า ขอ งป ระ เ ทศ” ดั้ง เ ดิ ม สภาพการโทนี้เปรียบได้กับการประกาศสงคราม ประเทศแบ่งแยกเป็นกลุ่มพลังผสมสีเหลืองและ สีแดง ในไม่ช้าความขัดแย้งก็ทวีความรุนแรงขึ้นทาให้เกิดการ ปะทะกันอย่างแรงในท้องถนนและมีการเผชิญหน้ากัน ทางการเมืองในศาล มีการรัฐประหารที่ร้อนแรงและเงียบ เชียบ และมีการบิดเบือนทางการเมือง เศรษฐกิจ และ จิตวิทยาอีกมากมายเกิดขึ้นในประเทศ ชนชั้นนาทั้งสอง กลุ่มต่างสามารถรวบรวมพลังผสมทางสังคมได้อย่าง กว้างขวางมาสนับสนุนแนวทางของตน กลุ่มพลังผสม“สีเหลือง” ซึ่งต่อต้านทักษิโประกอบด้วย ชนชั้นนาที่เอียงข้างเผด็จการซึ่งเป็นชนชั้นสูง ข้าราชการ และทหารบวกกับภาคประชาสังคม นักวิชาการ และ 3 สหภาพแรงงานที่ต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย วาทกรรม ของกลุ่มสีเหลืองเ น้นย้าว่าระเบียบทางการเมืองและ ระเบียบทางสังคม จะต้องเป็นสิ่งสะท้อนจากระเบียบ จริยธรรมในแนวตั้ง เช่นการที่สถานะทางสังคมของบุคคล จะถูกกาหนด(ล่วงหน้า) โดยคุโธรรมของบุคคลนั้นหรือ โดยผลกรรมจากชาติก่อน ระเบียบกฎเกโฑทแบบรัฐนิยม จึงถูกท้าทายโดยการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เพิ่มขึ้นและ การใช้“ ทางเบี่ยง” ในการเลือกตั้งที่หักเหออกจากลาดับ ชั้นทางสังคมแบบดั้งเดิม กลุ่มเสื้อเหลืองมีความไม่ พอใจยิ่งขึ้นต่อประชาธิปไตยแบบมีการเลือกตั้งด้วยความ กลัวว่าคนจน“ ไร้การศึกษา” จะขายเสียงของตนแล้วทา ให้ได้ผู้นาที่ทุจริตและขาดจริยธรร ม กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเห็นว่ากลไกที่ทาให้มีการ เลือกตั้งผู้นาที่ขาดจริยธรรมเป็นสิ่งที่สวนทางกับระเบียบ จริยธรรมแนวตั้ง และเรียกร้องให้มีการพักใช้กลไก ดังกล่าวเพื่อไปใช้กลไกที่ถูกคั ดเลือกโดยผู้นาทาง จริยธรรมสูงสุดแทน ส่วนพลังผสม“สีแดง” คือการรวม พันธมิตรกันระหว่างชนชั้นนาทางธุรกิจกับบางส่วนของ กองกาลังด้านความมั่นคง(เช่นตารวจ) และชนชั้นนาใน ท้องถิ่น กลุ่มผสมที่เป็นชนชั้นนานี้สร้างความชอบธรรม ให้กับตนเองด้วยการที่นาคนจนในเมืองและชนบทเข้ามา รวมไว้ในกลุ่มด้วย แต่เราต้องแยกแยะระหว่างวาทกรรม เ สื้ อ แ ด ง กั บ โ ค ร ง ก า ร ท า ง ก า ร เ มื อ ง แ บ บ ทั ก ษิ โ โ มิ ก สท วาทกรรมเสื้อแดงนั้นมีลักษโะที่ค่อนข้างจะเป็นพหุนิยม และก้าวหน้า โดยเรียกร้องให้มีกระบวนการทางการเมือง และระเบียบทางสังคมที่มีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ทักษิโ มิได้ต้องการเปลี่ยนระเบียบแนวตั้งแต่อย่างใดเลย เพียง แ ค่ น า ต น เ อ ง เ ข้ า ไ ป เ ป็ น ผู้ อุ ป ถั ม ภท อี ก ร า ย ห นึ่ ง เ ท่ า นั้ น กระนั้นก็ตามนโยบายแบบทักษิโโมิกสทก็ยังก่อผลทาง โครงสร้าง(ที่คงไม่เจตนาให้เกิด) คือการที่ประชาชน ส่วนใหญ่ที่อยู่ชายขอบได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสาคัญต่อเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศไทย ทั้งกลุ่มเหลืองและแดง ต่างตีตัวออกห่างจากผู้อุปถัมภท ทางการเมืองของตนมากขึ้น และประสบความสาเร็จใน การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทย ไม่ ว่าเราจะเรียกว่าเป็นการที่มวลชนเกิดความตระหนักในชน ชั้นของตนยิ่งขึ้น หรือเป็นการปลดปล่อยพลเมืองในวง กว้าง สิ่งที่เกิดขึ้นคือประชาชนส่วนใหญ่ที่ในอดีตเคยถูก ผลักให้ไปอยู่ชายขอบกลับมีอานาจทางการเมืองเพิ่มขึ้น 4 จนเราไม่สามารถมองข้ามชนกลุ่มนี้ต่อไปได้อีกแล้ว พูด อีกอย่างก็คือการสนับสนุนจากประชากรส่วนใหญ่หรือ อย่างน้อยการเห็นชอบที่แสดงออกด้วยการไม่ออกมาต่อ ต้านนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาเปล่า ๆ อีกต่อไป ถึงตอนนี้ แม้แต่รัฐบาลของชนชั้นนาที่ทางานเพื่อประโยชนทของชน ชั้นนาเองก็ยังต้องจ่ายค่าความชอบธรรมนี้ด้วยการคุ้ม ครองชนชั้นกลางและช่วยเหลือคนยากจน ประเมินสถำนกำรณ์: ดูเหมือนจะไม่มีทำงออก แม้จะต่อสู้อย่างดุเดือดมาแล้วถึงห้าปีก็ ยังไม่มีฝ่ายใดได้ ชัยชนะอย่างชัดเจน ผู้มีบทบาททั้งหมดกลับพบว่าตนเอง มีสถานะที่อ่อนแอลง โดยความขัดแย้งครั้งนี้ได้มาถึงทาง ตันแล้ว เมื่อไม่นานมานี้มีข้อบ่งชี้บางประการที่มีนัยว่าทั้ง สองฝ่ายเริ่มจะทบทวนสถานการโทของตนใหม่แล้ว ในสภาพที่ไม่มีทางออกนี้อย่างน้อยการเลือกตั้งก็อาจเป็น การเปิดโอกาสให้ฝ่ายชนชั้นนาที่แข่งขันกันให้กลับมาคืน ดีกันได้ การตกลงครั้งใหญ่(Grand Bargain) จะต้องทา ให้เกิดสถานการโทที่ให้ผู้มีบทบาทหลักทั้งหมดได้ประ โยชนท(win-win) หากมองข้ามผู้มีบทบาทบางรายไป ผู้มี บทบาทรายนั้นอาจทาให้ความขัดแย้งยืดยาวออกไปหรือ แม้แต่ทาให้ความขัดแย้งยกระดับขึ้นเพื่อเพิ่มอานาจการ ต่อรองของตน สังคมต่อสู้กันเรื่องลำดับชั้นทำงกำรเมืองและ ลำดับชั้นทำงสังคมใหม่ สภาพการโทนี้บ่งชี้ว่าวิกฤติที่ครอบคลุมประเทศไทยอยู่ มี รากฐานที่ลึกซึ้งกว่าเพียงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนา และพลพรรคเท่านั้น ในระดับโครงสร้างความขัดแย้งทาง การเมืองครั้งนี้เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสมดุลอานาจ ใหม่ระหว่างขั้วต่าง ๆ ในสังคม การฟาดฟันเพื่อให้ได้มา ซึ่งลาดับชั้นทางการเมืองและสังคมใหม่นี้เกิดขึ้นในขโะ ที่มีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธททางอานาจครั้งใหญ่ซึ่ง ถูกขับเคลื่อนโดยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยชน ชั้นนาทางเศรษฐกิจกลุ่มใหม่และชนชั้นกลางที่มีจานวน ม ากขึ้ น ต้อง พึ่ ง พิ ง การ อุ ปถั ม ภท จากช น ชั้น น ากลุ่ม ดั้ง เ ดิ ม น้อยลงมาก จนทาให้เกิดการสั่นคลอนต่อสถานะอานาจ ของกลุ่มหลัง ผู้มีบทบาทหลักจึงต้องสามารถสร้าง 4 สมดุลอานาจใหม่ขึ้นมาให้ได้เพื่อแก้ปัญหาการขัดแย้ง ทางการเมืองนี้ III วิกฤติกำรเปลี่ยนแปลง: ประเทศไทย ต้องกำรระเบียบทำงกำรเมือง สังคม และ วัฒนธรรมใหม่ ความขัดแย้งทางการเมือง เกี่ยวกับสมดุลอานาจใหม่นี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นที่ลึกซึ้ง กว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมได้ริดความชอบธรรม ของระเบียบทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของ ประเทศไทยไป โดยสร้างแรงกดดันมากเกินไปสาหรับ ระบบการบริหารประเทศ และด้วยการทาลายความคิด ค่านิยม วาทกรรม และอัตลักษโทที่เป็นรากฐานแห่ง อานาจนั้น ด้วยเหตุนี้การทาความตกลงกันเรื่องลาดับชั้น ทางการเมืองและสังคมใหม่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียง พอที่จะแก้ไขวิกฤติของประเทศไทยได้ พัฒนาการใน อ น า ค ต จ ะ ขึ้ น อ ยู่ กั บ ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ค ว า ม ช อ บ ธ ร ร ม ใ น ระเบียบทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของประเทศ เช่นเดียวกับประเทศที่มีระบบลูกผสมอื่น ๆ ประเทศไทยมี ภูมิทัศนททางสถานบันประชาธิปไตยที่ดี แต่ความเป็นจริง ทางการเมืองยังถูกกาหนดโดยโครงสร้างอานาจเดิมที่ แฝงอยู่เบื้องหลังฉากหน้าของสถาบันเหล่านี้เป็นส่วน ใหญ่ ขโะที่โครงสร้างแบบเดิมจะถูกกร่อนทาลายโดย การพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมมากขึ้นทุกที กลไกทาง ประชาธิปไตยก็ยังไม่มีอานาจมากพอที่จะสนองตอบต่อ ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของสังคมได้ ประเทศไทยต้อง ประสบภาวะที่อานาจดั้งเดิมถูกทาลายความชอบธรรมไป แล ะ ต้ อ ง ต่อ สู้ อ ย่ า ง ห นั ก ห น่ ว งใ น ก า ร เ จร จ า สั ญ ญ า ประชาคมฉบับใหม่ 1. วิ ก ฤ ติ ร ะ เ บี ย บ ท ำ ง ก ำ ร เ มื อ ง แ ล ะ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ: ค ว ำ ม ซั บ ซ้ อ น แ ล ะ ก ำ ร ปลดปล่อยทำให้เกิดควำมตึงเครียดต่อ ระบบมำกเกินไป ค ว ำ ม ซั บ ซ้ อ น ท ำ ใ ห้ ต้ อ ง มี ก ำ ร บ ริ ห ำ ร ที่ มี ประสิทธิผลยิ่งขึ้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพัฒนา เศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม ส่วนแบ่งมหาศาลของการส่งออก ในผลประกอบการโททางเศรษฐกิจ(ร้อยละ 72 ของผลิต ภัโฑทมวลรวมในประเทศใน พ.ศ. 2552) แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีส่วนร่วมในส่วนแบ่งแรงงานของโลกอย่าง มากเพียงไร การพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยขึ้นได้ทาให้ กระบวนการเศรษฐกิจต่าง ๆ ทวีความซับซ้อนขึ้น ทาให้ เกิดความพึ่งพิงระหว่างกันและกัน การที่ต่างกลุ่มมี ผลประโยชนทสวนทางกัน กับความขัดแย้งเรื่องสิ่งที่มี ล า ดั บ ค ว า ม ส า คั ญ แ ล ะ ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง เ รื่ อ ง ท รั พ ย า ก ร นับเป็นเรื่องปกติทั่วไป ควำมขัดแย้งถำวรต้องมีกลไกกำรไกล่เกลี่ย ความเจริญทางเศรษฐกิจได้ทาให้ชีวิตการทางานของคน นับล้านเปลี่ยนไป เกิดความหลากหลายขึ้นในการเป็น บทบาทต้นแบบ วิถีชีวิต และอัตลักษโทไม่เฉพาะใน กรุงเทพมหานครแต่ในเมืองศูนยทกลางการท่องเที่ยวและ ตามเขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วย เราไม่สามารถกล่าวถึง สังคมไทยอย่างครอบคลุมโดยใช้ฉลากแบบดั้งเดิมเช่น “อมาตยท”(ชนชั้นสูง) และ“ไพร่”(ชนชั้นต่าลงมา) ได้อีก ต่อไป ที่จริงแล้วสังคมได้แตกตัวออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ วัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ และกลุ่มทางชาติ พันธุทและศาสนาต่าง ๆ มากมาย สภาพการดาเนินชีวิตที่ หลากหลายดังกล่าวจึงส่งเสริมให้เกิดผลประโยชนทและ ค่านิยมที่หลากหลายและบางครั้งขัดแย้งกัน รัฐบาลรวม ศูนยทมีความสามารถน้อยลงทุกทีที่จะบริหารจัดการความ ซับซ้อนที่มีมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ประชาชนเริ่มไม่ ย อ ม รั บ วิ ธี ก า ร แ บ บ เ ดิ ม ใ น ก า ร จั ด ก า ร กั บ ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง (เช่นการปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง หรือการ ต่อรองเพื่อให้เกิดการรอมชอมในวงอานาจที่ไม่โปร่งใส) โดยสรุป ระบบการบริหารราชการที่เป็นแนวตั้งกึ่งเผด็จ การ 5 นั้นขาดกลไกที่เหมาะสมในการไกล่เกลี่ยความขัด แย้งถาวรที่มักเ กิดขึ้นในสังคมพหุลักษโท และขาด ความสามารถที่จะต่อรองให้เกิดการแก้ปัญหาอันเป็นที่ ยอมรับอย่างกว้างขวางระหว่างผู้มีบทบาทต่าง ๆ ได้อย่าง มีประสิทธิผล 6 มีควำมคำดหวังเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกำรทำหน้ำที่ ของรัฐ ในแง่หนึ่ง ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทายระเบียบ การอุปถัมภทในยุคก่อน เมื่อทรัพยากรมีน้อยจึงต้องมีการ แ จ ก จ่ า ย กั น เ ฉ พ า ะ ใ น ก ลุ่ ม ผ ส ม ก ลุ่ ม เ ล็ ก ๆ ที่ เ ป็ น ผู้ปกครอง ทาให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับส่วนแบ่งใน ทรัพยากรนั้น ในเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองอาจมีการท้าทาย ระบบอุปถัมภทได้สองทางด้วยกันคือด้วยการที่ชนชั้นนา ทางธุรกิจก็ลุกขึ้นมาเป็นผู้ให้ความอุปถัมภทเช่นเดียวกัน กับด้วยการที่รัฐเป็นผู้กระจายทรัพยากร เราอาจอธิบาย การที่คนจนให้ความสนับสนุนกลุ่มผสมเสื้อแดงอย่าง เหนียวแน่นได้ในทั้งสองบริบท คือทักษิโได้นาเสนอ ตนเ องเ ป็นผู้อุปถั มภทร ายให ม่ได้อ ย่างแยบยล แล ะ โครงการ“ช่วยประชาชนเพื่อให้ประชาชนสามารถช่วย ตนเอง” ของรัฐบาลทักษิโก็ได้เน้นย้าว่ารัฐไทยมุ่งเน้นที่ จะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ชาย ขอบอย่างจริงจัง ซึ่งนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกว่า ในความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐคือคาดหวังว่ารัฐ ต้องสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนมากขึ้น และต้องสร้างโอกาสในชีวิตให้ทุกคน แต่การโทกลับ กลายเป็นว่าในขโะที่ชนชั้นนาและชนชั้นกลางบางส่วนมี ความรุ่งเรืองยิ่งขึ้น กระบวนทัศนทการพัฒนารัฐไทยกลับ ไม่สามารถทาให้เกิดสภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้สาหรับประชากร ส่วนใหญ่ จึงนับได้ว่าเศรษฐกิจการเมืองยุคก่อนสมัยใหม่ ดาเนินไปโดยสวนทางกับความชอบธรรมของผลผลิต จากระเบียบทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้น กำรแยกตัวออกจำกระบบเดิมของพลเมืองทำ ให้เกิดควำมคำดหวังมำกขึ้นจำกกระบวนกำร ทำงกำรเมือง ความคาดหวังใหม่ ๆ เกี่ยวกับการทางานของรัฐนี้เป็นส่วน หนึ่งของความเปลี่ยนแปลงด้านความคาดหวังในวงกว้าง ต่อกระบวนการทางการเมืองโดยรวม เหนือสิ่งอื่นใดการ เ ป ลี่ ย น แ ป ลง นี้ ไ ด้ ก า ห น ด นิ ย า ม ใ ห ม่ ขึ้ น ส า ห รั บ บ ท บ า ท ทางการเมืองของประชาชน แต่โดยแท้จริงแล้วการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลต่อกร ะบวนการทาง การเมืองทั้งหมด ถ้อยคาในการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดงที่ว่า “ภูมิใจที่เป็น ไพร่”(Proud to be Prai ) อาจเป็นวิธีอันชาญฉลาดใน การระดมประชาชนที่รู้สึกว่าตนถูกลิดรอนศักดิ์ศรี และ “ภูมิใจที่เป็นไพร่” ยังชี้ให้เห็นถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้น ว่ากลุ่มผู้ถูกปกครองที่อยู่ชายขอบนั้นเป็นชนชั้นทางการ เมืองชนชั้นหนึ่ง เป็นสัญลักษโทแห่งการปลดปล่อยของ พลเมืองที่มีสิทธิเท่าเทียมกับกลุ่มอื่น ๆ ความโกรธแค้น ของ“กลุ่มเสื้อแดง” ในเรื่อง“สองมาตรฐาน” จึงพุ่งไปที่ การที่ตุลาการและราชการมักมีการปฏิบัติต่างกันสาหรับ บุคคลที่ต่างชนชั้นกัน ด้วยการเรียกร้องว่าการเลือกตั้ง เ ป็ น วิ ธี เ ดี ย ว ที่ จ ะ ส ร้ า ง ค ว า ม ช อ บ ธ ร ร ม ใ ห้ อ า น า จ ไ ด้ ผู้ ปร ะท้ ว งเ สื้ อแ ด งจึ งส นั บส นุ นห ลั กก าร พื้ นฐ า นข อ ง ประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งที่ว่า“หนึ่งคน หนึ่งเสียง” 7 แต่ชนชั้นนาดั้งเดิมกลับมองว่าสิ่งนี้เป็นภัยต่อสถานะการมี อภิสิทธิ์ของตนจึงต่อต้านเพื่อคงไว้ซึ่งลาดับชั้นทางสังคม แบบเดิม ทางอีกด้านหนึ่ง ความโกรธแค้นของ“กลุ่มเสื้อเหลือง” ต่อการทุจริตที่แพร่กระจายในกลุ่มชนชั้นนา – แม้ชนกลุ่ม นี้จะสนับสนุนค่านิยมแบบดั้งเดิมทั้งมวลก็ตาม – แสดงให้ เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางบรรทัดฐานที่ลึกซึ้งขึ้นว่า กลุ่มคนจนจะไม่ยอมปล่อยให้“ทรัพยทของแผ่นดิน” ตก อยู่ในมือของผู้มีอานาจอีกต่อไป แม้การยืนยันเรียกร้อง ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายของ“กลุ่มเสื้อเหลือง” จะมี ขึ้นเพื่อควบคุมฝ่ายตรงข้ามที่เป็น“กลุ่มเสื้อแดง” ใน ระเบียบแบบดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็น ความกังวลที่ยิ่งกว่าของกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองต่ อ “การเมืองแบบธนาธิปไตย”(money politics) เราอาจ โยงรากฐานของ“การเมืองใหม่”(New Politics) กลับไป หาความไม่พอใจของภาคประชาสังคมที่มีต่อการที่ชนชั้น การเมืองไม่มีความสามารถหรือไม่ยอมที่จะปฏิรูปได้ 8 แม้ ความคิดที่จะขจัดการทุจริตหรือการเห็นแก่พวกพ้องออก ไปจากระบบการเมืองโดยการพักใช้ประชาธิปไตยด้วย การเลือกตั้งเองก็เป็นการกระทาที่ผิดพลาด แต่การทา เช่นนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเหล่าพลเมืองคาดหวังเหนือสิ่งอื่น ใดให้รัฐมีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยผู้แทน ซึ่งเคารพเส้นแบ่งระหว่างประโยชนทสาธารโะกับประ โยชนทส่วนตน ประชาสังคม นักวิชาการ และสื่อทางเลือกได้ออกมา ต่อต้านการกดขี่โดยการติดตามกระบวนการทางการเมือง อย่างใกล้ชิดและการใช้พลังควบคุมของสังคมในระดับ พื้นฐาน การที่พลเมืองมีความตระหนักยิ่งขึ้นว่าตนเป็นผู้ มีบทบาททางการเมืองทาให้เกิดการเรียกร้องให้ได้มีส่วน ร่วมมากขึ้นในการหารือและตัดสินใจ เหล่าพลเมืองเริ่มมี ค ว า ม มั่ น ใ จ ม า ก ขึ้ น แ ล ะ เ รี ย ก ร้ อ ง ที่ จ ะ น า เ ส น อ มุ ม ม อ ง ผลประโยชนท และค่านิยมของตน การตัดสินใจแบบที่ชน ชั้นนามอบจากข้างบนลงมาสู่เบื้องล่างได้รับการต่อต้าน มากยิ่งขึ้นทุกทีจนถึงขนาดที่จะทาให้ระเบียบในแนวตั้งจะ ถูกกร่อนทาลายลงและมีความจาเป็นที่จะต้องจัดตั้งกลไก การหารือในแนวนอนขึ้น แต่ประเทศไทยยังต้องสร้าง วัฒนธรรมการหารือภายใต้กฎระเบียบอันเป็นที่ยอมรับ ของทุกฝ่ายขึ้นมาเพื่อเสริมกระบวนการนี้ด้วย วิธีการดั้งเดิมในการสร้างความชอบธรรมให้กับอานาจและ การตัดสินใจเฉพาะกลุ่มในห้องที่ปิดประตูเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ 8 สิ่งที่ประชาชนคาดหวังอีกต่อไป ประชาชนไม่ทนต่อ ปัญหาเรื้อรังของกระบวนการทางการเมืองอีกต่อไป การ ปลดปล่อยตนเองเพื่อความเสมอภาคของพลเมืองเป็น การท้าทายต่ออานาจแนวตั้ง ความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริงทาให้เกิดวิกฤติ ความชอบธรรมในระเบียบทางการเมืองสังคม 2. วิ ก ฤ ติ ใ น ร ะ เ บี ย บ ท ำ ง สั ง ค ม แ ล ะ วัฒนธรรม: ควำมคิดใหม่ ๆ และพหุ ลั ก ษ ณ์ ส ว น ท ำ ง กั บ ร ำ ก ฐ ำ น ท ำ ง กฎระเบียบ คว ำ ม คิ ดใ หม่ ท้ ำ ท ำ ยค ว ำ ม คิ ดดั้ งเ ดิม- แล ะ ท้ ำ ทำยควำมคิดใหม่ด้วยกันเอง ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในค่านิยม ความคิดและ อัตลักษโทที่มากกว่าในสังคมไทยคือความคาดหวังใหม่ ๆ เกี่ยวกับบทบาทของรัฐและคุโภาพของกระบวนการทาง การเมือง สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้ทาให้ความ ต้องการและเป้าหมายของประชาชนเปลี่ยนไป อีกทั้งได้ ทาให้มุมมองและทัศนะของประชาชนเปลี่ยนไปเช่นกัน การที่เศรษฐกิจไทยเข้าร่วมในส่วนแบ่งแรงงานโลกยิ่งขึ้น และการที่ชนชั้นนาและชนชั้นกลางมีวิถีชีวิตแบบเป็น สากลมากขึ้นทาให้เกิดการแพร่กระจายของความคิดใหม่ ๆ จานวนชาวต่างชาติจากทั่วโลกที่มาอาศัยอยู่ในประเทศ ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทาให้ชนชั้นกลางได้รับอิทธิพล และความคิดจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ หลากหลายกลุ่มเยาวชนได้รับอิทธิพลทั้งจากทางตะวัน ตกและจากเอเชียตะวันออกพร้อม ๆ ไปกับที่มีการแพร่ กระจายมุมมอง ค่านิยม และวาทกรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ ความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธทระหว่างพลเมืองกับ รัฐ การสร้างความชอบธรรมให้อานาจ และรูปแบบการ บริหารประเทศที่เหมาะสมจึงได้รับการเผยแพร่ไปด้วย ความคาดหวังว่าสังคมพหุนิยมควรรับมือกับความขัดแย้ง และหาทางออกอย่างไรก็กาลังเปลี่ยนไป มีการตั้งคาถาม กับการใช้ค่านิยมดั้งเดิมของไทยเช่นความสามัคคีหรือ ความสงบเมื่อค่านิยมเหล่านั้นไปขัดขวางเสรีภาพในการ แสดงออกและรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยในการร่วม หารือและตัดสินใจ 9 พลเมืองผู้ปลดปล่อยได้ตั้งคาถาม กับความชอบธรรมแบบดั้งเดิมและเรียกร้องในอธิปไตย ของประชาชน เป็นธรรมดาว่าสภาพเช่นนี้จะทาให้เกิด ความตึงเครียดระหว่างความคิดเกี่ยวกับอธิปไตยสองแบบ ซึ่งจะสามารถแก้ไขได้ด้วยความรอมชอมกันภายใต้ประ ช า ธิ ป ไ ต ย แ บ บ มี พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ยท เ ป็ น ป ร ะ มุ ข เ ท่ า นั้ น ความคิดและบรรทัดฐานใหม่ ๆ ดังกล่าวจึงท้าทายต่อ รากฐานทางกฎเกโฑทของระเบียบดั้งเดิม ควำมคิดที่สวนทำงกันเป็นตัวบ่มเพำะศักยภำพ ควำมขัดแย้ง แต่ความคาดหวังและความคิดใหม่เหล่านี้ก็ไม่ได้หลอม รวมกันเป็นกระบวนทัศนทใหม่อันเป็นที่ยอมรับแต่อย่างใด แท้จริงแล้วการแพร่ขยายของความคิดใหม่ มุมมองใหม่ เกี่ยวกับโลก และวาทกรรมใหม่ ๆ เป็นสิ่งบ่มเพาะให้เกิด กลุ่มค่านิยม ความเคลื่อนไหวทางสังคม และโครงการ ทางการเมืองต่าง ๆ ขึ้น คาอธิบายมูลเหตุที่แท้จริงของ วิกฤติจาก“กลุ่มเสื้อแดง” และ”กลุ่มเสื้อเหลือง” ที่อยู่ ตรงข้ามกันและคาอธิบายวิธีการที่ดูน่าจะได้ผลที่สุดใน การแก้ปัญหาก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงภาพที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับ “ระเบียบที่ดี”(Good Order) และ“ความชอบธรรมใน การบริหารประเทศ”(Legitimacy of Governance) เสีย เอง วิสัยทัศนทของกลุ่มเสื้อเหลืองที่เห็นสังคมถูกยึดโยง รวมกันเป็นหนึ่งด้วยค่านิยมแบบเดิมนั้น กลับถูกท้าทาย โดยโครงการของ“กลุ่มเสื้อแดง” ผู้ปลดปล่อยและยึดถือ พหุนิยมด้านอัตลักษโท ความคิดเห็น และค่านิยม ดังนั้น กลุ่มหัวรุนแรงในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึง ปฎิเสธประชาธิปไตยแบบรัฐสภาและเรียกร้องให้สถาบั น ซึ่งเป็นศูนยทรวมจิตใจที่สูงสุดของประเทศคือพระมหา กษัตริยทเป็นผู้แต่งตั้งผู้นาที่มีคุโธรรม แต่ในทางกลับกัน กลุ่มเสื้อแดงกลับยอมรับว่า ความขัดแย้งถาวรระหว่าง ผลประโยชนทและค่านิยมที่ต่างกันเป็นสิ่งปกติและมุ่งเสริม สร้างกลไกที่สามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งดังกล่าวและ เอื้ออานวยการหารือกับการตัดสินใจแบบประชาธิปไตย ได้ความตึงเครียดระหว่างค่านิยมและวิสัยทัศนทดังกล่าวจึง เป็นสิ่งบ่มเพาะศักยภาพที่จะเกิดความขัดแย้งอย่างยิ่ง ศักยภาพดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการดึงสัญลักษโทของ ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพ ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต และผู้ที่เป็นแบบอย่างพฤติกรรมไป อย่างรวดเร็วมักทาให้เกิดวิกฤติอัตลักษโท ท่ามกลาง ความสับสนนี้ประเทศจาเป็นต้องมีสัญลักษโทของชาติ และประเพโี เพื่อให้ประชาชนยึดเหนี่ยว จึงไม่ใช่เรื่อง บังเอิญที่วิกฤติการเปลี่ยนแปลงมักมาตกผลึกอยู่รอบ ๆ ประเด็นสัญลักษโทเพราะเป็นการทาให้ประชาชนสามารถ เข้าใจ(ทางอารมโท) ความขัดแย้งนานาของกระบวนการ ที่มีความซับซ้อนยิ่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถ มองเห็นได้ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่มีการต่อสู้กัน อย่างมีอารมโทร่วม และด้วยอารมโทรุนแรงในประเด็น สัญลักษโทต่างๆเช่นบทบาทของราชวงศทหรือความหมาย ของชาติความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งขั้วครอบครัว และเพื่อนฝูงนั้นเป็นมากกว่าการต่อสู้เพื่ออานาจของชน ชั้นนาที่แข่งขันกัน แต่ชวนให้นึกถึงความขัดแย้งทาง วัฒนธรรมมากกว่า วัฒนธรรมทำงกำรเมืองไม่สำมำรถยอมรับพหุ ลักษณ์ได้ สิ่งที่ท้าทายระเบียบดั้งเดิมไม่ได้มีเพียงความตึงเครียด ระหว่างความคิด ค่านิยม และอัตลักษโทที่สวนทางกัน เท่านั้น ที่จริงแล้วความเป็นพหุลักษโทเองก็สร้างความ ท้าทายต่อระเบียบแบบรวมกลุ่มด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเคยรวมเป็นหนึ่ง หรือมีความเหมือนกันถึงขั้นที่จะเป็นนัยของการ สามัคคี ในพื้นที่รอบนอกชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุท ศาสนา และ วัฒนธรรมได้ต่อต้านอัตลักษโทที่บังคับให้ตนเป็น“ไทย พุทธ” มาตลอด การล่าอาโานิคมที่แข็งกร้าวไร้ความ เ ป็ น ธ ร ร ม ภ า ย ใ น ร า ช อ า โ า จั ก ร 10 ไ ด้ ท า ใ ห้ เ กิ ด ส ง ค ร า ม กลางเมืองที่ยืดเยื้อในจังหวัดภาคใต้ ที่ประชากรเป็น มลายู- มุสลิมและทาให้คนเสียชีวิตนับพัน ปัจจุบันความ ไม่พอใจที่คนภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือมีต่อ กรุงเทพฯ ถูกสะท้อนออกมาในการเคลื่อนไหวของกลุ่ม เสื้อแดง แม้แต่ในภาคกลางวิถีชีวิตที่หลากหลายก็ได้ทา ให้เกิดกลุ่มอัตลักษโทและค่านิยมต่าง ๆ มากมาย ในเขต มหานครของกรุงเทพฯ มีวัฒนธรรมย่อยอยู่หลากหลาย ความสัมพันธทระหว่างมิติหญิงชายเริ่มเปลี่ยนแปลง และมี การยอมรับอัตลักษโททางเพศที่หลากหลายยิ่งขึ้นอย่าง เปิดเผย กระแสบริโภคนิยมและจริยธรรมของทุนนิยม โลกาภิวัฒนทต่างสวนทางกับการนาประเพโีและวิถีชีวิต แนวพุทธกลับมาใช้อย่างกว้างขวาง การรับมือกับพหุลักษโทดังกล่าวเป็นสิ่งท้าทายสาหรับ วัฒนธรรมการเมืองไทย ความคิดเรื่องสังคมที่เรากาหนด ได้เอง ซึ่งเป็นสังคมที่สามารถต่อรองหาทางออกจาก ความขัดแย้งถาวรทางผลประโยชนทได้นั้น เป็นสิ่งที่สวน ทางกับวิธีการตัดสินใจดั้งเดิมแบบบนลงล่างของสังคม ไทย การเห็นต่าง การโต้แย้ง จนกระทั่งการมีความ ขัดแย้งกันอย่างเปิดเผยเป็นสิ่งที่น่าชังสาหรับอุดมคติของ ความสมัครสมานกลมเกลียว และมักถูกนามาเชื่อมโยง กับภาวะเสื่อมทรามของสังคม ในทางเดียวกัน ความขัดแย้งทางการเมืองดูเหมือนจะทาให้เกิดความรู้สึก ว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา แม้ในกลุ่มผู้ที่เป็นนักคิดใน ระดับชั้นยอดก็ยังมีความรู้สึกเช่นนี้ สิ่งที่ต่างกันอย่าง สิ้นเชิง กับปรากฏการโทที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ นี้คือการที่ฝ่าย พัน ธมิ ตรประชาชน เพื่ อปร ะชาธิปไตยออกมาปฏิ เ สธ พ หุ นิยมอย่างเปิดเผย ในมุมมองของผู้สนับสนุนกลุ่มเสื้อ เหลืองสิ่งที่เปลี่ยนไปมิใช่สังคม หากแต่เป็นชนชั้นนาทาง การเมืองที่ไม่สามารถทาหน้าที่ทางศีลธรรมของตนได้ ดังนั้นคาตอบของ“กลุ่มเสื้อเหลือง” คือการทาให้เกิด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งโดยการฟื้นฟูค่านิยม ดั้งเดิมแต่การปฏิเสธอัตลักษโทใหม่และค่านิยมที่แตกต่าง อย่า งสุด โต่ งเ ช่ นนี้ ได้ ทาใ ห้เ กิดค วาม ขัด แย้ง ทา ง วัฒนธรรมที่ขยายวงออกไปมากกว่าความขัดแย้งทาง การเมืองเสียแล้ว ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมชี้ให้เห็นถึงวิกฤติฝังลึกของ วัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมการเมืองของไทยซึ่ง ผดุงอุดมคติเรื่องความสมัครสมานกลมเกลียวนั้น โดยแท้ จริงแล้วไม่สามารถยอมรับการมีค่านิยมวิถีชีวิต อัตลักษโท กับเรื่องราวที่เป็นลักษโะร่วมของสังคมสมัยใหม่ที่หลาก หลายและไม่สามารถย้อนคืนไปสู่สภาพเก่าได้ ระเบียบ ทาง การเ มืองจึงไม่สาม าร ถพั ฒน ากลไกที่เห มาะสมม า รับมือกับพหุลักษโท ในความพยายามที่จะส่งเสริมความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บางครั้งทางการก็ทาเกินไปจน กลายเป็นการบังคับให้ทุกคนเหมือนกันหมดหรือบังคับให้ ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกัน แม้คนไทยหลายคนจะ ยังยึดถืออุดมคติเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและ ความสมัครสมาน แต่ก็ไม่ไว้ใจรัฐที่ดูเหมือนจะปฏิเสธอัต ลักษโทของตน ไม่คานึงถึงวิถีชีวิตของตน หรือไม่ยอมรับ ค่านิยมของตนหากพหุลักษโทคือข้อแม้ที่สาคัญของการมี สังคมหลังสมัยใหม่(post-modern society) ระเบียบ การเมืองและวัฒนธรรมซึ่งผดุงการปฏิบัติที่เหมือนกันและ การแสดงความคิดที่เหมือนกันก็จะหมดความชอบธรรม ไป 3. สรุป โดยสรุป เราอาจเข้าใจความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ได้ด้วยการยอมรับว่ามีวิกฤติระเบียบการเมือง สังคม และ วัฒนธรรมอยู่เบื้องหลัง วิกฤติดังกล่าวไม่ได้เกิดจาก เพียงความล้มเหลวของบุคคลหรือสถาบัน แต่เกิดเพราะ ระบบการบริหารราชการที่รวมศูนยทและกึ่งเผด็จการ ลาดับ ชั้นทางสังคมที่จัดในแนวตั้ง และวัฒนธรรมทางการเมือง ที่รวมกลุ่มไม่สามารถรับมือกับความซับซ้อน พหุลักษโท แ ล ะ ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ สั ง ค ม ไ ท ย ไ ด้ อี ก ต่อไป ในเวลาเดียวกันเหล่าพลเมืองที่ได้ปลดปล่อย ต น เ อง จ ากร ะบ บเ ดิ ม ก็ เ รี ย กร้ อ ง ใ ห้ มี รั ฐที่สน อ ง ต อบต่ อ ความต้องการของประชาชนยิ่งขึ้น มีผู้นาทางการเมืองที่มี ประสิทธิภาพกว่าเดิม และให้ตนมีส่วนร่วมยิ่งขึ้นในเรื่องที่ เกี่ยวกับส่วนรวม การแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ต้องใช้มากกว่าการตกลงครั้งใหญ่ ระหว่างชนชั้นนาฝ่าย ตรงข้ามกัน วิกฤตินี้จะผ่านพ้นไปได้หากสามารถปรับ ระเบียบทางการเมืองสังคม และวัฒนธรรมให้สนองตอบ ต่อความต้องการของสังคมไทย ซึ่งกาลังมีการเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น IV จะจัดให้มีกำรเจรจำสัญญำประชำคม ใหม่อย่ำงไร สังคมยุคใหม่ส่วนมากต้องผ่านวิกฤติการเปลี่ยนแปลง ลั ก ษ โ ะ ค ล้ า ย กั น นี้ ก่ อ น ที่ จ ะ พั ฒ น า ขึ้ น ม า เ ป็ น สั ง ค ม ประชาธิปไตยที่รุ่งเรือง 11 เช่นเดียวกันวิกฤติในประเทศ ไทย จะสามารถแก้ไขได้ ก็ด้วยการปรับเปลี่ยนระเบียบ ดั้ ง เ ดิ ม ใ ห้ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ส ภ า พ ก ร อ บ ท า ง ก า ร เ มื อ ง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ภายในวิกฤติ ครั้งนี้ยังมีวิกฤติย่อยทางการเมืองที่จะแก้ไขได้ด้วยการ ปรับสมดุลในลาดับชั้นทางสังคมและการเมือง แนวทำงต่ำง ๆ ในกำรรับมือกับวิกฤติของ ประเทศไทย ไม่ใช่ผู้มีบทบาททุกคนที่จะเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความ จาเป็นที่จะต้องกาหนดการเปลี่ยนแปลงโดยปรับเปลี่ยน ให้เข้ากับสภาพใหม่ ๆ ฝ่ายชนชั้นนาผู้ปกครองดั้งเดิม และผู้สนับสนุนที่เป็นกลุ่มเสื้อเหลืองยังคงต่อสู้เพื่อผดุง ไว้ซึ่งระเบียบในแนวตั้ง คนกลุ่มนี้มองว่าวิกฤติที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการเผชิญหน้ากันทางการเมืองของผู้มีบทบาท ซึ่งเป็นกลุ่มผสมที่แข่งขันกัน ดังนั้นแต่ละกลุ่มจึงมี พันธมิตรที่กว้างขวางซึ่งคอยต่อสู้เพื่อขจัดความท้าทาย ด้วยวิธีการทุกอย่างที่จาเป็น บางกลุ่มอาจมุ่งกาหนดการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เห็นด้วย กับวิธีการที่จะทาได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด กลุ่มที่ เรียกว่า" วิศวกรสถำบัน"(Institutional Engineers) พยายามคลี่คลายวิกฤติด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ( ซึ่งจะเป็นฉบับที 20 นับแต่สิ้นสุดการปกครองระบอบสม บูรโาญาสิทธิราช) และด้วยการปฏิรูปโครงสร้างเชิง ส ถ า บั น จึ ง เ กิ ด ค โ ะ ก ร ร ม า ธิ ก า ร ค โ ะ ก ร ร ม ก า ร คโะอนุกรรมการ และการริเริ่มต่าง ๆ ขึ้นมากมายเพื่อ ค้นหากฎหมายการเลือกตั้งที่ดีที่สุด กฎหมายพรรค การเมืองที่ดีที่สุด ฯลฯ ในบริบทประเทศไทย แนวทาง แบบนักวิชาการและบางครั้งเป็นมุมมองของชนชั้นนา เ ช่ น นี้ จึ ง ม อ ง ข้ า ม ค ว า ม จ ริ ง พื้ น ฐ า น ที่ ว่ า ร ะ เ บี ย บ ท า ง กฎหมายจะได้มาก็ด้วยการต่อสู้ทางอานาจเสมอ พูดง่าย ๆ คือเราไม่สามารถออกกฎหมายมาบอกให้มีประชาธิป ไตยที่แท้จริงได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ต้อง ต่อสู้ด้วยความยากลาบากจึงจะได้มา กลุ่มที่สามคือกลุ่ม" ผู้ยึดถือเหตุผลตำมกฎเกณฑ์" (Normative Rationalists) เป็นกลุ่มที่ต้องการให้มีการ เจรจาและปรองดอง มีนักเคลื่อนไหวที่เป็นสมาชิกประชา สังคม รัฐบุรุษอาวุโส นักวิชาการ และนักสื่อสารมวลชนที่ ต่อสู้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยภายใต้สภาวการโทที่อันตราย ยิ่งเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่คนเหล่านี้มักถูกกีดกันในความ ยุ่งเหยิงของความขัดแย้งทางการเมือง ในระดับท้องถิ่น ความพยายามปรองดองได้ผลที่น่ายินดีแต่ตราบใดที่ผู้นา ทั้งสองฝ่ายยังคิดว่าท้ายที่สุดตนจะสามารถชนะฝ่ายตรง ข้ามได้ความสาเร็จดังกล่าวก็จะไม่นาไปสู่ผลใด กลุ่ม" ผู้ ยึดถือเหตุผลตามกฎเกโฑท" มีความคล้ายกับกลุ่ม “ วิศวกรสถาบัน”. ตรงที่มีความเชื่อในความเป็นสากลของ สิทธิมนุษยชนและเชื่อว่าฝ่ายที่มีความขัดแย้งทุกฝ่ายจะมี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ ช้ เ ห ตุ ผ ล ชี้ น า ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง ต น ไ ด้ จ น บางครั้งกลุ่มนี้จะมองข้ามโครงสร้างอานาจในระเบียบ แนวตั้งและผลประโยชนทในระเบียบนั้นของผู้มีบทบาท น อ ก จ า ก นี้ ก า ร แ ต ก ก ลุ่ ม ย่ อ ย แ ล ะ ก า ร แ บ่ ง ขั้ ว มั ก ท า ใ ห้ ค ว า ม มี ศั ก ย ภ า พ ใ น ก า ร จั ด ก า ร แ ล ะ ข้ อ ไ ด้ เ ป รี ย บ ท า ง การเมืองของประชาสังคมอ่อนแอลง ประเทศไทยต้องต่อรองสัญญำประชำคมอีก ครั้ง อย่างไรก็ตาม วิกฤติความเปลี่ยนแปลงนี้จะแก้ไขได้หาก มีการปรับระเบียบที่กินวงกว้างกว่าแค่การปฏิรูปโครงสร้าง เชิงสถาบัน และหากการปรับนั้นรวมถึงการปรับระเบียบ ทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย ระเบียบใหม่จะต้องไม่เป็น ระเบียบที่กาหนดขึ้นโดยฝ่ายหนึ่งที่เป็นชนชั้นนากลุ่มเล็ก ๆ ฝ่ายเดียว และจะต้องไม่เป็นระเบียบที่บังคับให้ชนชั้น นายอมรับเพราะจะทาให้เกิดการต่อต้าน(อย่างรุนแรง) ได้ ตราบใดที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักรู้สึกว่าตนไม่ได้มี ส่ ว น ร่ ว ม ด้ ว ย ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ท า ง ก า ร เ มื อ ง ก็ จ ะ ท วี ค ว า ม รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ต้องมีคือกระบวนการหารือทาง สังคมในวงกว้างที่จะทาให้สังคมสามารถกาหนดหลักการ พื้นฐานซึ่งจะเป็นตัวจัดการวิธีการอยู่ร่วมกันของประชาชน ต่อไป ผู้มีบทบาทหลักต้องทาความตกลงกันเรื่องการ แบ่งหน้าที่กันทาในการกาหนดระเบียบใหม่ขึ้นมา เรื่อง การสร้างความชอบธรรมให้อานาจ และเรื่องการแจกจ่าย ทรัพยากร พูดอีกอย่างหนึ่งคือไทยต้องต่อรองสัญญา ประชาคมของประเทศขึ้นมา จะจัดกำรให้มีกำรหำรือกันอย่ำงไรภำยใต้ควำม ตึงเครียด ความลาบากอยู่ที่การจัดให้มีกระบวนการดังกล่าวท่าม กลางวิกฤติการเปลี่ยนแปลง สภาวะลาบากสาหรับหลาย ฝ่ายและปัจจัยทางจิตวิทยาเป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการหารือ ทางสังคมในวงกว้างเกี่ยวกับสาเหตุต้นตอของวิกฤติและ วิธีแก้ไขความขัดแย้ง  วิกฤติความเปลี่ยนแปลงมักเต็มไปด้วยสภาวะ ลาบากทางสังคมที่ไม่รู้จะเลือกอย่างไร ในความ ขัดแย้งทางสังคมอาจมีสถานการโทที่ทั้งสอง กลุ่มอาจไม่ให้ความร่วมมือแม้จะเป็นประโยชนท ต่อทั้งสองที่จะทาเช่นนั้นในประเทศไทยเราอาจ พบสภ าวะที่ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็แพ้ทั้งคู่ (prisoner’s dilemma) เช่นนี้ได้ ในภาคความ มั่นคงซึ่งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานพล เรือนที่กากับดูแลออกมาให้เหตุผลอธิบายการ ไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางประชาธิปไตยของ ตนด้วยการอ้างพฤติกรรมเดียวกันของฝ่ายตรง ข้าม ในช่วงก่อนการเลือกตั้งเหล่าศัตรูของ ทักษิโก็พบกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดังกล่าวเมื่อต้องเผชิญกับความโกรธของอดีต นายกรัฐมนตรีผู้นี้ ทาให้ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้า ไปหาผู้ที่น่าจะชนะการเลือกตั้ง หรือจะไปเข้า กลุ่มกับศัตรูของเขาดี สภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ความหวังที่จะมี“การตกลงครั้งใหญ่” อาจไม่ สามารถเป็นจริงได้เพราะผู้มีบทบาทหลักขาด ความไว้ใจซึ่งกันและกัน และก็ความไว้ใจอีกนั่น แ ห ล ะ ที่ ถู ก ท า ล า ย ไ ป ใ น ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ที่ ส ร้ า ง ผลกระทบอย่างมากและบางครั้งเกิดความรุน แรงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีกระบวนการหารือใน วงกว้างเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรอง ดอง ที่น่าจะฟื้นฟูความไว้ใจขึ้นมาให้เป็นรากฐานใน ปฏิสัมพันธทระหว่างมนุษยทด้วยกัน  สาหรับสังคมรวมที่คุ้นเคยกับการติดสินใจจาก ข้างบนลงมา การหารือแบบพหุนิยมอาจสร้าง ความตระหนกขึ้นได้ ในระเบียบแนวตั้งหากเกิด ปัญหาใดก็จะยังมีผู้มีอานาจสูงสุดเป็นผู้ตัดสินใจ เป็นทางเลือกสุดท้ายได้ เราต้องใช้เวลาเพื่อให้ เกิดความไว้ใจพื้นฐานจากการมีปฏิสัมพันธทที่ อิสระของพลังทางสังคม หรือแม้แต่เกิดจาก ความขัดแย้งต่อเนื่องระหว่างผลประโยชนทส่วน ตนกับค่านิยมที่ตรงข้ามกัน ซึ่งอา จนาไปสู่ ทางออกที่ดีสาหรับสังคมโดยรวมได้ สาหรับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบแนวตั้งและรวมกลุ่ม ของประเทศไทย นับเป็นเรื่องท้าทายที่จะนากระบวนการ ต่อรองแบบมีส่วนร่วมในแนวนอนมาใช้ จึงไม่น่าแปลกใจ เลยที่กระบวนการหารือทางสังคมไม่สามารถดาเนินต่อไป ได้ในปัจจุบัน หากเราต้องการสร้างกระบวนการต่อรอง สัญญาประชาคมขึ้นอีกเราต้องดาเนินการกับอุปสรรคที่ได้ กล่าวมาแล้ว โดยกระบวนการหารือควรเป็นไปตาม หลักการดังต่อไปนี้ 1. กระบวนกำรหำรือตำมแนวนอนที่มีส่วนร่วม สิ่ ง ที่ อ ยู่ ใ จ ก ล า ง ค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ท า ง ก า ร เ มื อ ง คื อ วิ ก ฤ ติ ความชอบธรรมของระเบียบแนวตั้ง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะ สร้างความชอบธรรมขึ้นมาใหม่หากชนชั้นนาทาการตกลง กันเองในกลุ่มพวกเดียวกันแล้วนารัฐธรรมนูญใหม่มา บังคับให้สังคมยอมรับ โดยรวมแล้วเราควรจัดช่องทาง ให้ความคิดขัดแย้งเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองของ ทั้งสองฝ่ายได้ไปเผชิญหน้ากันในโครงสร้างทางรัฐสภา แทน 12 กระนั้นก็ตามอาจมีผู้บอกว่าคโะกรรมาธิการ รัฐสภาหรือแม้แต่คโะกรรมการปฏิรูปรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็น เพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ บางกลุ่มหรือแม้แต่เป็นพวกชนชั้นนา ก็ได้ ความท้าทายในเรื่องนี้คือการจัดให้มีกระบวนการ แนวนอนที่มีส่วนร่วมซึ่งจะทาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุก ฝ่ายสามารถนาเสนอผลประโยชนท ค่านิยม และมุมมอง ของตนได้ 2. กำรหำรือต้องมีกฎเกณฑ์ ในประเทศไทย ความเห็นต่างได้ถูกการาบโดยวัฒนธรรม ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ลาดับชั้นทางสังคมที่แบ่ง แยก และการปราบปรามทางการเมืองมายาวนานแล้ว ปัจจุบันผู้มีบทบาทหลายกลุ่มคิดว่าการแสดงออกแบบ เหมารวมที่มีแต่การเปรียบเทียบไร้เหตุผล การกล่าวหา จนเกินไป และการใช้ภาษารุนแรงเป็นสิ่งที่สามารถทาได้ ในบรรยากาศร้อนแรงของความขัดแย้งทางการเมือง ดู เหมือนว่าผู้เกี่ยวข้องจะนิยมแสดงความคิดเห็นโดยเลือก ใช้ไม้แข็ง แต่บางกลุ่มไม่สามารถยอมรับได้แม้กระทั่งคา วิจารโทที่มีมูลและไม่รุนแรงจนเกินไปและท้ายที่สุดเจ้า หน้าที่ของรัฐจะอ้างถึงการล่วงเกินทางวาจาเพื่อหาข้อแก้ ตัวให้กับการที่ตนกดขี่อิสรภาพในการแสดงออกของผู้อื่น แม้เมื่อมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อยุติ การวิจารโทที่ไม่รุนแรงนักก็ตาม การหารือควรเป็นไปตาม ความคิดเรื่องการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างอิสระของ ฮา แบรทมาส(Habermas) และควรมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ สามารถเกิดความเข้าใจระหว่างกันได้ พูดอีกอย่างก็คือ ประเทศไทยต้องกาหนดกฎเกโฑทที่จะสมานอารมโทและ จุดมุ่งหมายของการต่อสู้ทางการเมืองในประเด็นปัญหาที่ ประสบอยู่ให้ได้ และให้มีการปฏิบัติตามกฎเกโฑทนั้นใน วัฒนธรรมการสื่อสารของประเทศด้วย ประเทศไทยจึงยัง มีความท้าทายที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมการหารือที่จะ สามารถยอมรับการเห็นต่างได้แต่ในขโะเดียวกันก็มุ่งสู่ เป้าหมาย เมื่อระเบียบแนวตั้งกาลังกร่อนยุบลงสังคม จ ะ ต้ อ ง ห า แ น ว ท า ง ร อ ม ช อ ม ใ น แ น ว น อ น แ ล ะ ห า แ น ว ทางการสร้างผลโดยไม่ต้องหันไปพึ่งผู้น า 3. เน้นภำพรวม กลุ่ม“วิศวกรสถาบัน” เป็นกลุ่มที่ต้องการแก้ไขวิกฤติด้วย การออกแบบกรอบทางสังคมที่ดีที่สุดโดยเฉพาะ แต่ ประสบการโทที่ไม่ค่อยดีจากการปฏิรูปรัฐธรรมนูญควรจะ เป็นเครื่องเตือนใจกลุ่มนี้ได้ว่าไม่ให้ประเมินสหสัมพันธท ของความเปลี่ยนแปลงทางสถาบันต่าง ๆ ในระบบสังคมที่ ซับซ้อนต่าจนเกินไป และจะไม่มีวันเป็นไปได้ที่จะนา กระบวนการหารือทางสังคมในแนวนอนที่มีส่วนร่วมมาใช้ หารือกันทางเทคนิควิชาการเรื่องการออกแบบสถาบัน การหารือนั้นควรจะเน้นในบรรทัดฐานภาพรวมมากกว่า อีกทั้งควรหาข้อตกลงเรื่องวัตถุประสงคทและหลักการต่าง ๆ ที่จะนาไปใช้เริ่มต้นการออกแบบภูมิทัศนททางสถาบัน ดังกล่าว สังคมควร สร้างเข็มทิศขึ้นมาเ พื่อนาทาง กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้โดยคานึงถึงการรักษาแรงส่ง ของการทาให้เป็นประชาธิปไตยไว้เมื่อพลังนั้นเกิดขึ้น 4. แนวทำงทำงกำรเมืองต่อกำรเปลี่ยนแปลง ในตอนท้าย ระเบียบทางสังคม- การเมืองที่มีเสถียรภาพ ทั้ ง ห ล า ย จ ะ ท า เ พี ย ง ส ะ ท้ อ น ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง ส ม ดุ ล อ า น า จ ระหว่างขั้วต่าง ๆของสังคม การจัดสรรหน้าที่ระหว่างขั้ว ต่าง ๆ และกรอบทางกฎหมายนั้นจะได้มาด้วยการต่อสู้ เชิงอานาจเสมอ ดังนั้นการต่อรองสัญญาประชาคมอีก ครั้งจึงเกิดขึ้นบนอานาจที่รองรับ เพื่อเพิ่มอานาจในการ ต่อรองร่วมผู้มีบทบาทหัวก้าวหน้าที่แยกกระจายกันและมี ความอ่อนแอในการจัดกลุ่มจึงต้องรวมพลังกัน กลุ่มผสม หัวก้าวหน้าควรสร้างข้อได้เปรียบเพื่อยกสถานะของตน และระดมชนกลุ่มใหญ่เพื่อสร้างระเบียบที่เปิดกว้าง มีส่วน ร่วม และเป็นธรรม โดยสรุป การจัดให้มีกระบวนการหารือในประเด็นที่ อ่อนไหวเช่นการปรับเปลี่ยนระเบียบทางการเมือง สังคม แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม นั้ น จ ะ เ ป็ น ค ว า ม ท้ า ท า ย อ ย่ า ง แ น่ น อ น บรรยากาศที่มีการแบ่งขั้วในความขัดแย้งทางการเมือง และภาวะบิดเบือนต่าง ๆ ของวิกฤติการเปลี่ยนแปลงยิ่ง ทาให้เป็นการยากขึ้น แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปล่อยไป ตามโชคชะตา ความมีพลังของความเคลื่อนไหวทาง สังคมและสื่อทางเลือก ความกล้าหาญของประชาสังคม แ ล ะ ค ว า ม เ ชี่ ย ว ช า ญ ข อ ง นั ก วิ ช า ก า ร ไ ด้ แ ส ด ง ใ ห้ เ ห็ น ชัดเจนแล้วว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปในทางที่ลึกซึ้งเกิน กว่าที่ชนชั้นนาหลายคนอยากจะยอมรับ ในแง่หนึ่ง ภาวะ บิดเบือนที่พบในปัจจุบันเป็นเพียงด้านมืดของการพัฒนา ทางเศรษฐกิจสังคมที่น่าประทับใจในช่วงหลายทศวรรษ ที่ ผ่ า น ม า เ ท่ า นั้ น ต อ น นี้ ถึ ง เ ว ล า แ ล้ ว ที่ ก า ร เ มื อ ง ราชอาโาจักรไทยจะต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้ทันกับ พัฒนาการนั้น เกี่ยวกับผู้เขียน มาร์ค ศักซาร์ ผู้อานวยการมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประจาประเทศไทย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท อาคารธนภูมิ ชั้น 23 1550 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ผู้รับผิดชอบ มาร์ค ศักซาร์, ผู้อานวยการ โทร.:+66-2652-7178/9| Fax:+ 66-2652-7180 www.fes-thailand.org