FES Thailand Office สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ชาญชัย ชัยสุขโกศล สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล www.fes-thailand.org ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย สารบัญ ภาคสอง: ที่ขัดแย้งกัน 1. นำ�เรื่อง1��������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������� 1 2. ความแตกแยกระหว่างภูมิภาค& สังคมการเมืองไทยแต่เดิม........................................................ 2 3. ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย.......................................................................................................... 4 3.1. ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม.................................................................................................................... 4 3.2. สำ�นึกทางการเมืองที่เปลี่ยนไป 5�������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������������� 5 3.3. ความรู้สึกเรื่องความยุติธรรม.......................................................................................................................................... 6 4. การตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง ............................................................................................................................ 6 4.1. กระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลทักษิณ.................................................................................................................... 6 4.2. การตอบสนองของกลุ่มพลังอำ�นาจเดิม 7�������������������������������������������������������������������������������������������������������������������� 7 ภาคสอง: ที่ขัดแย้งกัน 5. สมมติฐาน 4 แบบว่าด้วยวิกฤติการเมืองไทย................................................................................. 10 6. วาทกรรมและคู่ขั้วขัดแย้ง.................................................................................................................... 12 ภาคสาม: ทางข้างหน้า 7. แนวโน้มภาพใหญ่ในการเมืองไทย..................................................................................................... 16 7.1. การเคลื่อนตัว 3 ประการในการเมืองไทย............................................................................................................16 7.2. ความขัดแย้ง 2 ชั้นในวิกฤติการเมืองไทย..............................................................................................................18 8. เกณฑ์พื้นฐานกำ�กับการทะเลาะกันของเรา2������������������������������������������������������������������������������������� 20 8.1. เกณฑ์พื้นฐานเชิงหลักการ..............................................................................................................................................20 8.2. เกณฑ์พื้นฐานเชิงวิธีการ.................................................................................................................................................21 9. สัญญาประชาคมใหม่............................................................................................................................. 23 9.1. สร้างความไว้วางใจกัน: เงื่อนไขแรกสุด.................................................................................................................23 9.2. เวทีร่วม(platform) ที่มีทั้งอำ�นาจหน้าที่(authority)& รวมทุกฝ่าย(inclusive) 2����������������������������24 9.3. กระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่.................................................................................................................26 9.4. ตัวอย่างเนื้อหา....................................................................................................................................................................28 10. ท้ายเรื่อง................................................................................................................................................. 30 FES Disclaimer: This article represents the views of the author only, but not necessarily the views of Friedrich-Ebert-Stiftung B ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ภาคแรก: ทางที่ผ่านมา 1 1. นำ�เรื่อง ในรอบ 6-7 ปีมานี้ สังคมการเมืองไทยปัจจุบันผ่านความ ขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองระดับวิกฤติ ย่อมๆ มาเป็นจำ�นวน มาก ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดจากมวลชนของทั้งสอง กลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง และความรุนแรงที่เกิดจาก รัฐบาลแต่ละชุดกระท�ำ ต่อมวลชนทั้งสองกลุ่ม ความขัดแย้ง รอบใหม่ครั้งนี้ร้าวลึกถึงขั้นที่ก�ำ ลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขนานใหญ่ต่อสังคมการเมืองไทย ปัญหาเชิงโครงสร้างและเชิง วัฒนธรรมมากมายหลายประการที่ถูกหมักหมมไว้ใต้พรม มาอย่างต่อเนื่องได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่รอมชอมยอม ความให้กวาดกลับเข้าไปใต้พรมได้ใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่าง ง่ายดาย ความขัดแย้งครั้งนี้เกี่ยวข้องกับทุกสถาบัน/องค์กร และคน ทุกภาคส่วนของสังคมการเมืองไทย เท่าที่ผ่านมา มีความ พยายามใช้กลไกเครื่องมือทางการเมืองทุกชนิดเท่าที่ระบบ การเมืองของไทยในขณะนี้มี รวมถึงสถาบันพิเศษและแบบ ไม่เป็นทางการทั้งหลายก็ถูกนำ�มาใช้ทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจ ทำ�ให้ปัญหาครั้งนี้คลี่คลายลงไปได้ หลากหลายสถาบัน/ องค์กร/ภาคส่วน ถูกผลักไสให้กลายเป็นคู่ขัดแย้งไปด้วย หรือไม่ได้รับการยอมรับให้มีบทบาทน�ำ อะไรมากนัก ทั้งหมด นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สังคมการเมืองไทยที่ยึดโยง กันอยู่ด้วยสัญญาประชาคมฉบับเดิมกำ�ลังเสื่อมคลายลงไป และกำ�ลังจะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไปสู่สังคมการเมือง ชนิดใหม่ที่ต้องมีการจัดปรับความสัมพันธ์เชิงอำ�นาจของ ทุกฝ่ายกันใหม่ทั้งหมด ทางออกจากความขัดแย้งครั้งใหญ่รอบนี้จึงดูไม่ง่ายเลย ถ้า เราไม่สามารถมองให้เห็นถึงสภาวะการเสื่อมความชอบธรรม ลงของสัญญาประชาคมฉบับเดิม ที่ผ่านมา ยิ่งเราทั้งหมด 1 เนื้อหาหลักในงานเขียนชิ้นนี้มีพื้นฐานมาจากการบรรยายของนักคิด นักวิชาการไทยหลากหลายท่าน ที่ได้รับการเชิญให้มาบรรยาย ในโครงการ Deliberative Focus Group on“A New Social Contract: The Way Out of the Transformation Crisis” จัด โดยมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติ ศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ข้าพเจ้าได้เสริมเนื้อหาบางส่วนด้วยงาน เขียนอื่นๆ และการบรรยายของนักวิชาการในกิจกรรมอื่นๆ เพื่อ ความสมบูรณ์ของประเด็นข้ออภิปรายต่างๆ คุณประโยชน์อันใด ที่เกิดขึ้นจากเนื้อหาในข้อเขียนชิ้นนี้ ขอยกให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ความคิด ส่วนความผิดพลาดประการใดที่อาจเกิดขึ้น ข้าพเจ้าขอรับ ไว้แต่เพียงผู้เดียว ขัดแย้งทะเลาะกันมากเท่าใด ก็ยิ่งท�ำ ให้ความขัดแย้งขยายวง ถึงผู้คนให้เกี่ยวข้องมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งบานปลายทำ�ให้ ปัญหารุนแรงหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นความโกรธ แค้นเกลียดชังกันชนิดที่สามารถท�ำ ร้ายกันได้ในทางกาย หรือ อย่างน้อยก็ในทางวาจา หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจจนเราไม่ สามารถไว้วางใจกันได้อีกต่อไป แทบจะไม่อยากแม้แต่จะ อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน สิ่งที่เอกสารชิ้นนี้พยายามทำ� คือ ชักชวนให้หันกลับมา ทบทวนและตั้งคำ�ถามอย่างหนักหน่วงต่อตัวเราเองทั้งหมด ในสังคมไทย ว่า ภายใต้ภาพใหญ่ของสังคมการเมืองไทย ที่เป็นมาในอดีตนั้น จริงแล้วเราแต่ละฝ่ายสัมพันธ์กันใน เชิงสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม อย่างไรกัน แน่? ราวสิบปีมานี้ สังคมการเมืองไทยเราเปลี่ยนแปลงไป มากน้อยขนาดไหน? ลึกๆ แล้ว พวกเราแต่ละฝ่ายรู้สึกถึง สภาวะที่ผ่านมาในอดีตและสภาวะที่กำ�ลังเปลี่ยนแปลง ไปในปัจจุบันอย่างไรกัน จึงได้แสดงออกทางการเมืองได้ ก้าวร้าวรุนแรงมากถึงเพียงนี้? คำ�ถามเหล่านี้จะได้ค่อยๆ ประมวลความคิดเห็นของนักคิดนักวิชาการต่างๆ เพื่อ คลี่คลายขยายความหาคำ�ตอบ เป็นเนื้อหาใน ภาคแรก ของ เอกสารชิ้นนี้ หัวข้อต่อหัวข้อ ในภาคที่สอง จะพิจารณาถึงประเด็นที่ว่า วาทกรรมที่เรา แต่ละฝ่ายสร้างขึ้นเพื่อใช้เรียกฝ่ายตรงข้าม ใช้อธิบาย สังคมการเมืองไทย ใช้อธิบายแนวทางการต่อสู้ทางการ เมืองของตนเอง รวมถึงข้อเสนอทางออกทางการเมือง ของเราทุกฝ่ายนั้น มีจุดอ่อน จุดแข็ง และจุดร่วมในเชิงพื้น ฐานความคิดหรือในเชิงเป้าหมายเชิงอุดมการณ์อย่างไร? และสุดท้าย ในระหว่างที่เราทุกฝ่ายต่อสู้ห้ำ�หั่นกันอย่าง เดือดดาลในหลายปีมานี้“เราได้สร้างปัญหาใหม่ๆ และ ทำ�ลาย“ของดี” ทางการเมืองของเราเองไปมากน้อย เพียงใด?” เมื่อพอจะตอบโจทย์เกี่ยวกับการทำ�ความเข้าใจตัวเราเองทุก ฝ่ายในสังคมการเมืองไทยแล้ว ก็น่าจะพอที่ก้าวเดินกันต่อไป ข้างหน้าได้บ้างวาจะไปสู่ทางออกได้อย่างไร ซึ่งจำ�เป็นต้อง ทำ�ความเข้าใจและตอบตคำ�ถาม 3-4 ประการต่อไปนี้ให้ได้ คำ�ถามเหล่านี้ ได้แก่ ภายใต้ภาพกว้างของประวัติศาสตร์ การเมืองโลกและการเมืองไทยแล้ว เราแต่ละฝ่ายเชื่อ หรือ มีฐานคติว่าปัญหาวิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพราะอะไร? เราก�ำ ลังขัดแย้งกันเรื่องอะไรกันบ้าง? ใน ระหว่างที่เราทะเลาะขัดแย้งกันนั้น ไม่ว่าเราจะเห็นต่างกัน มากเพียงใด แต่มีทางเป็นไปได้ไหมที่เราทุกฝ่ายจะหา 1 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย กฎเกณฑ์พื้นฐานร่วมกันบางประการ ที่เป็นตัวก�ำ กับไม่ให้ ความขัดแย้งของเราเดินไปสู่แนวโน้มของการทำ�ลายล้าง ทุกสิ่งทุกอย่างจนสิ้นซาก? สุดท้าย คือ เราจะทำ�อย่างไร ได้บ้างเพื่อให้สังคมการเมืองไทยสามารถสร้างพื้นที่กลาง ที่เป็นพื้นที่ร่วมกันระหว่างความคิดความเชื่อที่แตกต่าง หลากหลายที่มีอิทธิพลอยู่ในสังคมการเมืองไทย(ไม่ว่าจะ ต่างกันอย่างสุดขั้วเพียงใดก็ตาม) ให้สามารถพูดคุยตกลง ร่วมกันในการสร้างสัญญาประชาคมฉบับใหม่ขึ้นมา? ชุด คำ�ถาม เหล่านี้จะได้ตอบใน ภาคหลัง ของเอกสารชิ้นนี้ ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าสังคมการเมืองไทยชนิดใหม่หลังการ เปลี่ยนผ่านครั้งนี้ จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร และไม่มี ใครมีอำ�นาจเต็มในการกำ�หนดชะตากรรมการเมืองไทยได้ ไม่มีใครหรือสถาบันใดที่เราสามารถพึ่งพาให้เราออกจาก วิกฤติครั้งนี้ได้ดังในอดีตอีกแล้ว ดังนั้น ตัวพวกเราเองทั้งหมด จึงต้องลุกขึ้นมาพึ่งตนเองให้ได้“พวกเราทั้งหมด” ในที่นี้ หมายรวมถึงทั้งคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ทั้งที่เป็นระดับมวลชน และระดับชนชั้นนำ� ตัวแสดงทั้งที่อยู่ในเวทีการเมืองแบบ เป็นทางการและตัวแสดงที่อยู่ในพื้นที่แบบไม่เป็นทางการ ทั้ง ผู้มีอำ�นาจ ผู้มีอิทธิพล และผู้มีบารมี ทั้งภาคการเมือง ภาค ธุรกิจ/เศรษฐกิจ และภาคชุมชน/ประชาสัคงม ฯลฯ ไม่มี ใครได้หรือสูญเสียมากเกินที่ฝ่ายอื่นๆจะยอมรับได้ ไม่มี ทางที่เราจะหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความเป็นจริงทางสังคม การเมืองของไทยได้อีกต่อไป ไม่มีใครสามารถกดปราบ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้กลับนิ่งเงียบอยู่ในความสงบ เรียบร้อยได้ดั่งอดีต และไม่มีใครสามารถก�ำ จัดฝ่ายใดให้สูญ สิ้นไปจากสังคมการเมืองไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จเช่นกัน ดังนั้น เราทั้งหมดเหล่านี้จึงจำ�เป็นต้องมาออกแบบ และตกลงร่วม กันใหม่อีกครั้งว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร โดยที่ไม่ทำ�ให้ฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกถูกเอาเปรียบหรือรังแกกันมากเกินไป 2. ความแตกแยกระหว่างภูมิภาค& สังคม การเมืองไทยแต่เดิม ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นั้น พรรค เพื่อไทยได้คะแนนเสียงมากกว่าเดิมที่พรรคพลังประชาชน ได้รับเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปี 2550 ราว 3-4 ล้านเสียง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยลงเกือบ 1 ล้านเสียง ผลการเลือกตั้งล่าสุดนี้ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองไทยไปสู่การเมืองที่ขัดแย้งแยกขั้วกันระหว่าง ภูมิภาค อย่างชัดเจน คะแนนเสียงปรากฏอย่างชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงขาดรอยในภาคเหนือและอีสาน ในขณะที่ภาคใต้ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างชัดเจนเช่นกัน เหตุผลที่ภาคอีสานและเหนือเทคะแนน ให้พรรคเพื่อไทยเป็นดั่งที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้า ถึงสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทย(เดิม) ได้สร้างไว้สมัย อยู่ในอำ�นาจ ปรากฏการณ์ที่คะแนนเสียงที่แต่ละพรรคการเมืองใหญ่ของ ประเทศได้รับนี้ สะท้อนให้ถึงความจำ�เป็นที่การเมืองไทย จำ�เป็นต้องหันกลับมาพิจารณาและให้ความกับลักษณะ หรืออัตลักษณ์ทางการเมืองของแต่ละภูมิภาคกันใหม่อีก ครั้งหนึ่ง อัตลักษณ์ทางการเมืองเหล่านี้เป็นผลมาจากหลาก หลายปัจจัย นับตั้งแต่ปัจจัยสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่นๆ ตลอดจน วัฒนธรรมและความรู้สึกนึกคิดต่อตัวเองและต่อผู้คนในภูมิ ภาคอื่นๆ อัตลักษณ์ดังกล่าว แม้จะไม่ได้มั่นคง คงที่ ถาวร ตายตัว แต่กล่าวได้ว่ามีที่มาที่ไปและมีการปรับตัวบนพื้นฐาน ความรู้สึกเดิมอยู่ และยังคงส่งผลต่อการจัดรูปความสัมพันธ์ และความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันมิใช่น้อย โดย ผ่านตัวแปรสำ�คัญทางการเมือง 2 ตัวแปร คือ นักการเมือง (ท้องถิ่น/ระดับชาติ) และข้าราชการ เมื่อมองภาพย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ เชิงอำ�นาจและทางการเมืองของแต่ละภูมิภาคของไทย แล้ว ทางเหนือ(พื้นที่ล้านนาเดิม) และอีสาน(ลาว) มี ประวัติศาสตร์ในอดีตที่มีปัญหากับกรุงเทพฯ และสามารถ ย้อนกลับไปได้ถึงปลายคริสตศักราชที่ 19 สมัยรัชกาล ที่ 5 ทำ�การปฏิรูประบบภาษีและการปกครองท้องที่เลย ที่เดียว แต่เดิมสมัยนั้น เจ้าเมืองท้องถิ่นเป็นผู้เก็บภาษี ถูกเปลี่ยนมาเป็นเก็บโดยกระทรวงการคลัง และเก็บไว้ที่ หอรัษฎาพิพัฒน์ มีการเก็บภาษีหัว ต้องจ่ายเงินสดคนละ 4 บาท ซึ่งหาได้ยากมากในสมัยนั้นที่ผู้คนยังมีวิถีเกษตร แบบยังชีพอยู่ ความไม่พอใจต่ออำ�นาจการเมืองจาก กรุงเทพฯมีอยู่มากจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฏผีบุญขึ้น ในภาคอีสาน เป็นต้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปสู่ระบบ เทศาภิบาล ที่กรุงเทพฯเป็นผู้แต่งตั้งและส่งผู้ว่าราชการ จังหวัด(ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์) ไปปกครอง เมืองต่างๆ ทำ�ให้เจ้าเมืองท้องถิ่นที่มีอำ�นาจอยู่เดิมและ ราษฎรในพื้นที่เกิดความไม่พอใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน 1 เดิมที สังคมการเมืองไทยไม่ได้มีแนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมดังที่ได้รับอิทธิพลจาก ตะวันตกในปัจจุบัน แต่จัดการความสัมพันธ์เชิงอำ�นาจ 2 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ระหว่างกันและกันผ่านระบบอุปถัมภ์ภายใต้กลุ่มศักดินาใน ระดับท้องถิ่น สมัยที่รัชกาลที่ 5 ปฏิรูประบบบริหารบ้าน เมืองเข้าสู่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ เพื่อรวบอำ�นาจมาอยู่ใน มือพระเจ้าแผ่นดิน จ�ำ เป็นต้องสร้างระบบราชการขึ้นมาเป็น เครื่องมือชนิดใหม่ในการช่วยบริหารอำ�นาจของตน แม้ระบบ ราชการจะถูกออกแบบให้ซอยยิบย่อยมากเพียงพอที่จะไม่ กลับมาต่อกรกับอ�ำ นาจของพระเจ้าแผ่นดิน และไม่สามารถ กดขี่ข่มเหงประชาชนได้อย่างเป็นระบบ แต่“อำ�นาจ” ที่เกิด ขึ้นในกลุ่มข้าราชการเหล่านี้ก็มีมากเพียงพอที่จะน�ำ ไปใช้หา ประโยชน์หรือเบียดเบียนชาวบ้านในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆได้ ตามสะดวก ส่วนกลุ่มศักดินาท้องถิ่นก็ปรับตัวไปในลักษณะ ที่ปัจจุบันเรียกกันว่ากลุ่ม“อิทธิพล” ระดับท้องถิ่น และ ต่อมาก็ค่อยๆผันตัวเองมาเป็น“นักการเมือง” ในระบอบ การปกครองสมัยใหม่ที่เปิดกว้างมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น เหล่านี้ยังคงมีบารมีอยู่ไม่น้อยในการเป็นที่พึ่งหรือยึดโยงของ ผู้คนในย่านท้องถิ่นนั้นๆ บางคนยังคงวางตัวเองอยู่ในระดับ ท้องถิ่นหรือภูมิภาคใกล้เคียง ในขณะที่บางคนก็ผันตัวเองเข้า สู่วงการการเมืองในระดับชาติ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่ผ่านมา ท้องถิ่นในทุกภูมิภาคของไทยล้วนมีความขัดแย้ง ในความสัมพันธ์เชิงอำ�นาจและผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม ข้าราชการกับประชาชนอยู่เป็นนิจ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ขึ้น ประชาชนก็จะต่อรองกับ“อำ�นาจ” ของข้าราชการ โดยใช้“อิทธิพล” ของนักการเมืองที่ตนเองรู้จักหรือมีสาย สัมพันธ์อยู่ด้วย 2 หากวิเคราะห์ย้อนหลังกลับไปในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของ แต่ละภูมิภาคของไทยนั้น จะเห็นได้ว่าภูมิภาคต่างๆของ ประเทศไทย ล้วนมีลักษณะทางสังคมการเมืองและสัมพันธ์ เชิงอำ�นาจกับกรุงเทพฯในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ลักษณะทางสังคมการเมืองโดยทั่วไปของแต่ละภูมิภาคของ ประเทศไทย อาจบรรยายได้ดังต่อไปนี้ 3 ทาง ภาคเหนือตอนบน นั้น มีภูมิประเทศในลักษณะภูเขา สูง ยากแก่การเข้าถึงของอำ�นาจจากส่วนกลาง ทั้งมีศิลป วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เฉพาะแบบล้านนาของตนเอง ระบบเศรษฐกิจไม่มั่นคงนัก โดยเฉพาะภาคเกษตรอาจได้รับ ผลกระทบจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจจากประเทศจีนได้ง่าย ในท�ำ นองเดียวกัน ภาคอีสาน ของไทยก็มีลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบสูง ระบบเศรษฐกิจภาคเกษตรขึ้นอยู่กับสภาพดิน ฟ้าอากาศอย่างมาก ในอดีตมีความสัมพันธ์กับส่วนกลาง หรือกรุงเทพฯน้อย เพราะภูเขาและดงพญาไฟขวางกั้น มี ศิลปวัฒนธรรม ภาษา และประวัติศาสตร์การเมืองเฉพาะ ในภูมิภาคของตนเอง ซึ่งสัมพันธ์กับพื้นที่ทางทิศตะวันออก และทิศเหนือ มากกว่าทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือ กรุงเทพฯ ประชาชนในทั้งสองภูมิภาคนี้จึงไม่ได้สัมพันธ์ใกล้ชิดหรือได้ รับประโยชน์อะไรมากมายนักจากระบบราชการ ดังนั้น เมื่อ เกิดความขัดแย้งกับข้าราชการ จึงรู้จักต่อรองหรือหวังได้รับ ประโยชน์จากนักการเมืองมากกว่า ส่วน ภาคกลางและบางส่วนของภาคเหนือตอนล่าง นั้น มี ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบ ง่ายแก่การเข้าถึงของ อำ�นาจส่วนกลาง ทั้งยังมีศิลปวัฒนธรรม ภาษา และ ประวัติศาสตร์การเมืองที่สัมพันธ์กับอำ�นาจส่วนกลางอยู่ เสมอๆ ระบบเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมผูกพันใกล้ชิดกับส่วน กลาง ได้รับประโยชน์จากการชลประทานค่อนข้างมาก ดังนั้น ภูมิภาคนี้จึงเปิดรับอุดมการณ์จารีตนิยมจากส่วนกลางได้ มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ แม้ประชาชนจะรู้จักหรือหวังได้รับ ประโยชน์จากนักการเมืองบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องพึ่งพา มากนัก เพราะคิดว่าตนเป็นหนึ่งเดียวกับระบบราชการพอ สมควร ส่วน ภาคใต้ นั้น ลักษณะภูมิประเทศมีความยาวมาก ในการ คมนาคมทางน้ำ�ในการติดต่อระหว่างกันเป็นสำ�คัญ มีศิลป วัฒนธรรม ภาษา และประวัติศาสตร์การเมืองเฉพาะเช่นกัน มีความสัมพันธ์กับอ�ำ นาจส่วนกลางมาโดยตลอด แต่เป็นไป ในลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ เพราะมีการขัดขืนต่อระบบศักดินา ส่วนกลางอยู่พอสมควร ค่อนข้างมีทัศนคติต่อข้าราชการ ว่ามีแต่เอาเปรียบตน ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจมีลักษณะ ค่อนข้างมั่นคงและพึ่งตนเองสูง โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ได้ จากการปลูกไม้ยืนต้นและการประมง ประชาชนในภูมิภาค นี้ แม้จะขัดแย้งกับระบบราชการอยู่เนืองๆ แต่ก็ไม่ได้หวัง ได้รับประโยชน์จากนักการเมือง หรือใช้นักการเมืองในการ ต่อรองกับข้าราชการมากนัก ทัศนคติค่อนข้างเป็นไปใน ลักษณะคอยควบคุมตรวจสอบนักการเมืองเสียด้วยซ้ำ� ส่วน กรุงเทพฯ นั้น เป็นเมืองใหญ่และเป็นศูนย์กลางใน มิติต่างๆ ทั้งด้านอำ�นาจ ศิลปวัฒนธรรม ภาษา และ ประวัติศาสตร์การเมือง เป็นศูนย์กลางของระบบศักดินามา แต่เดิม จึงมีลักษณะเป็นจารีตนิยมสูงมาก แม้ในบางช่วงเวลา จะต้องรู้จักใช้“ความฉลาดในการประสานประโยชน์” 4 เพื่อผ่อนปรนและเปิดรับคนต่างชาติ โดยเฉพาะพ่อค้าชาวจีน และชาวตะวันตกในฐานะที่เป็นปัจจัยทำ�ให้เศรษฐกิจของ ภูมิภาคด�ำ เนินไปได้ ระบบเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคงเนื่องจาก เป็นศูนย์กลางในหลายๆ ด้าน ประชาชนนิยมระบบราชการ 3 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย มากกว่านักการเมือง และไวต่อกระแสความเปลี่ยนแปลง ของอำ�นาจทางการเมือง ด้วยอุดมการณ์จารีตนิยม เมื่อ การเมืองไทยเปิดสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชน ในภูมิภาคนี้จึงมักฝากความหวังไว้กับนักการเมืองที่ดี มี คุณธรรม เพื่อมาแก้ปัญหาของประเทศ แม้จะผิดหวังอยู่ เสมอก็ตาม ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งแสดงออก มาเป็นความขัดแย้งแยกขั้วระดับภูมิภาคนั้น ท�ำ ให้เราจ�ำ เป็น ต้องเลิกคิดถึงภาพสังคมไทยอันสมัครสมานสามัคคีเป็น หนึ่งเดียวกันดังที่เข้าใจผิดกันมาเสมอ แต่จำ�เป็นต้องหันมา ยอมรับและทบทวนถึงลักษณะความแตกต่างที่มีอยู่ในสังคม การเมืองไทยตลอดมา อรรถาธิบายโดยสังเขปว่าด้วยสังคม การเมืองโดยใช้หน่วยภูมิภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ และ กรุงเทพฯ ข้างต้น เป็นสภาพพื้นฐานของสังคมการเมืองไทย ที่มีมาตลอด และปะทุเป็นวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง ในรอบนี้ เนื่องด้วยความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม และสำ�นึกทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะใน พื้นที่ภาคเหนือและอีสานของไทยดังจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป 3. ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย 3.1. ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม 5 หลังปี 2501 เป็นต้นมา สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนเป็นสังคม อุตสาหกรรมใหม่อย่างรวดเร็วมาก ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบ รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรแล้ว ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่า 3 เท่า กล่าวคือ เมื่อก่อนประชาชนมีรายได้ราว 1,000 ดอลลาร์เศษ/คน/ปี ปัจจุบันเพิ่มเป็น 3,000 ดอลลาร์ เศษ/คน/ปี(คิดจากรายได้จริง โดยตัดเรื่องค่าเงินเฟ้อออก ไปแล้ว) เมื่อก่อนไทยมีคนยากจนราว 40-60% แต่ปัจจุบัน เหลือเพียง 8% กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ คนรุ่นปัจจุบันรวยกว่า คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่า โดยเฉลี่ยแล้ว ทุกคนรวยขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้โดยเฉลี่ยแล้ว ทุกคนจะรวยขึ้น แต่ในแง่ ของความเหลื่อมล้ำ�ก็ปรากฏขึ้นมากเช่นกัน กล่าวคือ มีคน เพียง 20% ที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมากนับเป็นสัดส่วน ราว 53-54% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ในขณะที่คน อีก 20% มีรายได้เพิ่มน้อยมาก คือ เพียง 4% ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมประชาชาติ หรือหากมองที่ดัชนีอีกประการหนึ่ง เงินสดในธนาคารของไทยทั้งหมดนั้น มีคนเพียง 60,000 คนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของเงินจ�ำ นวนมากถึง 40% ของธนาคาร ไทยทั้งหมด เมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำ�มากถึงเพียงนี้ ในขณะ ที่คนชนบทได้เห็นลักษณะความเป็นอยู่แบบหรูหราของคนใน เมืองผ่านละคร(ที่นางเอกอยู่ในวังตระการตา เวลาว่างก็เล่น ขี่ม้า เป็นต้น) หรือรายการโทรทัศน์ต่างๆ(เช่น รายการที่ มักไปสัมภาษณ์ดูความเป็นอยู่ในบ้าน บุกไปถึงห้องน้ำ�/ห้อง นอน ของคนรวยและดาราทั้งหลาย เป็นต้น) แล้วย้อนกลับ มาดูตัวเอง จึงทำ�ให้เกิดความคาดหวังว่าในอนาคตของตัว เองและลูกหลานนั้น ไม่อยากให้เป็นชาวนาชาวไร่อีกต่อไป แล้ว แต่อยากให้เป็นข้าราชการหรือทำ�งานสายอาชีพอื่นๆ ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจท้องถิ่นก็เปลี่ยนเช่นกัน โดยเฉพาะ ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงไป สู่การเป็นเมือง(urbanization) เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสังคม ไทย จ�ำ นวนคนชนบทน้อยลง จ�ำ นวนคนเมืองมากขึ้น ปัจจุบัน ห้างสรรพสินค้ามีอยู่ทั่วไป ในชนบทมีปรากฏการณ์ที่เรียก ว่า“deagrarianization” 6 คือ ปัจจุบันผู้คนเป็นชาวนากัน น้อยลง คนไทยเพียง 40% เท่านั้นที่ยังมองว่าตนเองเป็น เกษตรกรอยู่ และในสัดส่วน 40% นี้เกษตรกรที่ใช้เวลา 100% กับภาคเกษตรกรรมมีน้อยลง คนชนบทส่วนใหญ่ ทำ�งานทั้งในเมืองและชนบท เข้าเมืองมารับจ้างทำ�งานใน โรงงาน เมื่อว่างก็กลับบ้านทำ�นา ดังนั้น คนเหล่านี้จึงเป็น เกษตรกรที่มีรายได้มาจากภาคการเกษตรเพียง 1/3 ของ รายได้ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 2/3 มาจากแหล่งอื่น ใน ภาพรวมระดับประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP) ของไทยปัจจุบัน มาจากภาคเกษตรเพียง 10% เท่านั้น ใน ขณะที่มาจากภาคอุตสาหกรรม 40% และภาคบริการ 50% ปัจจุบัน อาชีพของคนในชนบทคนหนึ่งๆ มีค่อนข้างหลาก หลาย ทั้งเป็นชาวนาในชนบท คนขับรถแท็กซี่ในเมือง ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นพ่อค้าระดับกลางถึงระดับ ใหญ่ เป็นคนงานอพยพไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอาชีพ หลังสุดนี้ ถือเป็นแหล่งรายได้ใหญ่มากของคนชนบท และ เป็นส่วนที่ทำ�ให้โลกทัศน์ของตนเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะ ไม่ได้เพียงไปท�ำ งานที่กรุงเทพฯ ปักษ์ใต้ หรือเชียงใหม่ แต่ไป ถึงนอร์เวย์ สวีเดน ญี่ปุ่น เป็นต้น หรือแม้แต่ชนกลุ่มน้อยใน แถบภูเขา อย่างในเชียงราย ก็ไม่ได้ผลิตสินค้าขายเฉพาะให้ กับในเมืองเท่านั้น แต่อยู่ในระบบการขนส่งและค้าขายสินค้า กับทั่วโลก เนื่องจากมีคนต่างประเทศมาติดต่อโดยตรงถึง ในหมู่บ้านบนภูเขาหรือที่ๆ ห่างไกล ดังนั้น ความคิดเรื่อง ชาวบ้านคือชาวนาชาวไร่นั้น จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อีกต่อไป ชาวบ้านปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็น“ชนชั้นกลาง 4 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ใหม่” หรืออาจเรียกอย่างศัพท์แสงทางวิชาการยุคหลังว่า “ชาวนาโพสท์โมเดิร์น” 7 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับทั้งในตัวเมือง และในต่างประเทศผสมปนเปกันหมด นี้ถือเป็นปรากฏการณ์ ส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์นั่นเอง ท่ามกลางสภาวะการติดต่อกับทั้งในเมืองใหญ่และต่าง ประเทศ ก่อให้เกิดการส่งข่าวสารไปมาระหว่างถิ่นที่ต่างๆ กับคนในท้องถิ่นเดิม แม้ปัจจุบัน คนตามหมู่บ้านจะใช้ อินเทอร์เน็ตไม่มากนัก แต่ก็รวมตัวกันไปดูโทรทัศน์ผ่าน ดาวเทียมที่บ้านหลังหนึ่งๆ ที่มีฐานะเพียงพอที่จะติดตั้ง ระบบนี้ได้ ดังนั้นข่าวสารข้อมูลจึงมีการไหลเวียนไปมาไม่ น้อย สามารถรับรู้เรื่องราวทั้งที่เกิดในกรุงเทพฯ ลอนดอน หรืออเมริกา ไปในขณะเดียวกันได้ด้วย ในอีกทางหนึ่ง วิทยุ ชุมชนก็มีบทบาทสูงมากขึ้น เมื่อมีการอภิปรายในรัฐสภา ชาว บ้านหลายส่วนก็จะหยุดงานเพื่อฟังการอภิปรายว่าสมาชิก สภาผู้แทนฯ ของตนพูดอย่างไรบ้าง ดังนั้น หากพิจารณาในทางการเมืองแล้ว การใช้เส้นแบ่ง เมือง/ชนบทอย่างชัดเจนอาจไม่มีประสิทธิผลอีกต่อไปแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวแสดงพลังทางการเมืองอย่าง มากในช่วงปี 2552-2553 นั้น ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็น“ไพร่” อีกต่อไป และอยากเรียกร้องสิทธิพิเศษแบบที่คนเมืองได้รับ ให้แก่ตนเองบ้าง 8 3.2. สำ�นึกทางการเมืองที่เปลี่ยนไป 9 ปัจจัยส�ำ คัญอีกประการที่ส่งผลกระทบต่อส�ำ นึกทางการเมือง คือ เรื่องการกระจายอำ�นาจหลังรัฐธรรมนูญ 2540 และ พ.ร.บ.การกระจายอำ�นาจ ปี 2542 กล่าวคือ ก่อนหน้านั้น การเลือกตั้งมี 3-4 ปี/ครั้ง แต่กระบวนการกระจายอำ�นาจ สู่ท้องถิ่นนั้น ทำ�ให้การเลือกตั้งเกิดถี่มากขึ้น เพราะต้องมี การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด(สจ.), องค์การบริหารส่วน ตำ�บล(อบต.), สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.), วุฒิสมา ชิกฯ(สว.) เป็นต้น นับจนถึงปัจจกระบวนการเลือกตั้งที่ กระจายไปทั่วประเทศท�ำ ให้เกิดหัวคะแนน ธุรกิจที่โยงกับหัว คะแนน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายหัวคะแนนทั่วประเทศ ท�ำ ให้ ชาวบ้านเห็นผลประโยชน์จากการเลือกตั้งและเห็นความ แตกต่างระหว่างนายอ�ำ เภอ(ที่มาจากการแต่งตั้ง) กับนักการ เมือง(ที่มาจากการเลือกตั้ง) ในหลายกรณีที่นักการเมือง ไม่เป็นที่พอใจของชาวบ้าน ก็จะถูกเดินขบวนปลดออกจาก ตำ�แหน่ง กระบวนการเหล่านี้ทำ�ให้ชาวบ้านได้เรียนรู้เรื่อง สิทธิทางการเมืองของตนเอง และเปลี่ยนความคาดหวังที่มีต่อ รัฐบาล ทั้งหมดนี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ก่อนที่พรรคไทยรักไทย จะมาเป็นรัฐบาลแล้ว กระนั้นก็ตาม แม้กระบวนการกระจายอำ�นาจ จะทำ�ให้ อำ�นาจการตัดสินใจหลายอย่างถูกกระจายไปสู่ส่วนท้องถิ่น แต่โครงสร้างพื้นฐานทางอ�ำ นาจของการเมืองไทยและอ�ำ นาจ รัฐ ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางในกรุงเทพฯ การตัดสินใจ หลากหลายประการ โดยเฉพาะนโยบายหรือโครงการพัฒนา ขนาดใหญ่ยังคงสิทธิขาดมาจากศูนย์กลางแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นส�ำ คัญ ดังนั้น อัตลักษณ์ทางการเมืองของแต่ละภูมิภาคจึง ไม่อาจทัดทานกระแสความเข้มแข็งกว่าของอำ�นาจส่วนกลาง ได้ ประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดทางการเมือง และอัตลักษณ์ท้องถิ่น จึงประหนึ่งเหมือนถูกละเลยและถูก ปัดให้ตกเป็นเรื่องรองบ่อนไป นักการเมืองท้องถิ่นที่เคยพา กันเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางอ�ำ นาจทางการเมืองที่กรุงเทพฯ ยัง คงกระจุกตัวและชิงไหวชิงพริบในทางอ�ำ นาจกับนักการเมือง และข้าราชการในกรุงเทพฯ เป็นสำ�คัญเช่นกัน ในบริบทรวมการเมืองของไทย ที่มีลักษณะทั้งเป็นการ กระจายอำ�นาจออกไปบางส่วน แต่อำ�นาจหลักๆ สำ�คัญๆ ยังคงกระจุกอยู่ที่ศูนย์กลางดังกล่าวข้างต้นนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ก็ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาไม่ น้อยเช่นกัน หลังวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 นั้น ผู้คนทุกภาค ส่วนของไทยได้รับผลกระทบมากมาย กลุ่มคนรวยนั้น ทรัพย์สินเสียหายไปหลายส่วน แต่ก็ยังมีเงินสดไว้ใช้จ่าย กลุ่ม คนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ คนที่มีรายได้แบบรายวัน แรงงาน และชาวนาชาวไร่ที่ไม่สามารถขายข้าวและพืชผลได้ ในบริบทเช่นนี้ พรรคไทยรักไทยสามารถผลิตนโยบายใหม่ๆ ที่ถูกใจกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเหล่านี้ได้ ทั้ง นโยบายปลดหนี้ 3 ปี, นโยบายกองทุนหมู่บ้าน, นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, นโยบาย SML ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถเสนอนโยบายที่น่าสนใจได้ และเมื่อได้เป็นรัฐบาล แล้ว พรรคไทยรักไทยยังสามารถทำ�ทุกอย่างตามที่สัญญาไว้ ได้ภายใน 2 ปีอีกด้วย ช่วงที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล จำ�นวนเม็ดเงินที่ลงไปใน พื้นที่ชนบทนั้นมีอยู่อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า นั้น และแม้จะกล่าวว่านโยบายของไทยรักไทยประสบความ สำ�เร็จเพียง 20-30% ก็ยังถือได้ว่าเป็นปริมาณที่มากอยู่ดี เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ลงไปถึงชุมชนท้องถิ่นในยุคก่อนหน้า นั้นทั้งหมดที่ต้องเสียไปกับการคอร์รัปชั่นระหว่างทาง ดังนั้น กล่าวได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็น 5 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย รัฐบาลในช่วงที่ชาวบ้านก�ำ ลังเริ่มตระหนักถึงความส�ำ คัญของ การเมืองและการเลือกตั้งท้องถิ่น และ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็น ตัวเร่งส�ำ นึกทางการเมืองของคนชนบทอีกด้วย โดยสามารถ ทำ�ให้ผู้คนเห็นว่า นโยบายที่สัญญากันไว้สามารถท�ำ ได้จริง กินได้ เห็นผล และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของ ไทยที่ขยายตัวนับจากปี 2548 มาจนถึงปัจจุบันนั้น ความ เหลื่อมล้�ำ เชิงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องสำ�คัญที่สุด เพราะได้มีการ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้�ำ ไปอยู่มากแล้วในยุครัฐบาลทักษิณ ประเด็นปัญหาปัจจุบัน เป็นเรื่องเรียกร้องให้มีสิทธิอย่างเสมอ ภาคกันมากกว่า 10 3.3. ความรู้สึกเรื่องความยุติธรรม 11 แม้ว่าตามเจตนารมย์เดิมของหลักการเรื่องกฎแห่งกรรมที่ พระพุทธเจ้าสอนนั้น จะเป็นไปเพื่อการปฏิเสธระบบวรรณะ ที่มีอยู่อย่างเหนียวแน่นในอินเดีย แล้วเปลี่ยนมาเป็นการ พยายามทำ�ให้คนทั่วไปเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์เราจะเป็นเช่นไร ย่อมขึ้นอยู่กับผลแห่งการกระทำ� ไม่ใช่ผลแห่งชาติกำ�เนิด หรือวรรณะ แต่เมื่อพุทธศาสนาแพร่เข้ามาในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ หลักการข้อนี้กลับถูกอธิบายใหม่เพื่อเสริมความ เข้มแข็งของระบบการแบ่งชนชั้นว่าเป็นเรื่องที่ยุติธรรมแล้ว เพราะเป็นผลกรรมที่แต่ละคนกระทำ�มาตั้งแต่ชาติปางก่อน เดิมทีเดียว แนวคิดเรื่อง“ชีวิตที่ดี” และวัฒนธรรมความ คิดเรื่องความยุติธรรมนั้น รัฐไทยเคยนิยามไว้โดยอ้างอิง กับหลักกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนา และมีเรื่องเล่าอย่าง พระเวสสันดรชาดกที่เน้นการเสียสละสิ่งต่างๆ เพื่อสั่งสม บุญไว้ส�ำ หรับชาติหน้าย้�ำ หลักการเรื่องนี้ ท�ำ ให้คนไทยที่เป็น ชนชั้นล่างรู้สึกว่าเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในชาตินี้ ต้องรอ ชาติหน้า เป้าหมายเรื่อง“การหลุดพ้น” ที่ถูกลดลงให้เหลือ “ขึ้นสวรรค์” และต่อมาลดเหลือการมีกษัตริย์ชาวพุทธผู้ทำ� หน้าที่ลงมาอุปถัมภ์ต่อชนชั้นล่าง และชนชั้นล่างไม่ต้องลงมือ ท�ำ อะไรเลย เพียงแต่รอรับทุกอย่างจากกษัตริย์หรือคนอื่นๆ ในกลุ่มชนชั้นนำ�เท่านั้น“ไตรภูมิพระร่วง” ก็เป็นเรื่องเล่า อีกเรื่องหนึ่งที่ทำ�ให้พุทธศาสนาถูกเข้าใจเป็นการส่งเสริม สังคมแบบมีช่วงชั้น และสื่อสารกับสังคมไทยผ่านจิตรกรรม ฝาผนัง การฟังเทศน์ และพิธีกรรมต่างๆ โครงข่ายความ หมายเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นและกำ�กับสังคมไทยตลอดมาอย่าง มีเสถียรภาพ แม้ว่าจะมีความพยายามสร้างเรื่องเล่าชุดใหม่ คือ“มหาชนก” ขึ้นมาเปลี่ยนความหมายจากการเสียสละ และรอรับ(ตามเวสสันดรชาดก) ไปสู่ความเพียรพยายามไป ให้ถึงเป้าหมายด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบความส�ำ เร็จมากนัก เพราะไม่สามารถสร้างสีสันและอารมณ์ความรู้สึกได้มากเท่า พระเวสสันดรชาดก ก่อนยุครัฐบาลทักษิณ โครงข่ายความหมายดังกล่าว ทำ�ให้ จุดอ้างอิงความรู้สึกยุติธรรมอยู่ที่ชนชั้นเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อจะตัดสินว่าชีวิตตนเองดีเพียงใด คนในชนชั้นล่างจะ เปรียบเทียบอ้างอิงกับชนชั้นล่างด้วยกัน แต่รัฐบาลทักษิณ ท�ำ ให้จุดอ้างอิงนี้เปลี่ยนไปอยู่ที่ชนชั้นกลาง โดยที่ไม่ใช่ชนชั้น กลางในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพฯ แต่เป็นการอ้างอิงกับ ชนชั้นกลางตามตัวเมืองในต่างจังหวัด ชนชั้นล่างเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้จริง จาก นโยบายต่างๆดังกล่าวข้างต้น อาทิเช่น คนขับรถแท็กซี่ จาก เดิมต้องเช่ารถขับ นโยบายกองทุนหมู่บ้านที่สามารถให้กู้ยืม ได้ 200,000 บาทของ พ.ต.ท.ทักษิณทำ�ให้เขาสามารถร่วม หุ้นกับญาติพี่น้องและเป็นเจ้าของรถแท็กซี่ทั้งหมด 6 คัน กล่าวคือ พัฒนาตัวเองกลายเป็นเจ้าของอู่รถแท็กซี่ขนาด เล็กนั่นเอง อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ โครงการ 1 อ�ำ เภอ 1 ทุน ซึ่งส่งลูกหลาน หัวคะแนนจำ�นวนมากไปเรียนในต่างประเทศนั้น แม้ในเชิง คุณภาพของโครงการและการดูแลด้านสวัสดิการนักเรียนที่ ส่งไปจะยังเป็นค�ำ ถามอยู่ แต่ก็มีผลมากเพียงพอที่จะท�ำ ให้ ครอบครัวชนชั้นล่าง รู้สึกว่า ความฝันที่อยู่แสนไกลที่ตน ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ ก็เป็นไปได้จริงด้วยนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดนี้ทำ�ให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเป็นไปได้ใน ชาตินี้ ไม่จำ�เป็นต้องสั่งสมบุญเพื่อรอ ชาติหน้า ดังนั้น ในสายตาของคนไทยส่วนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นผู้ที่ทำ�ให้เขา“ลืมตาอ้าปาก” ได้ 4. การตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง 4.1. กระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลทักษิณ 12 เมื่อขึ้นมาอยู่ในต�ำ แหน่งผู้น�ำ ประเทศแล้ว ดูเหมือนว่าตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็เรียนรู้เรื่องการเป็นผู้นำ�ประเทศ ได้อย่างรวดเร็ว โดยจับเรื่องอารมณ์ความรู้สึกร่วมของผู้คน แล้วนำ�เสนอตัวเองว่าเป็นผู้นำ�ที่ทำ�เพื่อชาวบ้าน เป็นผู้นำ�ที่ ชาวบ้านจับต้องได้ และทำ�ให้ชาวบ้านรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นพวกเดียวกับตน พ.ต.ท.ทักษิณนำ�เสนอตัวเองว่าจะสู้ กับกลุ่มคนที่ประกอบด้วยชนชั้นสูง นักธุรกิจใหญ่และระดับ กลาง ข้าราชการ ทหาร ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนการเมืองแบบชนชั้น 6 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย นำ�ให้ไปสู่ชาวบ้าน แต่เดิมมา คนกลุ่มดังกล่าวได้ถูกร้อยโยง เข้าด้วยกัน โดยระบบลำ�ดับชั้น ยึดโยงกันด้วยแนวคิดความ เป็นเอกภาพ(unity) ตามอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และใช้เครือข่ายช่วยเหลือกันในเรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ อื่นๆ เครือข่ายเหล่านี้ ไม่ได้เกาะตัวกันแน่นหนาหรือแข็งตัว แต่มีความยืดหยุ่นสูง มีการเชื้อชวนนักธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาอยู่ ในเครือข่ายด้วย แต่เดิมก็เป็นกลุ่มนักธุรกิจในกรุงเทพฯ ต่อ มาก็รวมนักธุรกิจในต่างจังหวัด ขยายต่อมาเป็นข้าราชาการ ทหาร ศาล ฯลฯ พ.ต.ท.ทักษิณนำ�เสนอตัวเองว่าจะสู้กับคน เหล่านี้ ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการพัฒนาของประชาชนตาม แนวทางที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม นโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น มีความเสี่ยงสูงในระยะยาว เพราะจำ�เป็นต้องหาเงินมาใช้ จ่ายในครอบคลุมเม็ดเงินที่จะลงไปในชนบท เพื่อป้องกันไม่ ให้เกิดหนี้สาธารณะขึ้น ทีมงานในพรรคไทยรักไทยรู้ว่าจะ ต้องขึ้นภาษี จึงได้จัดการให้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเรียก เก็บภาษีจากกลุ่มธุรกิจที่เลี่ยงภาษี ท�ำ ให้สร้างศัตรูไว้จ�ำ นวน มาก ในระหว่างนี้ องค์กรธุรกิจใดที่อยู่ในเครือข่ายระบบพรรค พวกที่โยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์ ในขณะที่ธุรกิจที่โยง กับพรรคประชาธิปัตย์ถูกกีดกันออกไปจากวงผลประโยชน์ เช่น ช่วงเลือกตั้ง ผู้ที่ไม่มาบริจาคหรือสวามิภักดิ์ให้กับพรรค ไทยรักไทยก็จะมีกระบวนการทางการเมืองไปจัดการกับ หัวคะแนน ดังกรณีกำ�นันเป๊าะ เป็นต้น แม้ในภาพรวมแล้ว ชาวบ้านรู้สึกว่าตนได้รับประโยชน์จาก นโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณและไทยรักไทยอย่างมาก แต่ ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนราว 15% ที่ท�ำ งานสายวิชาชีพ (professional) ในตัวเมืองนั้น ไม่รู้สึกว่าได้รับอะไรเป็นชิ้นเป็น อัน นอกจากมีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เศรษฐกิจ โดยรวมดีขึ้น จึงท�ำ ให้ตนยังมีงานท�ำ อยู่ ในขณะเดียวกัน ภาพ ลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยในสายตาของ ชนชั้นกลางในเมือง คือ คอร์รัปชั่น มีนโยบายแก้ปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้โดยใช้ความรุนแรง ทั้งยังมีความอหังการของ พ.ต.ท.ทักษิณที่อาสาจะไปต่อกรกับกลุ่ม“คณาธิปไตย” โดย เฉพาะทหารและอำ�นาจนอกรัฐธรรมนูญ กระแสความไม่พอใจ พ.ต.ท.ทักษิณนี้ถูกสั่งสมไว้มากขึ้น เรื่อยๆ ตลอดเวลาที่รัฐบาลไทยรักไทยจัดการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการเมืองไทยมากมาย จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งทหาร ทั้งนี้ ด้วยรู้ตัว ว่าสิ่งที่พรรคไทยรักไทยท�ำ มาตลอด เป็นการท้าทายกลุ่มเครือ ข่ายอำ�นาจเดิมอย่างมาก จนอาจเกิดการรัฐประหารโต้กลับ ได้ จึงจ�ำ เป็นต้องไปจัดการควบคุมกองทัพให้ได้เสียก่อน แต่ การแทรกแซงครั้งนี้ไม่ได้ทำ�อย่างสุขุมเพียงพอ จึงทำ�ให้เกิด แรงต้านกลับ โดยไปรวมตัวกับกระแสความไม่พอใจเดิมที่มี อยู่แล้ว โดยเฉพาะรวมกับกลุ่มของสนธิ ลิ้มทองกุล 4.2. การตอบสนองของกลุ่มพลังอำ�นาจเดิม นับแต่เริ่มแรกของการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณราว กลางปี 2548 นั้น ประเด็นเรื่องพฤติกรรมของตัวอดีตนายกฯ ทักษิณที่หมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงพระราชอำ�นาจ การแต่งตั้ง สังฆราชสองพระองค์ กรณีผู้ว่าการส�ำ นักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยอย่างดีที่ทำ�ให้ประเด็นเกี่ยวกับ พระราชอ�ำ นาจและสถาบันกษัตริย์เข้ามาข้องเกี่ยวกับความ ขัดแย้งทางการเมือง สถาบันกษัตริย์ถูกท้าทายเรื่อยมา โดย เฉพาะนับตั้งแต่การเปิดประเด็นโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย และมีกระแสวิวาทะอย่างจริงจังเรื่องการขอ นายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยใช้มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ซึ่งมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยออกมา ถกเถียงมากมาย ปัญหาการจัดการพระราชอำ�นาจว่าควรมีขอบเขตมากน้อย เพียงใด ไม่เคยหาข้อยุติได้อย่างลงตัวเลย หากพิจารณาย้อน กลับไปในประวัติศาสตร์นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นต้นมา เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือเป็นครั้ง แรกที่การเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยได้ รับพระราชทานมาจากสถาบันกษัตริย์ หลังจากนั้นเรื่อยมา ธรรมเนียมปฏิบัติที่นายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับการยอมรับ ตามมาตรฐานคุณธรรมทางการเมือง โดยมีสถาบันกษัตริย์ เป็นหมุดหมายหลัก ก็ดูเหมือนจะเกิดมีขึ้นมาและดำ�รงสืบ เนื่องมากระทั่งปัจจุบัน พลังด้านคุณธรรมดังกล่าวของสถาบันกษัตริย์เกิดขึ้นจากการ ได้รับการยอมรับโดยประชาชนที่เห็นถึงการเสียสละเพื่อบ้าน เมือง ทำ�งานอย่างหนัก ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ�ริ ที่ด�ำ เนินมาตลอด ราว 50 ปี นับแต่เสด็จนิวัฒน์พระนครเป็นการถาวรในปี 2494 กระทั่งหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยเฉพาะงาน พัฒนาชนบทในพื้นที่ห่างไกลตามภูมิภาคต่างๆ จนกระทั่ง แม้สถาบันกษัตริย์จะไม่มีอำ�นาจทางการเมืองโดยทางการ เทียบเท่ากับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช แต่ก็สามารถสถาปนา พระราชอ�ำ นาจน�ำ ขึ้นมาจนกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจและหมุด หมายแห่งคุณธรรมของผู้นำ�ประเทศในปัจจุบัน 13 7 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย กล่าวโดยใช้ภาษาของ ธงชัย วินิจจะกูล คือ สถาบันกษัตริย์ ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2547 เคยถูกทำ�ให้ “อยู่เหนือการเมือง” ในลักษณะที่ถูกกีดกันออกไปไม่ให้ มีบทบาททางการเมืองแบบรัฐสภานั้น หลังปี 2516 เป็นต้นมา สถานะ“อยู่เหนือการเมือง” ถูกแปรสภาพให้ กลายเป็นขึ้นไปมีอ�ำ นาจอยู่เหนือระบบการเมืองแบบรัฐสภา แต่ไม่ได้รับความสนใจนำ�มาร่วมวิเคราะห์ในฐานะกลุ่มพลัง ทางการเมืองที่สำ�คัญอีกกลุ่มหนึ่งนอกเหนือจากกลุ่มทหาร และกลุ่มธุรกิจ 14 เมื่อขึ้นไป“อยู่เหนือการเมือง” ในความหมายแบบหลังนี้แล้ว กระแสความคิดที่ว่า“เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อาจไม่สำ�คัญ เท่ากับการได้คนดีมาปกครอง” ก็เกิดมีขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ดังมีผู้เห็นว่า ผู้นำ�ที่มาจากการแต่งตั้ง คือ ผู้นำ�ที่เป็นคนดี ซึ่ง แตกต่างจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอันสกปรก เต็ม ไปด้วยการซื้อสิทธิขายเสียง 15 อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ กลุ่มที่ให้ความสำ�คัญกับการเป็นผู้นำ�ที่ดีนั้น นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งดังกล่าว อาจพอยอมรับได้ หากไม่ก้าว เลยขอบข่ายคุณธรรมที่สถาบันกษัตริย์ได้แสดงเป็นตัวอย่างไว้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีบุคลิกแข็งกร้าว มีฐานอำ�นาจทางเศรษฐกิจ อย่างหนาแน่น และค่อยๆสั่งสมอ�ำ นาจทางการเมืองมาก ขึ้นเรื่อยๆ ในหลากหลายแง่มุม ทั้งในแง่ของการแทรกแซง และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันทางการเมืองด้านต่างๆ ที่มีอยู่เดิมอย่างมาก ในแง่การได้รับความนิยมจากมวลชน คนไทยจ�ำ นวนมาก แต่มีความคลุมเครือเรื่องความไม่โปร่งใส และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ลักษณะการเป็นผู้น�ำ ของ ตัวนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น หมิ่นเหมนผู้นำ�มาตลอด จน กระทั่งในที่สุดก็ไม่สามารถได้รับการยอมรับได้อีกต่อไป เมื่อ มาถึงประเด็นพฤติกรรมที่ไม่ชัดเจนต่อสถาบันกษัตริย์ เมื่อน�ำ ประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาควบคู่กับปัญหาการเมือง ภายในสถาบันกษัตริย์และสภาวะที่พระมหากษัตริย์ทรงมี พระชนมายุมากขึ้น ดังนั้น การตอบโต้ต่อพลังอำ�นาจใหม่ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่รัฐบาลทักษิณจึงก่อเกิดขึ้น โดยเริ่มแรก ไม่ได้คาดว่าจะบานปลายมามากถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ตาม พลังทางการเมืองของกลุ่มอำ�นาจเก่าได้เข้าปะทะกับกลุ่ม อำ�นาจใหม่ทั้งในระดับชนชั้นนำ� และระดับมวลชนในเวลา ต่อมา เนื่องด้วยพลังการสื่อสารและการระดมมวลชนใน ระดับต่างๆ การปะทะกันระหว่างอำ�นาจเก่ากับใหม่นี้ ได้ แผ่ขยายไปถึงระดับมวลชนคนไทยที่ยึดมั่นอยู่กับอุดมการณ์ ของทั้งสองอีกด้วย การทำ�รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นหมุด หมายสำ�คัญยิ่งของการเมืองไทยที่แสดงถึงสภาวะความ กระอักกระอ่วนใจที่มีอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การดึงสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวข้อง โดยใช้เป็น“อาวุธทางการ เมือง” ด้วยข้อกล่าวหาเรื่อง“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในวิกฤติการเมืองช่วงที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาการเมือง และความขัดแย้งภายในสถาบันกษัตริย์ ท่ามกลางความ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอย่างทั่วด้าน ของประเทศไทยในยุคโลกาภิวัตน์นี้ ยิ่งทำ�ให้สถาบันกษัตริย์ เกิดภาวะที่ไม่สามารถเป็นหมุดหมายแห่งการเป็นศูนย์รวม ความหลากหลายของคนในชาติ เพื่อสร้างความมีเอกภาพ และความมั่นคงของชาติได้อีกต่อไป แม้ส่วนหนึ่งในสถาบันกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยมจะ ตระหนักในข้อจำ�กัดของตัวเองว่าไม่สามารถทำ�อะไรแบบ เดิมที่เคยทำ�มาในช่วง 30-40 ปีนี้ได้อีกแล้วเช่นกัน แต่อีก ส่วนหนึ่งก็ดูจะพยายามใช้มาตรการและวิธีคิดแบบเดิม โดยที่ ยังคงพยายามผลักดันวิธีการแก้ปัญหาในกระบวนทัศน์เดิม ที่เน้นเรื่องการทำ�ให้ผู้ที่อยู่ในอำ�นาจต้องเป็น“คนดี” เพื่อ รับมือกับความเปลี่ยนแปลง หลักการเรื่องความเป็นเอกภาพ และความมั่นคงของชาติที่ผูกโยงกับ“ชาติ ศาสน์ 16 กษัตริย์” ที่ได้รับการบัญญัติไว้โดยรัชกาลที่ 6 จึงยังคงเป็นอุดมการณ์ ส�ำ คัญของผู้คนในปีกนี้ในการพยายามสร้างสันติสุขในสังคม ไทย โดยมีเครือข่ายกลุ่มพลังทางการเมืองเดิมทั้งระบบ ราชการ สถาบันตุลาการ กองทัพ เครือข่ายธุรกิจจำ�นวน หนึ่ง ฯลฯ เป็นทั้งกลไกและพันธมิตรหลัก ในกระบวนวิธีคิดของกลุ่มพลังอำ�นาจเดิม วิธีรับมือกับความ เปลี่ยนแปลงเป็นไปในแนวทางเดียวกับการทำ�รัฐประหารยึด อำ�นาจและทำ�ให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่สามารถกลับมาบริหาร บ้านเมืองไทยอีกต่อไป อีกทั้งใช้กระบวนการตุลาการภิวัต น์ที่ทำ�ให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชนต้องพ้น สถานภาพลง แล้วได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายก รัฐมนตรีแทน ทั้งที่มาจากพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยกว่า โดยเชื่อกันว่ากองทัพมีส่วนผลักดัน ชุดเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ส่งผลให้กลุ่มพลังอำ�นาจใหม่และผู้คนที่“ลืมตาอ้าปาก” ได้ จากนโยบายของรัฐบาลทักษิณรู้สึกโกรธมาก เพราะรู้สึกว่า สิทธิของตนถูกท�ำ ลายลงไป จึงเกิดการเคลื่อนไหวทางการ เมืองจนกลายมาเป็นขบวนการคนเสื้อแดง ปี 2552-2553 ซึ่งมีขนาดใหญ่และต่อเนื่องกว่าขบวนการประชาชนในช่วง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 8 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ในขณะเดียวกัน วิธีคิดของกลุ่มพลังอำ�นาจเดิมที่ปรากฏ ผลชั้นหลังสุดเป็นแนวคิดเรื่อง“ความปรองดอง” หลัง เหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2554 นั้น ยังคงตั้งอยู่บน ฐานคิดเรื่องความมีเอกภาพแบบเดิมดังกล่าว มีแนวโน้ม ไปสู่ความหมายของการที่ทุกคน“ต้องคิดเหมือนกัน” และ เชื่อมั่นในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหมือนๆ กัน ในขณะที่สังคม การเมืองไทยในปัจจุบัน เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย ของความคิดทางการเมือง ในเรื่องที่ว่าสังคมควรเป็นไปใน ทิศทางใด โดยที่หลายส่วนมีความเห็นคล้อยตามกลุ่มความ คิดใหญ่ 2 กลุ่มที่เกาะกันแบบหลวมๆ มีอิทธิพลโดดเด่น ขึ้นและแสดงออกมาเป็นกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดง ปัญหาเรื่องการคิดเหมือนกันหรือคิดต่างกันได้นี้ เป็นมูล เหตุฐานรากที่ทำ�ให้สังคมการเมืองไทยอยู่ในภาวะชะงักงัน เดินหน้าถอยหลังกลับไปกลับมาในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมานี้ 17 สิ่งที่เกิดขึ้นจากความพยายามรับมือความเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วด้วยกระบวนวิธีคิดแบบเดิมที่เน้นเรื่องความ เป็นเอกภาพแบบชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นี้ ส่งผลให้มีการใช้ มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับผู้คนจำ�นวนมาก บทบาท ของทหารที่ปรากฏขึ้นหลังรัฐประหารและการใช้มาตรการ ทางกฎหมายในการบังคับใช้มากขึ้นในสังคมไทย ได้ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันอยู่ไม่น้อย กระทั่งมีกฎหมาย รองรับและทำ�ให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถมีอำ�นาจเหนือ กองทัพได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือ ในพรบ.กลาโหมฯ ฉบับใหม่ นั้น นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปลดผู้บัญชาการทหารบกได้ เพราะองค์ประกอบคณะกรรมการพิจารณาการปลด ผบ.ทบ. นั้นมีสัดส่วนเป็นบุคลากรในสายทหารจ�ำ นวนมาก และมี ต�ำ แหน่งรัฐบาลพลเรือนเพียง 1-2 คนเท่านั้น ปรากฏการณ์ เหล่านี้เป็นการโยกย้ายอำ�นาจการเมืองไทยให้กลับมาเอื้อต่อ กลุ่มอำ�นาจเดิมมากขึ้น และให้ความสำ�คัญกับรัฐสภาและ ประชาชนน้อยลง จึงท�ำ ให้เกิดแรงต้านจากกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นอย่างมาก 18 วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้นใหม่ในรอบนี้ เกิดจากการสั่งสม อุณหภูมิและพลังทางการเมือง จากการหลีกเลี่ยงความ ขัดแย้งไม่ให้เข้าถึงแก่นกลางมาเป็นเวลานาน สังคมการเมือง ไทยถูกทำ�ให้เชื่อว่ามีความเป็นหนึ่งเดียว เหมือนกันในทุก ภูมิภาค ลักษณะโครงสร้างการตัดสินใจทางการเมือง ก็ไม่ เอื้อให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นในระดับภูมิภาคสามารถแสดงตัว ตนและบทบาทขึ้นมามีส่วนร่วมในการกำ�หนดความเป็นไป ของการเมืองไทยในภาพใหญ่ได้ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของไทยเป็นตัวอย่างที่ดียิ่ง สำ�หรับการที่อัตลักษณ์ท้องถิ่นแบบมลายูมุสลิมไม่สามารถ มีที่มีทางอยู่ในการเมืองไทยในระดับประเทศได้มากเท่าที่ ควร จึงเกิดการปะทุขึ้นมาของความรุนแรงในรอบใหม่นับ ตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม 2547 เรื่อยมา จนปัจจุบัน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงไปได้อย่างง่ายดายเลย ในขณะที่ ภาคใต้ตอนบน ของไทย ก็กำ�ลังเป็นพื้นที่ใหม่ที่จะ ประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมจากโครงการพัฒนาต่างๆ โดย เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายฝั่ง ที่กำ�ลังผันตัวจากชายฝั่ง แถบภาคตะวันออก มาลงที่ภูมิภาคแถบนี้ ซึ่งก็ไม่ได้รับความ ยินยอมให้รุกเข้าทำ�ลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ได้อย่าง ง่ายๆ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ สำ�นึกทางการเมืองของ ผู้คนในพื้นที่นี้ต่างไม่รู้สึกว่าอ่อนด้อยกว่าคนในศูนย์กลางแต่ อย่างใด ทั้งยังมีทัศนคติไม่หวังพึ่งใคร ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือแม้แต่องค์กรพัฒนาเอกชนเองก็ตาม ภาคเหนือและภาคอีสาน ของไทยแต่เดิมนั้น อยู่ใน ภูมิประเทศที่อำ�นาจจารีตไม่สามารถแผ่อิทธิพลไปถึงได้ ง่ายนัก และไม่ได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบบราชการ ศรัทธา ที่ให้ต่อผู้นำ�ประเทศจะมีก็แต่เฉพาะพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่ทรงมีโครงการหลวงเข้าไปทั้งสงครา ะห์และพัฒนาพื้นที่ห่างไกลบนภูเขาสูง(ซึ่งก็เพลาลงไปมาก ในระยะหลังเนื่องด้วยพระชนมายุที่มากขึ้น) ไม่สามารถม แต่การยอมรับดังกล่าวไม่ได้ขยายมาถึงข้าราชการ ในทาง ตรงข้าม ทั้งสองภูมิภาคนี้มักหวังพึ่งนักการเมืองมากกว่าใน แง่ที่ใช้ต่อรองกับข้าราชการ กระนั้น ที่ผ่านมานักการเมือง ของไทยก็มักทำ�งานแบบข้าราชการมากกว่า กล่าวคือ ไม่มี นโยบายเป็นชิ้นเป็นอัน ที่จะสามารถช่วยพัฒนายกระดับ ประชาชนได้อย่างจริงจัง กระทั่งเมื่อรัฐบาลทักษิณเข้าถึง คนในภูมิภาคนี้และน�ำ เสนอตัวว่าจะจัดการกับระบบราชการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาผู้คนพร้อมกับนโยบายมากมาย ที่ทำ�ให้ผลประโยชน์ตกมาถึงประชาชนอย่างเป็นจริงเป็นจัง และจับต้องได้ จึงทำ�ให้เขาได้รับการตอบรับ หรือกระทั่งเท ใจให้ เป็นอย่างดี ในบรรดาภูมิภาคต่างๆ นี้ ดูเหมือนจะมีเพียง ภาคเหนือตอน ล่างและภาคกลาง ที่ยังมีสัมพันธ์ใกล้ชิดและไม่มีความขัด แย้งชนิดแยกขั้วเข้ากันไม่ได้กับศูนย์กลางทางการเมืองใน กรุงเทพฯมากนัก กระนั้นก็ตาม ภูมิภาคดังกล่าว ก็ไม่ได้หวัง พึ่งเพียงระบบราชการแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ในบางครั้ง ก็ยังมีความใกล้ชิดกับนักการเมืองใหม่ๆ ในพรรคการเมือง ขนาดกลาง ถึงขนาดเล็กของการเมืองไทยด้วยเช่นกัน 9 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย กระนั้นก็ตาม ดังที่กล่าวแล้วว่า โครงการการตัดสินใจ ทางการเมือง และโครงสร้างอำ�นาจรัฐไทยนั้น ยังไม่ได้ กระจายตัวออกไปให้พื้นที่ท้องถิ่นและภูมิภาคมีบทบาทหลัก ในการส่วนร่วมตัดสินใจ จึงทำ�ให้ไม่ว่าความขัดแย้งชนิดใด เกิดขึ้น พลังความขัดแย้งจึงต้องผันตัวเข้ามาสู่ที่ศูนย์กลาง ประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในรอบนี้ ถือ เป็นความขัดแย้งที่ใหญ่มากในระดับประเทศ เมื่อผันตัวเข้า มาสู่ศูนย์กลางประเทศ จึงก่อตัวเป็นขบวนการเคลื่อนไหว ทางการเมือง 2 ขบวนการหลักๆ และเนื่องจากโครงการ การเมืองเป็นแบบรวมศูนย์และผูกขาดค่อนข้างมาก ท�ำ ให้ เป้าหมายของทั้งสองฝ่ายอยู่ที่การแย่งชิงอำ�นาจรัฐ ยิ่งทำ�ให้ ความขัดแย้งมีการเดิมพันที่สูงมาก ชนิดใครพลาด ก็ถึงคราว หมดสิ้น ดังนั้น จึงทำ�ให้สภาวะแยกขั้วของความขัดแย้งยิ่ง เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง เพราะต่างฝ่ายล้วน“ขี่หลังเสือ” กันมาไกลเกินกว่าที่จะลงจากหลังเสือ หันหลังกลับกันได้ ง่ายๆ อีกต่อไป ในภาวะดังกล่าวนี้ ความเสี่ยงต่อวิกฤติความรุนแรงและ การนองเลือดขนานใหญ่ของมวลชน ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ ว่าจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ได้เกิดขึ้นประปรายบ้างแล้ว ในระหว่างปี 2551-2553 ดังนั้น กระบวนการแก้ไขปัญหา วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงต่อไป จึง จำ�เป็นต้องคำ�นึงถึงการให้ที่ให้ทางแก่อัตลักษณ์ทางการ เมืองของท้องถิ่นและภูมิภาคได้มีบทบาทมากขึ้น พยายาม ลดระดับความตึงตัวของโครงการอำ�นาจรวมศูนย์ให้มาก ขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดของการปะทะกันระหว่างภูมิภาค ต่างๆ และเอื้อให้การเมืองไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ สภาวะใหม่ได้อย่างราบรื่นมากที่สุดและสูญเสียชีวิตเลือด เนื้อน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาคสอง: ที่ขัดแย้งกัน 5. สมมติฐาน 4 แบบว่าด้วยวิกฤติการเมืองไทย สาเหตุของวิกฤติการเมืองไทยในรอบ 6-7 ปีที่ผ่านมา อาจ อธิบายได้ด้วยสมมติฐาน 4 แบบ 19 ได้แก่ สมมติฐานแบบแรก นับแต่คณะราษฎร์ทำ�การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี 2475 มากระทั่งปัจจุบัน นั้น สถาบันกษัตริย์ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญจริง สมมติฐานแบบที่สอง คือ ระบอบประชาธิปไตยของ ไทยยังขยายตัวไม่สมบูรณ์ถึงที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง สมมติฐานแบบนี้ถือว่า ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (consitutional monarchy) นั้นเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ดังนั้น แม้จะเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะ ต้องพัฒนาต่อไปกระทั่งถึงระบอบสาธารณรัฐ สมมติฐานแบบที่สาม ปัญหาวิกฤติการเมืองไทยนั้น อันที่ จริงแล้ว เป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นและวงจรอุบาทว์ทางการ เมืองเท่านั้น แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามดึงเอาสถาบันกษัตริย์ มาเกี่ยวข้องด้วย โดยกล่าวว่าสถาบันกษัตริย์ยังไม่อยู่ภาย ใต้รัฐธรรมนูญจริง สมมติฐานแบบที่สี่ คือ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบอบการ ปกครองแบบที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แบบ ประธานาธิบดี หรือเป็นประชาธิปไตยแบบเน้นเสียงข้างมาก หรือประชาธิปไตยที่เน้นคุณธรรม ก็ตาม แต่ความขัดแย้ง ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ นั้น ไม่มีวันหมดสูญสิ้นไปได้อย่าง แน่นอน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่เคย ลงตัวและเป็นโครงการที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นไปได้ว่าปัญหาวิกฤติการเมืองไทย อาจมีสาเหตุใดสาเหตุ หนึ่ง หรืออาจมาจากทั้ง 3 สมมติฐานแรกร่วมกัน แต่ ใน เอกสารชิ้นนี้มีแนวโน้มความเห็นไปในทางสมมติฐานแบบ ที่สี่มากกว่า และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว การตั้งเป้าหมายให้ สังคมการเมืองไทยที่เผชิญวิกฤติอยู่ในปัจจุบันจะต้องสงบ และสันติดังเดิมในอดีต ย่อมเป็นการคาดหวังที่ไม่มีทางเป็น จริงไปได้เลย ตรงกันข้าม การตั้งเป้าว่าจะต้องเปลี่ยนแปลง ก้าวหน้าไปโดยแตกหักกับจารีตในอดีต เพื่อสู่โลกใหม่สังคม ใหม่ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยนั้น ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่น กัน(เพราะกลุ่มอำ�นาจเก่าคงไม่ยอมง่ายๆ เว้นแต่ว่าจะ มีการตัดคอหรือนองเลือดกันเหมือนการปฏิวัติใหญ่ของ บรรดาประเทศประชาธิปไตยปัจจุบัน ทั้งอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส เป็นต้น) นอกจากนี้ การรีบร้อนล้มล้างบางสถาบันอันเป็นที่ยึดเหนี่ยว จิตใจร่วมกันของคนในสังคม และสร้างความมั่นคงให้กับรัฐ ชาติและประชาชนพลเมืองได้ระดับหนึ่งนั้น อาจนำ�มาซึ่ง สภาวะอนาธิปไตย จนในที่สุด ก็จะเกิดสถาบันเผด็จการชนิด ใหม่ โดยอ้างเหตุผลเพื่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ดั่งที่หลายๆ ประเทศประสบมา ดังเช่นกรณีนโปเลียนที่ขึ้นมามีอำ�นาจ 10 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย หลังยุคแห่งความสยดสยอง(the age of terror) อันสืบ เนื่องมาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ดังนั้น การพัฒนาไปสู่สภาวะ สังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้น จึงอาจเป็นโครงการ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด หรือไม่มีทางสร้างความเป็นประชาธิปไตย บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบให้กับทุกสถาบันในสังคมนั้นๆ ได้ แต่ เราก็จำ�เป็นต้องก้าวเดินต่อไปโดยหนทางที่มีอารยะ อัน หมายถึงไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน สำ�หรับการพัฒนาการเมืองประชาธิปไตยของไทยนั้น แม้จะไม่ถึงกับตัดแต่งกันจนกลายเป็นอะไรก็ได้ตามแต่ บัญญัติของผู้มีอำ�นาจ ไม่เหลือหลักการพื้นฐานของความ เป็นประชาธิปไตยกันอยู่เลย ดังที่เกิดกับการนิยามคำ�ว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย” ในอดีตยุคเผด็จการทหารเรือง อำ�นาจในประเทศไทย แต่ประชาธิปไตยที่เข้ากันได้พื้น ภูมิวัฒนธรรมการเมืองในประเทศไทย อาจไม่จำ�เป็นต้อง เหมือนกันกับที่อื่น เพราะแต่ละประเทศแต่ละสังคมล้วนมี ปัญหาเกี่ยวกับมีประชาธิปไตยในแบบของตัวเอง อาทิเช่น ออสเตรเลีย เยอรมนีและอีกหลายประเทศประชาธิปไตยใน ยุโรป ซึ่งแม้เน้นหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเช่น กัน แต่การแสดงความคิดเห็นคัดค้านว่าไม่เคยมีการฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นเรื่องต้องห้าม ถึงมี“กฎหมายต่อต้านการ ทำ�ให้อาชญากรรมที่กระทำ�โดยไรซ์ที่สามเหลือน้อยที่สุด” (Law against the minimization of crimes committed by the Third Reich) เลยทีเดียว 20 ดังนั้น สังคมไทยจึง จ�ำ เป็นต้องพัฒนาประชาธิปไตยแบบที่มีหลักการพื้นฐานของ ประชาธิปไตยไว้ โดยที่ยังสามารถตอบโจทย์ส�ำ คัญๆ ของ สังคมการเมืองไทยได้อย่างสร้างสรรค์อีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราน่าจะจำ�เป็นต้องสร้างให้ประชาธิปไตย ของไทยเป็น“ประชาธิปไตยแบบถกแถลง”(deliberative democracy) กล่าวคือ เป็นประชาธิปไตยที่เอื้ออำ�นวจให้ ความคิดเห็นและอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างหลาก หลายกันมากๆ ได้มีพื้นที่ถกเถียงแลกเปลี่ยน ชี้แจงแถลงไข กันอย่างกว้างขวางในระดับสาธารณะ ตั้งแต่การถกเถียง ในระดับชีวิตประจำ�วัน ผู้คนในระดับรากหญ้า ชนชั้นกลาง เรื่อยไปถึงระดับชนชั้นนำ� และภายในรัฐสภา เพื่อส่งเสริมให้ เกิดความรู้ความเข้าใจในความแตกต่างแต่ละชนิดในระดับ ที่ลึกซึ้งเพียงพอที่จะตัดสินใจแสวงหาฉันทามติร่วมกันได้ มากกว่าจะระดมเสียงข้างมากมาอยู่ในฝ่ายของตนเพียง เท่านั้น โดยไม่สนใจนำ�พาหรือให้ความสำ�คัญและรับฟังต่อ ความมีเหตุมีผลของฝ่ายที่คิดเห็นแตกต่างออกไป ดังนั้น หากพิจารณาเป้าหมายโดยที่ไปพ้นจากเพียงสอง เป้าหมายของทั้งผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและผู้ที่ต้องการ รักษาสภาพเดิมดังกล่าวแล้ว หากเราตั้งเป้าหมายว่า ให้ ผู้คนในสังคมการเมืองไทยสามารถมีความคิด ความเห็น ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ที่แตกต่างกันได้ แล้วสามารถ ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์และให้เกียรติ ให้ความเคารพในกันและกัน ในประเด็นตัวอย่างเช่นว่า สถาบันกษัตริย์ควรมีบทบาทและขอบเขตอ�ำ นาจในระดับใด โดยไม่มีการฆ่า ทำ�ร้าย หรือใช้ความรุนแรงต่อกัน การ คาดหวังในลักษณะเช่นนี้ ดูจะเป็นไปได้มากกว่า เพราะเรา ไม่สามารถกำ�จัดความขัดแย้งและความแตกต่างทางความ คิดความเชื่อให้หมดสิ้นไปจากสังคมมนุษย์ได้ และเราไม่ สามารถอยู่ในสภาวะที่สันติสุขได้อย่างยั่งยืนหากความคิด เห็นที่แตกต่างของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้มีที่ทางอยู่ใน สังคมการเมืองนั้นๆ ข้อสำ�คัญที่สุด คือ ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว สังคมไทยจะมีการ ปกครองในระบอบแบบใด แต่ผลลัพท์ที่ปรากฏขึ้นหลังวิกฤติ ความขัดแย้งในครั้งนี้ ย่อมไม่มีความคุ้มค่าเลย หากต้อง มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของฝ่ายใดก็ตาม เพราะไม่สามารถมีใครรับประกันได้ว่าอุดมการณ์หรือเป้า หมายปลายทางสุดท้ายที่ใฝ่ฝันจะไปถึงกันนั้น จะเป็นของ จริงและเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ 21 ดังนั้น สังคมไทยจำ�เป็น ต้องเปลี่ยนท่าทีกันเสียใหม่ว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เป็น ปกติของสังคม สิ่งที่ไม่ปกติในสังคม คือ การใช้ความรุนแรง ในการแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องกำ�จัดออกไป และ หาทางแปลงพลังงานที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่มีเป็นปกติ นั้น ให้ไปอยู่ในรูปที่สร้างสรรค์และก่อเกิดสิ่งใหม่ๆ ต่อสังคม ไทยให้ได้มากกว่า เมื่อมีความเชื่อมั่นพื้นฐานที่ว่าความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องผิด แปลกแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องปกติของสังคม และจำ�เป็น ต้องหาทางผันแปรพลังความขัดแย้ง ไม่ให้นำ�ไปสู่การใช้ ความรุนแรงไม่ว่าจะจากฝ่ายใด และก่อเกิดเป็นพลังความ ขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงอาจมองได้ว่าวิกฤติ ความขัดแย้งการเมืองไทยรอบใหม่นี้ อาจถือเป็นโอกาสอัน ดีที่จะมาทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในการเมืองไทยกันอีกครั้ง หนึ่ง ว่าจะสามารถออกแบบและสรรหาหนทางให้สามารถ อยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม เป็นธรรม เป็นระบบการเมือง ที่ประกอบไปด้วยทั้งคุณธรรมและประชาธิปไตยได้อย่างไร ก่อนถึงขั้นนั้น เราจำ�เป็นต้องทำ�ความเข้าใจวาทกรรมต่างๆ ที่คู่ขัดแย้งทั้งสองขั้วนำ�มาใช้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันเสียก่อน 11 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย เพื่อมองให้เห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของแต่ละฝ่าย และมอง หาหนทางที่จะสามารถสังเคราะห์ทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน หรืออาจเกิดการก้ามพ้น(transcendence) ความขัดแย้ง แยกขั้วอันลึกซึ้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ 6. วาทกรรมและคู่ขั้วขัดแย้ง 22 วิกฤติความขัดแย้งของการเมืองไทยครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ เป็นการแยกขั้วแบบแข็งกระด้างและตายตัวก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าเกิดความแตกแยกออกเป็นสองขั้วกลุ่มพลังทางการ เมืองและทางความคิดอย่างชัดเจน ทั้งในระดับชนชั้นนำ�ที่ ขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มอ�ำ นาจเก่ากับกลุ่มอ�ำ นาจใหม่ และ บานปลายขยายตัวสู่ระดับมวลชนที่แสดงออกผ่านกลุ่ม“เสื้อ เหลือง” หรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กับกลุ่ม“เสื้อแดง” หรือแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ แห่งชาติ(นปช.) การต่อสู้กันทางความคิดระหว่างสองขั้วขัด แย้งนี้ พิจารณาจากข้อวิวาทะแล้วก็ดูจะมีส่วนถูกและส่วน ผิดอยู่ทั้งคู่ ดังนั้น จะทำ�ความเข้าใจความขัดแย้งครั้งใหญ่ ของการเมืองไทยในรอบนี้ได้ ก็จำ�เป็นต้องทำ�ความเข้าใจ วาทกรรมที่ถูกน�ำ มาใช้และหลักการที่เป็นฐานรองรับข้อถก เถียงของแต่ละฝ่ายด้วยเช่นกัน ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยรอบนี้ ถือว่าเริ่มปรากฏ อย่างชัดแจ้งเมื่อปี 2548 และขยายตัวต่อมาอีก 6-7 ปี กระทั่งเกิดเป็นความขัดแย้งแยกขั้วสองสีสองอุดมการณ์ ระหว่าง“ขบวนการเสื้อเหลือง” กับ“ขบวนการเสื้อแดง” ปัจจุบันนั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระบบคุณค่าทางศีลธรรม 2 ชนิดซึ่งอันที่จริงขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ มาตลอด แต่ ปรากฏชัดเป็นวาทกรรม 2 ชุดที่ปะทะกันอีกครั้งในวิกฤติการ เปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทยในครั้งนี้ และเป็นการปะทะ กันอีกครั้งอย่างไม่ยอมประนีประนอมให้กันง่ายๆ ดังในอดีต วาทกรรมทั้งสองชุดนี้ถูกผลิตขึ้น เพื่อเป็นจุดรวมความคิดว่า ด้วยกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายทางการเมืองที่กลุ่มตนต้องการ ต่อต้านหรือล้มล้าง วาทกรรมแรก คือ วาทกรรม“การเมือง แบบทุนสามานย์” ฝ่ายหนึ่ง ที่ผลิตโดยกลุ่มมวลชนขนาด ใหญ่ที่เรียกตัวเองว่า“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) วาทกรรมที่สอง คือ วาทกรรม“อำ�มาตย์-ไพร่” และ “อ�ำ มาตยาธิปไตย” หรือ“คณาธิปไตย” ที่ผลิตโดยกลุ่มมวลชน ขนาดใหญ่อีกกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ภายใต้การ ขนานนามตนเองว่า“แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ แห่งชาติ”(นปช.)(โปรดดูตารางที่ 1 ประกอบ) อย่างไรก็ตาม วาทกรรมดังกล่าวเป็นค�ำ เรียกแบบเน้นลักษณะ ของบุคคลผู้ถืออำ�นาจอันเป็นสิ่งที่ฝ่ายตนต่อต้าน ซึ่งก็รังแต่ จะท�ำ ให้ประเด็นไขว้เขวไปจากที่ควรจะเป็น เพราะล้วนมีแนว โน้มเป็นเผด็จการอ�ำ นาจนิยมได้ทั้งสองแบบ แต่หากพิจารณา ฐานคิด สมมติฐาน เป้าหมาย ฯลฯ อีกหลายประการที่อยู่ ข้างใต้ระบบความคิดของคนทั้งสองกลุ่มนี้ ที่ต่างมีตรรกะ เหตุผลระดับหนึ่งรองรับอยู่ทั้งคู่ ก็น่าจะพอทำ�ให้เราเห็น อะไรได้มากกว่าเพียงแค่ก่นด่าประณามอีกฝ่ายกันไปมาดัง ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในแง่ระบบคุณค่าทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายยึดถือแล้ว ความ ขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการปะทะกัน ระหว่างการเมือง“คุณธรรมที่ไม่ค่อยเน้นเรื่องประชาธิปไตย” ของฝ่ายแรก กับ การเมือง“ประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยเน้นเรื่อง คุณธรรม” ของฝ่ายหลัง ระบบคุณค่าทั้งสองชนิดนี้กล่าวได้ ว่าอยู่ในจิตใจของผู้คนมากมายที่แม้ไม่ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม ขบวนการเคลื่อนไหวทั้งสองขั้วดังกล่าว แต่ก็มีจิตใจให้การ สนับสนุนต่อขบวนการที่เชิดชูคุณค่าชนิดเดียวกับที่ตนยึดถือ เช่นกัน กลุ่มคนที่ยึดถือในคุณค่าการเมืองแบบแรกนั้น รู้สึกอดรน ทนไม่ได้กับการได้รับรู้ถึงความเสื่อมคุณธรรมจริยธรรมของ นักการเมือง ที่เต็มไปด้วยความสกปรกชั่วร้าย โกหกให้ร้าย ป้ายสี กำ�จัดคู่แข่งทางการเมืองอย่างเป็นเรื่องปกติ ซื้อเสียง เพื่อให้ตนได้เข้ามามีอำ�นาจบริหารประเทศ แล้วคอร์รัปชัน โกงกินภาษีของประชาชนไปอย่างเป็นระบบโดยไม่มีความ ละอายเกรงกลัวต่อบาป ทำ�ได้ถึงขั้นเปลี่ยนกฎกติกาเพื่อยัง ประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง วิธีแก้ปัญหาของกลุ่ม คนที่ยึดถือคุณค่าแบบแรก คือ ต้องหา“คนดี” มาปกครอง บ้านเมือง กำ�จัดคนชั่วออกไปอย่างแผ่นดินเสีย หรืออย่าง น้อยถ้าไม่สามารถก�ำ จัดได้ทั้งหมด ก็ต้องท�ำ ให้ไม่สามารถขึ้น เข้าสู่อ�ำ นาจได้ และต้องหา“คนดี” มาควบคุมพฤติกรรมคน เหล่านี้ คุณค่าลักษณะนี้ฝังรากอยู่ในประวัติศาสตร์การเมือง และวัฒนธรรมการเมืองของไทยมายาวนานยิ่ง เรียกได้ว่า เป็น“คุณค่าแบบจารีต” ซึ่งเน้นคุณธรรมของตัวบุคคลที่ เป็นผู้ปกครอง(และบรรดาคณะผู้ปกครอง) ว่าจะสามารถ สร้างสังคมการเมืองที่ดีได้ ดังนั้น จึงสามารถยอมรับการทำ� รัฐประหารได้ หากรัฐประหารแล้วท�ำ ให้บ้านเมืองดีขึ้น ก�ำ จัด “คนชั่ว” ไม่ให้ขึ้นมามีอำ�นาจได้ ส่วนกลุ่มคนที่ยึดถือในคุณค่าทางการเมืองแบบที่สองนั้น ไม่เชื่อว่าจะมีใครที่สามารถรู้ได้ว่าใครดีกว่าใคร หรือแม้ว่า จะรู้ได้โดยพฤติกรรมและมาตรฐานทางศีลธรรมส่วนบุคคล 12 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ตารางที่ 1: วิเคราะห์วาทกรรมของคู่ขัดแย้งในการเมืองไทย(ช่วง 2548-2554) วาทกรรม(ที่ถูกเรียก โดยฝ่ายตรงข้าม) ระบบคุณค่า ที่มาผู้ปกครอง กลุ่มที่ได้อำ�นาจ ประเด็นต่อสู้ หลักการปกครอง การจัดการอำ�นาจ จุดเน้น อำ�มาตยาธิปไตย, อำ�มาตย์-ไพร่, คณาธิปไตย ทุนนิยมสามานย์ คุณธรรมที่ไม่ค่อยเน้นเรื่องประชาธิปไตย แต่งตั้ง เครือข่ายข้าราชบริพาร, องคมนตรี, ศาล, กองทัพ ฯลฯ คอร์รัปชั่นโกงกินบ้านเมือง เสรีนิยม/จารีตนิยม จำ�กัด/ตรวจสอบถ่วงดุลอำ�นาจของผู้ปกครอง สิทธิเสรีภาพเหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน ของพลเมืองและหลักนิติธรรม ประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยเน้นเรื่องคุณธรรม เลือกตั้ง เครือข่ายธุรกิจการเมืองทุนโลกาภิวัตน์ เผด็จการโดย“คุณพ่อรู้ดี” ประชาธิปไตย กระจายอำ�นาจไปให้ประชาชน ความเสมอภาคและอำ�นาจอธิปไตยเป็นของ ประชาชน ของแต่ละคน แต่คนที่ดีนั้น ก็เป็นการดีโดยส่วนบุคคล ไม่ จำ�เป็นที่เมื่อมาปกครองบ้านเมืองแล้ว จะสามารถพัฒนา ระบบการเมืองให้ดีได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน กล่าวอีก นัยหนึ่ง“ความดีทางศีลธรรม” ส่วนบุคคลนั้น เป็นคนละ เรื่องกับ“ความดีทางการเมือง” ซึ่งเน้นที่การมีระบบทางการ เมืองที่ดี โดยที่ไม่ว่าผู้นำ�เป็นใคร ระบบทางการเมืองนั้นๆ ก็ยังสามารถ“ดี” ได้อยู่ 23 ในขณะที่คุณค่าแบบแรกเน้นให้ ต้องเฟ้นหา“คนดี” มาปกครองบ้านเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลง ให้สังคมนั้นดีขึ้น คุณค่าแบบที่สองจะเน้นว่าจำ�เป็นต้องให้ ประชาชนพลเมืองรับผิดชอบตัวเอง และได้มีโอกาสลองผิด ลองถูกกันเอง ไม่ถูกแทรกแซงหรือบังคับด้วยอำ�นาจที่เหนือ กว่าของ“คนดี” คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้พลเมืองทั่วไปสามารถ“คิดเองเป็น” ระบบการเมือง ที่สอดรับกับคุณค่าแบบที่สองนี้ จึงเป็นการเลือกตั้งตาม ระบอบประชาธิปไตย จากเรื่องระบบคุณค่าทางการเมืองข้างต้น หากกล่าวอีกนัย หนึ่ง ความแตกต่างระหว่างทั้งสองกลุ่มนี้ โดยรวบยอดแล้ว คือ เรื่องที่มาของผู้ปกครอง ในขณะที่คุณค่าแบบแรกเน้นที่ ระบบการแต่งตั้ง“คนดี” โดยใช้“คนดี” ที่เป็น“เสียงส่วน น้อย” จำ�นวนหนึ่งมาเป็นผู้คัดสรร คุณค่าแบบที่สองเน้นที่ ระบบการเลือกตั้งโดยคนทั้งหมดของประเทศเป็นผู้ออกเสียง เลือกสรรเพื่อเป็นตัวแทน“เสียงส่วนใหญ่” เข้ามาปกครอง ประเทศ ดังที่ เกษียร เตชะพีระ เคยกล่าวไว้ว่า สาระส�ำ คัญ ที่เป็นแก่นกลางวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่จะเลือกระหว่างระบบสาธารณรัฐ หรือระบอบอันที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่เป็นความ ขัดแย้งที่ยังหาจุดสมดุลลงตัวไม่ได้ระหว่างวิธีแต่งตั้งกับวิธี การเลือกตั้งต่างหาก ความแตกต่างระหว่างระบบทั้งสองนี้ เมื่อพิจารณาย้อน กลับไปที่เรื่องกลุ่มผู้ได้อำ�นาจก็ไม่แตกต่างไปจากที่วาท กรรมทั้งสองฝ่ายสรุปรวบยอดเอาไว้ กล่าวคือ ในทางหนึ่ง การที่ใช้เสียงส่วนน้อยเป็นผู้ตัดสินใจคัดสรรผู้ที่เห็นว่า “เหมาะสม” เข้ามาเป็นผู้ปกครองนั้น ปัจจุบันอำ�นาจเหล่า นี้อยู่ในมือของเครือข่ายข้าราชบริพาร ซึ่งครอบคลุมถึงทั้ง บุคคลในสถาบันกษัตริย์(ซึ่งรวมถึงองคมนตรีด้วย) ตุลาการ และกองทัพบางส่วน รวมทั้งนักธุรกิจอีกจำ�นวนหนึ่งที่สร้าง สายสัมพันธ์และปรับตัวกันมาอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน คุณค่าแบบที่สองที่เน้นที่มาของผู้ปกครองจากเสียงส่วนใหญ่ ในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นการปล่อยให้อำ�นาจอยู่ในมือเครือข่าย ธุรกิจการเมืองทุนนิยมโลกาภิวัตน์เช่นกัน พิจารณาในแง่ประเด็นการต่อสู้แล้ว ฝ่ายแรกเน้นการต่อสู้ กับกระบวนการคอร์รัปชั่นและโกงกินบ้านเมืองของนักการ เมือง ดังนั้นในแง่หลักการปกครองแล้ว ฝ่ายนี้จึงเน้นที่การ จำ�กัดอำ�นาจรัฐโดยผ่านการสร้างสถาบันการตรวจสอบถ่วง ดุลต่างๆ ขึ้นอย่างสลับซับซ้อน บนฐานหลักการปกครอง โดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรม โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นหลัก มั่นสำ�คัญในการธำ�รงระบอบไว้ นอกจากนี้ ปีกก้าวหน้า 13 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ของฝ่ายแรก(ที่เป็นภาคประชาสังคม) เพิ่มเติมการเน้น เรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองจากอำ�นาจ รัฐเช่นกัน แรกเริ่มเดิมทีปีกก้าวหน้าของฝ่ายนี้เน้นการตรวจ สอบอำ�นาจและการคุ้มครองปกป้องสิทธิและเสรีภาพของ พลเมืองให้อยู่ในบทบาทของภาคประชาสังคม แต่เมื่อภาค ประชาสังคมไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอจะทานกับอำ�นาจ รัฐได้ จึงยินยอมให้ปีกจารีตนิยมมีบทบาทมากขึ้นในการใช้ อ�ำ นาจอื่น(เช่น ตุลาการ ทหาร หรือสถาบันกษัตริย์ เป็นต้น) เข้าถ่วงดุลกับอำ�นาจรัฐแทนได้เป็นครั้งคราว แต่เป้าหมาย ทั้งหมดนี้เป็นไปโดยมีนัยถึงการปกครองเพื่อประชาชน อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีแล้ว วิธีคิดนี้เรียกได้อีกแบบ ว่าเป็นไปในลักษณะยึดมั่นหลักการเสรีนิยม(ผสมผสาน กับจารีตนิยม) เหนือ(หรือละเลย) หลักการประชาธิปไตย ซึ่งถ้าเน้นหนักสุดโต่ง ก็จะมีผลทำ�ให้ประชาชนเฉื่อยเนือย ทางการเมือง หมกมุ่นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น เพราะมีระบบ หรือสถาบันที่ดีคอยตรวจสอบถ่วงดุลอำ�นาจรัฐแล้ว ทำ�ให้ ความสำ�คัญของการเลือกตั้ง การเข้าร่วมทางการเมือง และ หลักอำ�นาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ด้อยความสำ�คัญลง บทบาททางการเมืองย้ายไปอยู่กับสถาบันที่ไม่ได้มาจากเสียง ข้างมากและไม่ได้มาจากพรรคการเมืองหลายพรรคแข่งขัน กันอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อเข้าสู่อำ�นาจรัฐ ตรรกะวิธีคิดดังกล่าวนี้มุ่งหน้าสู่ระบบการปกครองที่เรียก ได้ว่าเป็น“ประชาธิปไตยที่ปลอดประชาชน”(Democracy without the Demos) หรือกลายเป็นประชาธิปไตยที่ ประชาชนเป็นเพียงผู้ชม(Audience Democracy) และมี นักการเมืองคอยเล่นการเมืองผ่านสื่อต่างๆ เหมือนการแสดง หนึ่งๆ เท่านั้น(video politics) ปรากฏการณ์ที่เน้นหลัก เสรีนิยมมากกว่าหลักประชาธิปไตยนี้ สะท้อนให้เห็นค่อนข้าง ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เพิ่มเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับ เสรีภาพเป็นจำ�นวนมาก แต่โดยภาพรวมแล้ว อำ�นาจไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน หากอยู่ที่สถาบันพิเศษต่างๆ เช่น สถาบัน ตุลาการ เป็นต้น ที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น มากกว่า และเป็นปรากฏการณ์ร่วมลักษณะท�ำ นองเดียวกัน ที่เกิดขึ้นในประเทศยุโรปตะวันตกต่างๆ เช่นกัน ในทางกลับกัน ประเด็นต่อสู้ของอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เน้นศูนย์ รวมอยู่ที่เผด็จการโดย“คุณพ่อรู้ดี” ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน กองทัพ(ที่ทำ�รัฐประหารเมื่อปี 2549 อันเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำ�ให้ความคิดและคนที่ยึดมั่นในความคิดเช่นนี้สามารถ รวมตัวกันได้) สถาบันตุลาการ ที่เข้ามามีบทบาทตัดสินคดี ความด้านการเมืองและบทบาททางการเมืองในด้านอื่นๆ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสถาบันอื่นๆ ทั้งนี้เพราะบทบาท ที่ถูกผูกขาดไว้โดยกลุ่มสถาบันดังกล่าว เท่ากับท�ำ ให้บทบาท ของประชาชนลดน้อยถอยลง หลักส�ำ คัญของกลุ่มคนในฝ่าย นี้ ไม่ได้เน้นจ�ำ กัดอ�ำ นาจเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นและคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพดังกลุ่มแรก แต่เน้นที่การกระจายอ�ำ นาจไป ให้ประชาชนจ�ำ นวนมาก เพราะยึดมั่นในความเสมอภาคและ หลักอำ�นาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ซึ่งเน้นให้ประชาชน ได้เป็นเจ้าของอำ�นาจและใช้อ�ำ นาจรัฐด้วยตัวเองอย่างเสมอ ภาคกัน โดยเน้นบทบาทความตื่นตัวของประชาชนในการ เข้าร่วมทางการเมืองในลักษณะต่างๆ อย่างสม่ำ�เสมอ รวม ทั้งการรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมืองและส่งเสริมการเลือกตั้ง อย่างเสรีและเป็นธรรม ทั้งหมดนี้เป็นไปโดยนัย คือ เพื่อก่อ ให้การปกครองโดยประชาชน วิธีคิดดังกล่าวนี้เรียกได้ว่าเป็นการเน้นย้ำ�ยึดมั่นหลักการ ประชาธิปไตย และถ้าเน้นอย่างหนักหน่วงสุดโต่ง ก็อาจ ละเลยไม่เห็นความสำ�คัญของหลักการเสรีนิยม จนอาจก่อ ให้เกิดลักษณะทางการเมืองที่มีการเลือกตั้งเสรี แต่มีการ จำ�กัดสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง แทรกแซงหรือปิดกั้น สื่อมวลชน เล่นงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และสถาบัน ตุลาการ ตลอดจนระบบการถ่วงดุลอ�ำ นาจต่างๆ ฯลฯ ตลอด จนการใช้อำ�นาจของฝ่ายบริหารไปในทางที่มิชอบ ก่อเกิด ตัวละครใหม่ที่มีลักษณะเป็น“จอมบงการประชาธิปไตย” (Democrators) สภาพการปกครองในลักษณะดังกล่าวเรียก ในทางวิชาการได้ว่า“ระบอบประชาธิปไตยไม่เสรี”(Illiberal Democracy) ดังการปกครองในรัสเซียและละตินอเมริกา หลายประเทศ ในอดีตที่ผ่านมา บริบทประวัติศาสตร์การเมืองในตะวันตก ได้หล่อหลอมให้หลักการเสรีนิยมและหลักการประชาธิปไตย สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นระบอบการเมืองที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยเสรีนิยม”(Liberal Democracy) แต่หลัง จากผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองและ วัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์ ช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะ กระแสการท�ำ ให้เศรษฐกิจเป็นแบบเสรีนิยมใหม่(economic neo-liberalization) และกระแสการทำ�ให้การเมืองเป็น ประชาธิปไตย(political democratization) หลักการทั้ง สองประการนี้ก็เริ่มฉีกออกจากกัน และเริ่มขัดแย้งกันเอง ปรากฏให้เห็นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีกลุ่มประเทศ ยุโรปตะวันตกเป็นตัวอย่างของการยึดมั่นในหลักการเสรีนิยม หรือองค์ประกอบด้านรัฐธรรมนูญเป็นสำ�คัญ และกลุ่ม ประเทศละตินอเมริกาเป็นตัวอย่างของการยึดมั่นในหลัก ประชาธิปไตยหรือองค์ประกอบด้านประชาชนเป็นสำ�คัญ 14 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย การเมืองไทยในขณะนี้อยู่ในสภาวะความผันผวนทั้งสอง กระแสสืบเนื่องกันไป กล่าวคือ ผลจากรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนปี 2540 ที่เน้นองค์ประกอบด้านประชาชนเป็น สำ�คัญ โดยออกแบบให้มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ทำ�ให้ เกิดรัฐบาลทักษิณที่ประสบความสำ�เร็จในการยังประโยชน์ ให้แก่ประชาชนจำ�นวนมาก แต่ต่อมารัฐบาลนี้ก็ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนอีกจำ�นวนมากเช่นกัน รวมทั้ง การแทรกแซงสื่อมวลชนและระบบตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ หลายระบบ ทำ�ให้การเมืองไทยกลายเป็น ประชาธิปไตยที่ ไม่เสรี จากนั้น การเมืองไทยก็ถูกท�ำ รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ตามมาด้วยการลงประชามติและประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนไว้มาก แต่อำ�นาจส่วนใหญ่อยู่กับสถาบันและ ระบบตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ ต่อมาก็มีการออกกฎหมาย ความมั่นคงภายในและกฎหมายอื่นๆ จำ�นวนมากที่จำ�กัด บทบาทนักการเมือง พรรคการเมือง และการเมืองภาค ประชาชนให้อ่อนแอลง โดยเพิ่มอ�ำ นาจให้กับสถาบันกองทัพ ฯลฯ จนทำ�ให้ประชาธิปไตยที่ไม่เสรีอยู่แล้วของไทย กลาย เป็น ประชาธิปไตยปลอดประชาชน ไปด้วยอีกโสตหนึ่ง โดย เป็นประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้กำ�กับของกองทัพ ตุลาการ ระบบราชการ เทคโนแครต และองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจาก การเสียงข้างมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเมืองไทยถูกดึงส่วนที่ เป็นหลักการเสรีนิยมออกไปในยุครัฐบาลทักษิณ และต่อมาก็ ไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกจุด แต่กลับถูกดึงส่วนที่เป็นหลักการ ประชาธิปไตยออกไปอีกครั้งหนึ่งหลังรัฐประหารเป็นต้นมา การเมืองไทยปัจจุบันจึงประสบปัญหาพร้อมกัน 2 ประการ คือ กลายเป็น “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรีและปลอดประชาชน” ในทำ�นองเดียวกัน หากพิจารณาประเด็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้น ในความขัดแย้งแยกขั้วของการเมืองไทยปัจจุบัน จากภาพ ระยะยาวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว เกษียร เตชะ พีระ ประมวลแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยออกเป็น 3 แนวทาง(โดยใช้ชื่อเดือนที่ตรงกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เป็นตัวแบ่ง) แนวทางแรก แนวทางตุลาคม ของขบวนการ นักศึกษาประชาชนช่วงปี 2516-2519 พลังหลักทางการ เมืองไทยเคยรวมตัวกันต่อต้านทั้งรัฐราชการเผด็จการ (อำ�มาตยาธิปไตย) และต้านอำ�นาจทุน(สามานย์) ควบคู่ กันไป หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา ใน พื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ อำ�นาจประชาชนในระดับชุมชนที่ถูก ลดทอนมาตลอด พยายามที่จะขึ้นมาจัดการตนเองมากขึ้น เรื่อยๆ โดยไม่ปล่อยให้อ�ำ นาจอยู่ในมือของทั้งรัฐและทุน โดย เฉพาะหลังปี 2540 เป็นต้นมาที่รัฐธรรมนูญก�ำ หนดให้มีการ กระจาย อำ�นาจจากศูนย์กลางไปสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ทำ�ให้ เกิดการต่อสู้กันในระดับการเมืองท้องถิ่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน (local politics) เกิดกระแสความคิดทำ�นองนี้จำ�นวนมาก จนปัจจุบันเกิดกระแสล่าสุดที่เรียกกันว่า“จังหวัดจัดการ ตนเอง” เป็นต้น 24 แนวทางนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนและแยกสลายกลายเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางที่สอง แนวทางพฤษภาคม ของ นปช. (โดยมีเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็นหมุด หมายสำ�คัญ) ที่เป็นไปในลักษณะเดียวกับขบวนการเดือน พฤษภาคม 2535 คือต้านรัฐราชการเผด็จการและศักดินา ด้านเดียว และแนวทางที่สาม แนวทางกันยายน ของ พธม. ที่ต้านอำ�นาจทุนสามานย์เพียงด้านเดียว และมีเหตุการณ์ รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เป็นหมุดหมายสำ�คัญ สิ่งที่น่าเสียดาย คือ ในช่วง 6-7 ปีมานี้ การต่อสู้ทางการเมือง ในระดับท้องถิ่นนั้น แทนที่จะเป็นการต่อสู้เพื่อก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงเชิงระบบหรือเชิงโครงสร้าง ตามหลักการของ การเมืองแบบกระจายอำ�นาจ(decentralized politics) ซึ่ง ออกแบบระบบให้ผลประโยชน์มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถ สร้างระบบที่มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลได้ง่ายขึ้น แต่ กลับถูกวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองภาพใหญ่พัดพาให้ มุ่งเป้าการต่อสู้ทางการเมืองไปที่การต่อต้านหรือสนับสนุน บุคคลหรือผู้นำ�กลุ่มการเมือง และเน้นการยึดอำ�นาจของ ผู้นำ�ทางการเมือง 25 ข้อที่เหมือนกันระหว่างแนวทางพฤษภาคมกับแนวทาง กันยายน คือ ต่างมีประเด็นสำ�คัญที่เคยร่วมกันต่อต้านใน อดีตที่ถูกหลงลืมไปในความขัดแย้งครั้งนี้ แนวทางกันยายน ที่เชิดชู“คนดี” และหลักเสรีนิยมนั้น ดูเหมือนจะไม่ยอม กล่าวถึงความเป็นจริงที่ว่าเหล่า“อำ�มาตยาธิปไตย”(ใช้คำ� ของแนวทางพฤษภาคม) ล้วนรับใช้หรือเกี่ยวพันใกล้ชิดกับ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์อย่างลึกซึ้ง ส่วนแนวทางพฤษภาคมนั้น ก็ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงลักษณะอันเป็นเผด็จการ และอำ�นาจนิยม ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และซื้อขายสัมปทาน อำ�นาจรัฐ ที่ปรากฏในระบอบประชาธิปไตยของกลุ่มทุน โลกาภิวัตน์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งแนวทางกันยายนและ แนวทางพฤษภาคม ล้วนมุ่งสนับสนุนผู้นำ�หรือชนชั้นนำ� ในฝ่ายของตนเอง โดยที่หลงลืมความเป็นจริงของลักษณะ เผด็จการอ�ำ นาจนิยมของชนชั้นน�ำ ทั้งสองแบบ(เผด็จอ�ำ นาจ โดยรัฐราชการ/อำ�มาตย์ และเผด็จอำ�นาจโดยทุนนิยม) ที่ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา 15 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ดังนั้น ในแง่การต่อสู้ทางการเมืองแล้ว แนวทางของกลุ่ม เคลื่อนไหวที่ต่อสู้กับทั้งรัฐราชการเผด็จการหรืออ�ำ มาตยาธิป ไตย พร้อมกันไปกับต่อสู้กับทุนสามานย์ดังในอดีต กลับถูก ฉีกเป็นสองแนวทางที่ต่อต้านอ�ำ นาจเพียงด้านเดียว ทั้งยังเข้า ห้�ำ หั่นกันเอง แทนที่จะกลับเข้าร่วมมือกันต่อต้านอำ�นาจทั้ง สองด้านควบคู่กันไปดังในอดีต โดยเห็นถึงความจริงอีกด้าน ที่ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมกล่าวถึง ในขณะเดียวกัน ระหว่างการ ต่อสู้ของคนทั้งสองกลุ่มอุดมการณ์นี้ หลักการสองประการที่ ควรหนุนเสริมกัน คือ หลักเสรีนิยมและหลักประชาธิปไตย ก็ ถูกแต่ละฝ่ายผลัดกันเพิกถอนออกจากระบอบการเมืองไทย ทั้งคู่ ผลรวมทั้งหมด จึงกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยไม่ เสรีและปลอดประชาชน ทั้งยังไม่สามารถควบคุมกำ�กับให้ อำ�นาจแบบรัฐราชการเผด็จการหรืออ�ำ มาตยาธิปไตย และ อำ�นาจทุนธุรกิจการเมือง อยู่ในร่องในรอยที่เหมาะสม และ ไม่ใช้อ�ำ นาจเกินดุล จนล่วงล้�ำ ท�ำ ให้ประชาชนไทยไม่สามารถ พอที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขและเป็นธรรมเพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยกลับกลายเป็นว่า มวลชนและ ภาคประชาชนทั้งหลายถูกแบ่งแยกโดยอุดมการณ์และ กลุ่มพลังการต่อสู้ทางการเมืองทั้งสองฝ่าย แล้วเข้าประหัต ประหารกันเอง โดยไม่เคยตระหนักถึงความเป็นเผด็จการ อำ�นาจนิยมของทั้งกลุ่ม“อำ�มาตย์” และกลุ่ม“นายทุน ใหญ่” ซึ่งเป็นหัวขบวนผู้สนับสนุนหลักของทั้งสองฝ่าย และ ข้อส�ำ คัญคือ ความใกล้ชิดของกลุ่มพลังทั้งสองนี้ที่อาจตกลง ต่อรองผลประโยชน์กันลงตัวเมื่อใดก็ได้ ภาคสาม: ทางข้างหน้า 7. แนวโน้มภาพใหญ่ในการเมืองไทย 7.1. การเคลื่อนตัว 3 ประการในการเมืองไทย ท่ามกลางความขัดแย้งในการเมืองไทยระหว่างกลุ่มคนไทย 2 กลุ่มที่มีขนาดใหญ่พอๆกัน และต่อสู้กันทั้งทางโครงสร้าง ทางวาทกรรม ทางความคิด และทางกายภาพ ดังกล่าวมา ทั้งหมดนั้น สามารถสรุปเป็นภาพใหญ่ของแนวโน้มความ เปลี่ยนแปลงได้ 3 ประการ ความเปลี่ยนแปลงดังจะกล่าว ถึงนี้ กำ�ลังอยู่ในช่วงการจัดปรับกระบวนต่างๆ และยังไม่ เป็นที่ลงตัวเรียบร้อยดี 26 ประการที่แรก การกำ�หนดนโยบาย แต่เดิม ชนชั้นล่าง ผู้มีหน้าที่เพียงรอรับความช่วยเหลือจากเบื้องบน ไม่ได้ เป็นปัจจัยหรือมีอิทธิพลในการกำ�หนดนโยบายแต่อย่างใด กระบวนการกำ�หนดนโยบายอยู่ในอำ�นาจของบรรดาเทค โนแครตทั้งหลาย โดยมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ เป็นอาทิ ช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา อำ�นาจในการกำ�หนด นโยบายก็เคลื่อนย้ายไปสู่ฝ่ายการเมืองเป็นหลักแทนเช่นกัน ทั้งนี้ โดยมีพรรคไทยรักไทย(เดิม) ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นส�ำ คัญ กระทั่งต่อมาพรรคการเมือง อื่นๆ ของไทย ซึ่งก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีนโยบายว่าหากได้มาเป็นรัฐบาลแล้วจะบริหารและ พัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง ก็จำ�เป็นต้องผลิตนโยบายให้ ถูกใจประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเช่นกัน แม้ว่าพรรคการเมือ งอื่นๆจะไม่สามารถคิดค้นนโยบายใหม่ๆ ได้แหวกออกไป จากกรอบนโยบายประชานิยมที่บุกเบิกโดยพรรคไทยรักไทย ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในความเปลี่ยนแปลงนี้ ก็ยังคงจำ�เป็น ต้องตอบโจทย์เรื่องการควบคุมวินัยทางการเงินการคลัง ภาครัฐให้ได้เป็นอย่างดีให้ได้ รวมถึงโจทย์การสร้างความ เข้มแข็งหรือสร้างภาวะการพึ่งพิงให้กับประชาชนผู้บริโภค นโยบายประชานิยมอีกด้วย ประการที่สอง ที่ตั้งของอำ�นาจ มีการเปลี่ยนย้ายที่ตั้งของ อำ�นาจ จากชนชั้นนำ�ผู้ไม่ได้มาโดยการเลือกตั้ง มาเป็นการ เมืองแบบแบบที่ให้ความสำ�คัญกับการเลือกตั้งอย่างยิ่ง โดย เฉพาะหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ที่มีกระแสการ ต่อต้านเผด็จการและไม่ยอมรับอำ�นาจที่ไม่ได้มาจากการ เลือกตั้งเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ปัจจุบัน ของสังคมไทยนั้น กล่าวได้ว่า ในทางหนึ่ง กำ�ลังเผชิญกับ ภาวะที่ระบบคุณค่าแบบเดิมไม่เป็นที่ศรัทธาของคนใน ชนชั้นล่างที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและ สำ�นึกทางการเมือง จากแบบสูงต่ำ�ไปสู่แบบแนวราบ และ ความเปลี่ยนแปลงกำ�ลังดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางแบบ ประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ในอีกทางหนึ่ง วัฒนธรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยในสังคมไทยก็ยังง่อนแง่น อ่อนแออย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความคิดเรื่องสิทธิ ซึ่งมีรากฐานอยู่ในตะวันตก นั้น มีกำ�เนิดมาจากความคิดของคริสตศาสนาฝ่ายโปรเตส แตนท์ ที่ว่าทุกคนมีสิทธิเข้าถึงพระเจ้าได้เท่าๆ กันทั้งหมด โดยไม่จำ�เป็นต้องผ่านพระหรือนักบวชคาโธลิค ดังที่เป็นใน ยุคกลางของยุโรป ด้วยรากฐานนี้ สิทธิของตะวันตกจึงเห็น ความสำ�คัญของ“สิทธิของผู้อื่น” และ“สิทธิของฉัน” ไป พร้อมๆ กัน ในแง่ที่เป็นตัวกำ�กับสภาพความสัมพันธ์ของ คนในสังคมให้เป็นธรรรม(fair) ต่อทุกฝ่าย กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนอื่นก็สามารถทำ�ในสิ่งเดียวกับที่เราทำ�ได้เช่นกัน และเรา ไม่ควรกระทำ�ในสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นกระทำ�เช่นกัน เมื่อ 16 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย สังคมไทยรับเอาเรื่องสิทธิและประชาธิปไตยเข้ามา ก็รับมา เฉพาะเพียงแค่เรื่องรูปแบบ ไม่ได้รับเอาระบบคุณค่าและ ความหมายพื้นฐานซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องพระเจ้าในลักษณะ ดังกล่าวมาด้วย ทั้งยังไม่สามารถเป็นเนื้อเดียวกับจารีตที่ มีอยู่เดิมในสังคมไทยได้ เราเพียงแค่นำ�เอาเรื่องสิทธิมาใช้ ในลักษณะที่ค่อนข้างเน้นไปที่“สิทธิของฉัน” ในการทำ�สิ่ง ต่างๆ ได้ตามปรารถนาตราบเท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของ ผู้อื่น มากกว่า ดังนั้น แนวคิดเรื่องสิทธิจึงไม่สามารถทำ�งาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสังคมไทย 27 นอกจากนี้ วัฒนธรรมการถกเถียง ซึ่งมีนัยของอ�ำ นาจที่ไม่ แตกต่างกันมากนักระหว่างคู่สนทนา ก็มีอยู่ไม่มากในสังคม ไทย สังเกตได้จากคำ�ศัพท์เกี่ยวกับการถกเถียงในภาษาไทย มีอยู่น้อย เมื่อเทียบกับในภาษาอังกฤษ(เช่น conversation, debate, discussion, dialogue, deliberation, talk เป็นต้น) เป็นที่น่าสังเกตว่าวัฒนธรรมการพูดคุยของไทย จะเน้นไป ที่การบอก การสั่งสอน การเทศน์ ซึ่งมีลำ�ดับชั้นความสูง ต่ำ�ระหว่างคู่สนทนา และเป็นการสื่อสารทางเดียวมากกว่า การสื่อสารสองทาง ในทำ�นองเดียวกัน การรวมกลุ่มของคน ไทยสมัยก่อน ก็เป็นการรวมกลุ่มกันผ่านเจ้านายคนเดียวกัน มากกว่าจะเป็นการรวมกลุ่มกันเอง 28 ดังนั้น ในช่วงเปลี่ยนย้ายที่ตั้งของอำ�นาจไปสู่กระบวนการ เลือกตั้งนี้ จึงมีความตึงเครียดกับความรู้สึกที่ว่าควรมีการ แต่งตั้ง“คนดี” มาปกครองบ้านเมืองและสั่งสอนผู้คนใน ระดับหนึ่ง ไม่ควรปล่อยให้การเมืองไทยทั้งหมดตกอยู่ในมือ “นักการเมืองชั่วร้าย” ที่มาพร้อมกับ“นายทุนสามานย์” ซึ่ง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ โกงกินบ้านเมือง ตราบเท่าที่ไม่มีใครจับได้ แต่เพียงเท่านั้น ประการที่สาม ระดับและวิธีการเปลี่ยนแปลงทางการ เมือง มีการเคลื่อนจากการเมืองแบบชนชั้นนำ� สู่การเมือง แบบมวลชน แต่ยังคงถือคติ“เป้าหมายสำ�คัญกว่าวิธีการ” อยู่เช่นเดิม กล่าวคือ มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิง ปริมาณค่อนข้างมากในทั้งฝ่ายเสื้อเหลืองและฝ่ายเสื้อแดง เน้นตัวเลขจำ�นวนมวลชนผู้เข้าร่วมกับฝ่ายตนให้มาก เพื่อ สร้างแรงกดดันทางการเมืองทั้งต่อฝ่ายตรงข้ามและต่อสังคม โดยรวม แต่ยังไม่มีการพัฒนาในเชิงคุณภาพที่เน้นความ หนักแน่นมีเหตุมีผลและยึดมั่นการไม่ใช้ความรุนแรงในการ เคลื่อนไหวมากนัก ดังที่ปรากฏมีการใช้วิธีการก่อการร้าย ในฝ่ายมวลชนและการล้อมปราบมวลชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ มีเพียงการสั่งสมและเรียกร้องปริมาณมวลชนมากขึ้นเรื่อยๆ ดุจดั่งจะรอวันปะทุใหญ่ ซึ่งก่อผลได้สองทาง คือ การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หรือกลายเป็นการแตกสลายของ บ้านเมืองที่ไม่สามารถปกครองกันได้อย่างมีขื่อมีแป ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากเสถียรภาพของระบบคุณค่าเดิม ถูกสั่นคลอน ในขณะที่ระบบคุณค่าใหม่ก็ยังไม่ลงตัว ผู้คน ทั้งสองระบบคุณค่าต่างปกป้องจุดยืน อุดมการณ์ และ เป้าหมายของตนเองโดยใช้ทุกวิถีทางและอย่างสุดแรงเกิด ปัจจุบัน สภาพการเมืองไทยจึงเป็นเหมือนสภาวการณ์ที่ ในปีกหนึ่ง ก็เป็นอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง ปกป้องระบบ คุณค่าเดิมที่ตนยึดถือไว้อย่างเหนียวแน่น ในอีกปีกหนึ่งก็เลย ต้องสุดโต่งสุดขั้วไปอีกด้านหนึ่งอย่างรุนแรงเช่นกัน 29 เพื่อ พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มกำ�ลังเช่นกัน ดังนั้น ประเด็นที่ส�ำ คัญยิ่งที่ยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงในการเมือง ไทยและตามติดมาในช่วงเหตุการณ์ครั้งนี้อีกเช่นเคย คือ การ ยึดมั่นในเป้าหมายปลายทางของการเปลี่ยนแปลง มากกว่า วิธีการเปลี่ยนแปลง(end justified mean) ซึ่งปรากฏให้ เห็นเป็นความพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ฝ่ายตนชนะหรือ เป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็น การดึงเรื่องสถาบันกษัติรย์ ลงมาใช้สร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตนและเป็นเครื่องมือ โจมตีและลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม การที่ กลุ่มชนชั้นนำ�เดิมก็ใช้วิธีนำ�มวลชนเข้ามาเป็นฐานสนับสนุน ความชอบธรรมของฝ่ายตน และพร้อมจะประจันหน้ากับ ฝ่ายตรงข้ามตลอด ฯลฯ ในบรรดาวิธีการต่างๆ เหล่านี้ สิ่งที่สำ�คัญที่สุด คือ การใช้ ความรุนแรงในการจัดการกับความขัดแย้งทางการเมือง ทั้ง ฝ่ายรัฐที่มีลักษณะเป็นอำ�นาจนิยม(authoritarian of the state) มากขึ้นเรื่อยๆ มีการใช้อ�ำ นาจพิเศษนานาประการ เพื่อบีบบังคับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กระทั่งการ ใช้กำ�ลังเข้าปราบปราม ในขณะเดียวกัน ฝ่ายประชาชนผู้ เคลื่อนไหวมวลชนก็ใช้ทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องและสร้างแรง กดดันทางการเมือง รวมถึงการป้องกันตนเองจากการถูก ปราบปรามด้วยเช่นกัน จนเรียกได้ว่าเกิดภาวะอนาธิปไตย บนท้องถนน(anarchism of the street) ในทำ�นองเดียวกัน เกือบสิบปีมานี้ เทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตของไทย พัฒนาขึ้นมาก ทั้งลักษณะ อำ�นาจนิยมของรัฐและอนาธิปไตยบนท้องถนนนั้น เกิดขึ้น บนโลกไซเบอร์ด้วยเช่นกัน สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น“อำ�นาจ นิยมของรัฐไซเบอร์”(authoritarian of the cyber-state) ปรากฏขึ้นเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐที่จะปิดกั้นเว็บไซต์ และดำ�เนินคดีกับผู้ที่แสดงความคิดเห็นเข้าข่ายเป็นภัยต่อ ความมั่นคงแห่งรัฐจ�ำ นวนมาก โดยใช้ พ.ร.บ.การกระท�ำ ความ 17 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นส�ำ คัญ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสื่อใหม่ท�ำ ให้ผู้คนทั่วไปสามารถแสดงความคิดเห็น ทางการเมืองหรือเป็นผู้ผลิตเนื้อหาความคิดความเห็นเพื่อ เผยแพร่ในสื่อประเภทต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ประชาธิปไตย ไทยในยุคแห่งวิกฤติความขัดแย้งนี้ ก็ใกล้เคียงเต็มทีกับ “อนาธิปไตยบนท้องถนนไซเบอร์”(anarchism of the cyber-street) ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำ�หยาบคาย ก่นด่า แสดง ความโกรธแค้น เกลียดชัง และอารมณ์รุนแรง เป็นจำ�นวน มาก ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งในระดับปัจเจกบุคคลทั่วไปและผู้ที่ มีส่วนสนับสนุนหรือมีบทบาทน�ำ ในกลุ่มการเมืองทั้งสองฝ่าย ล้วนใช้ภาษาในการสื่อสารที่ก้าวร้าว รุนแรง และหลายครั้ง หยาบคาย แบ่งฝักแบ่งฝ่าย สื่อสารเฉพาะกับคนที่คิดเหมือน กัน ก่นด่าสาดเสียเทเสียกับฝ่ายที่เห็นต่างหรือฝ่ายตรงข้าม จนอาจเรียกได้ว่า การสื่อสารทางการเมืองในอินเทอร์เน็ต ไทยที่ควรจะเปิดให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างเต็มภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วง วิกฤติการเมืองที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใหญ่ๆ หลายครั้ง ทั้งเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยที่หน้ารัฐสภา เมื่อ 7 ตุลาคม 2551, เหตุการณ์สลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่ เผด็จการแห่งชาติ เมื่อเดือนเมษายน 2552 ที่อนุสาวรีย์ ชัยสมรภูมิและแยกดินแดน รวมทั้งการปะทะกันระหว่างกลุ่ม คนเสื้อแดงกับทหารที่สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ตลอดจนการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงครั้งใหญ่เมื่อ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่สี่แยกราชประสงค์ ทั้งสองฝ่าย ของขั้วขัดแย้งในแต่ละเหตุการณ์ล้วนแต่แสดงข้อมูลข่าวสาร และหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อความ คลิปเสียง และคลิป วิดีโอ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการที่ฝ่ายตนถูกใช้ความรุนแรง กระทำ� เป็นจำ�นวนมาก สมรภูมิข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็น ไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกของ แต่ละฝ่ายให้ยิ่งโกรธแค้นเกลียดชัง เตรียมเข้าห้ำ�หั่นกันมาก ขึ้นไปอีก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาธิปไตยไทยในโลกไซเบอร์ นั้น อยู่ในขั้นที่มีวุฒิภาวะต่ำ�มาก ถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ประชาธิปไตยท่อน้ำ�ทิ้ง” 30 หรือเป็น“ประชาธิปไตยแห่ง ความโกรธแค้นเกลียดชัง” เลยทีเดียว แนวโน้มทั้งสามประการดังกล่าว ยังไม่เป็นที่ลงตัว และยัง คงต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้สังคมไทยสามารถ พัฒนาวุฒิภาวะทางการเมืองให้มีมากเพียงพอที่จะอยู่ร่วม กันระหว่างความแตกต่างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหาจุดที่ พอจะยอมรับร่วมกันได้ระหว่างกลุ่มผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง กับกลุ่มผู้ที่ต้องการรักษาสภาพเดิม(รวมถึงกลุ่มย่อยต่างๆ ที่ขัดแย้งกันภายในคนกลุ่มใหญ่ทั้งสองกลุ่มนี้ด้วย) โดยไม่มี ฝ่ายใดได้หรือเสียทั้งหมดแต่เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ใน ระหว่างที่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ 3 ประการดังกล่าวยัง ไม่เป็นที่ลงตัวนั้น การเผชิญหน้ากันในความขัดแย้งของเรา ได้ก่อเกิดสภาพเป็นความขัดแย้ง 2 ชั้นไปพร้อมๆ กันดังจะ กล่าวในหัวข้อถัดไป 7.2. ความขัดแย้ง 2 ชั้นในวิกฤติการเมืองไทย ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเปลี่ยน ผ่านทางการเมืองของไทยนี้ เรากำ�ลังเผชิญปัญหาความขัด แย้ง 2 ชั้นพร้อมๆกัน ปัญหาชั้นแรก คือ ความขัดแย้งอัน เนื่องมาจากปัญหาพื้นฐานที่ฝังแน่นอยู่ในระดับโครงสร้าง และสถาบันของสังคมไทยที่พอกพูนสั่งสมจนปะทุระเบิด เป็นวิกฤติการเมืองครั้งนี้ ปัญหาชั้นที่สอง คือ ความขัดแย้ง อันเนื่องด้วยวิธีการเรียกร้อง วิธีการสื่อสาร วิธีการผลักดัน ให้เกิดเปลี่ยนแปลง รวมถึงวิธีการฉุดรั้งรักษาสภาพเดิม ของ แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในชั้นแรก กล่าวคือ ในขณะ ที่ผู้เกี่ยวข้องพยายามจะทำ�ให้เกิดการนำ�ประเด็นปัญหาชั้น แรกมานั่งใคร่ครวญ ถกเถียง อภิปรายสนับสนุนและคัดค้าน เห็นด้วยหรือเห็นต่างอย่างตรงประเด็น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้น สังคมการเมืองไทยกลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารและ วิธีเผชิญประเด็นปัญหาในชั้นแรกนี้ ในลักษณะที่ทำ�ให้เรา ต้องมาใช้พลังทะเลาะขัดแย้งกันอย่างเอาเป็นเอาตายกับ เรื่องวิธีการเรียกร้องทางการเมืองอีกชั้นหนึ่งด้วย กล่าวอย่าง รวบรัด สังคมการเมืองไทยก�ำ ลังเผชิญความขัดแย้งว่าด้วยวิธี การที่เราจะขัดแย้งกัน พร้อมกันไปกับความขัดแย้งเกี่ยวกับ ประเด็นพื้นฐานเชิงโครงสร้างของสังคมไทย อันเรียกได้ว่า เป็นเนื้อหาของความขัดแย้งในเบื้องแรกเริ่มสุด ปัญหาพื้นฐานที่ทำ�ให้เราต้องมาขัดแย้งกันในเชิงเนื้อหานั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ตกกันได้ง่ายๆ ในขณะที่ปัญหา เรื่องวิธีการที่เราทะเลาะขัดแย้งกันก็ยังแก้กันไม่ตก นับวัน มีแต่จะยิ่งลุกลามบานปลายขึ้นเรื่อยๆ กฎเกณฑ์และคุณค่า พื้นฐานหลายประการถูกทำ�ลายลงไปในการห้ำ�หั่นกัน ทางการเมืองรอบใหญ่รอบนี้ ต่างฝ่ายต่างยึดหลักทำ�นอง ว่า ในการที่จะต่อสู้หรือรับมือกับคนที่ไม่มีหลักการนั้น เรา ไม่สามารถยึดมั่นในหลักการทางศีลธรรมอย่างใดอย่าง หนึ่งได้ ต่างฝ่ายต่างอ้างหลักศีลธรรมที่พลิ้วพรายผันแปร ไปได้นานาประการตามแต่สถานการณ์จะเอื้อ นี้จึงเท่ากับ ว่าหลักการพื้นฐานหลายประการต้องถูกสังเวยไป เพื่อให้ “ฝ่ายเรา” สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ นอกจากนี้ เรายัง เผชิญสภาวะที่หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ 18 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ถูกแบ่งสีอย่างไม่ลืมหูลืมตา คนที่ไม่อยู่ขั้วการเมืองสีใดเลยก็ ถูกยัดเยียดให้ต้องอยู่ที่สีใดสีหนึ่ง ส่วนคนที่เคยประกาศเข้า ร่วมกับสีใดสีหนึ่งไปแล้ว ก็ถูกย้ำ�ตรึงให้ต้องอยู่กับสีนั้นๆ อย่างตายตัว ไม่เหลือที่ทางให้เปลี่ยนใจหรือพัฒนาความคิด เห็นทางการเมืองหรือตั้งโจทย์ทางการเมืองให้ลุ่มลึกมากขึ้น หรือเป็นไปในแนวทางอื่นได้ ท่ามกลางสภาวะที่สังคมการเมืองไทยกำ�ลัง“เมาหมัดทาง ศีลธรรม” จากการ“ตะลุมบอนทางการเมือง” กันอย่างต่อ เนื่องมาตลอดนี้ ก่อนที่จะเริ่มต้นพิจารณาหาทางออกให้แก่ บ้านเมืองได้นั้น จึงจำ�เป็นต้องฟื้นคืนสติกันเล็กน้อย มีข้อ ที่ควรตระหนักไว้ในเบื้องต้น คือ เราไม่จำ�เป็นต้องบังคับ ให้ทุกคนต้องมีความจริงใจหรือเป็นของจริงกันทั้งหมด เพราะ คุณภาพทางศีลธรรมอันดีงามทั้งหลายของบุคคล ทั้งที่อยู่ในชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตสาธารณะนั้น เป็นสิ่งจำ�เป็น ส�ำ หรับทุกภาคส่วนก็ต่อเมื่อทุกคนเห็นร่วมกันว่าการ“แสร้ง” (pretention) ทำ�ตัวให้มีคุณลักษณะทางศีลธรรมเช่นนั้น จะ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกคนในสังคม 31 ตัวอย่างเช่น ในเรื่อง วิธีการเผชิญความขัดแย้ง เราไม่จำ�เป็นต้องรอจนกว่าผู้คน ทั้งหลายจะมี“ความทนกันได้”(toleration) จริงๆหรือยึดถือ หลักการนี้อย่างจริงใจ เพราะเพียงแค่เราทุกฝ่าย“แสร้ง” ทำ�ตัวให้เป็นผู้มีความทนกันได้ และยึดมั่นการ“แสร้ง” นี้ไว้ ได้อย่างมั่นคงไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม เพียง เท่านี้ก็สามารถบรรเทาปัญหาความไม่สามารถอยู่ร่วมโลก กับคนที่มีความคิดความเชื่อแตกต่างกันไปได้บางส่วนแล้ว ในแง่เนื้อหาของความขัดแย้งนั้น โจทย์ลึกๆ ของความขัด แย้งทางการเมืองของไทยครั้งนี้ ในหลายๆ ประเด็นนั้น เป็นเรื่องการเมืองระหว่างภูมิภาค ไม่ใช่การเมืองเรื่องสีเสื้อ การมุ่งเน้นอยู่เพียงเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง เสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หรืออำ�มาตย์กับไพร่ หรือจารีต นิยมกับประชาธิปไตย ล้วนแต่ทำ�ให้เราตกกับดักหรือหลง ลงแรงไปในผิดทิศผิดทาง ทั้งยังทำ�ให้หลายคนที่อยากออก มาจากความเป็นเหลืองหรือความเป็นแดง ไม่สามารถออก มาได้ ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่สังกัดตัวเองอยู่ในค่ายสีใด ก็กลับจะถูกผลักไสให้ไปอยู่ขั้วใดขั้วหนึ่งโดยไม่จ�ำ เป็นอีกด้วย ดังนั้น“การแสร้งทำ�เป็นว่าผมไม่สนใจว่าคุณเป็นสีอะไร” ก็น่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า ทั้งนี้โดยไม่จำ�เป็นต้องพูดถึงว่า “การแสร้ง” นั้น เป็นเรื่องผิดหรือถูก แล้วมาให้ความสนใจ ปัญหาหลายอย่างที่ผูกติดมาอยู่ในกระบวนความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ�นั้น เราจะแก้ไขกัน อย่างไร? กลไกการแก้ไขปัญหานี้ จะท�ำ อย่างไรได้บ้างโดยไม่ จำ�เป็นต้องเป็นแนวนโยบายแบบประชานิยม? ความรุนแรง เชิงโครงสร้างแสดงตัวออกมาเป็นรูปธรรมอย่างไร? ปัญหา เรื่องสองมาตรฐานนั้น จะจัดการอย่างไร? ผู้คนรู้สึกถูกกดขี่ อย่างไร? จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไรดี? 32 เมื่อสามารถถอดสลักการยัดเยียดผู้คนฝ่ายต่างๆให้ต้อง เลือกข้างใดข้างหนึ่งของขั้วขัดแย้งและอยู่เช่นนั้นอย่างตายตัว ได้แล้ว ก็พอจะเห็นพื้นที่เพียงพอให้สามารถขบคิดพิจารณา หาทางออกให้กับความขัดแย้งเชิงเนื้อหาในชั้นที่หนึ่งต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้อที่ต้องพึงระวังประการถัดไป คือ แนวทาง การเผชิญปัญหาวิกฤติการณ์ใหญ่ๆที่มีเนื้อหาประเด็น ครอบคลุมหลายเรื่องอย่างที่การเมืองไทยกำ�ลังเผชิญอยู่นี้ มีอย่างน้อย 2 แนวทางใหญ่ ๆ 33 ได้แก่ แนวทางแรก คือ การสร้างภาพความคิดขนาดใหญ่ที่สามารถ อธิบายและตอบโจทย์ได้ทุกชนิด แนวทางนี้มีปัญหาทั้งในแง่ ความเป็นไปได้และปัญหาเรื่องการสร้างค่ายความคิดใหม่ขึ้น มากลายเป็นขั้วขัดแย้งอีกหนึ่งขั้วเท่านั้น เพราะในสภาวะที่ สังคมก�ำ ลังเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่นั้น การเสนอความคิดรวบ ยอดครอบคลุมทุกเรื่องทั้งหมด รังแต่จะยิ่งเพิ่มเงื่อนไขความ ขัดแย้งให้มากยิ่งขึ้น แทนที่จะเป็นการคลี่คลายหรือบรรเทา ความขัดแย้งให้น้อยลง ทั้งนี้เป็นเพราะแนวทางชนิดแรก นี้ จำ�เป็นต้องขบคิดลงไปในระดับรายละเอียด และจะต้อง เผชิญปัญหาว่าหลายเรื่องขัดแย้งกับความคิดของคนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้อยู่เป็นจำ�นวนมาก แนวทางที่สอง ซึ่งเป็นแนวทางที่เอกสารชิ้นนี้จะเลือกเดิน คือ แทนที่จะเน้นที่เนื้อหาของภาพสังเคราะห์ทางความคิด ขนาดใหญ่ สังคมการเมืองไทยอาจเริ่มจากแนวทางที่เป็น ไปได้มากกว่า กล่าวคือ เป็นแนวทางที่“ตอบให้น้อยที่สุด” จากคนๆเดียวหรือกลุ่มๆ เดียว เพราะปัญหาขนาดใหญ่ เช่นนี้ จ�ำ เป็นต้องอาศัยหลายๆกลุ่มหลายๆภาคส่วนช่วยกัน ค้นหาคำ�ตอบ ซึ่งจำ�เป็นต้องคิดใคร่ครวญออกแบบกันเรื่อง กระบวนการที่ทำ�ให้คนจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งระดับ ชนชั้นน�ำ เรื่อยลงมาถึงชนชั้นรากหญ้า ทั้งส่วนที่เป็นคู่ขัดแย้ง และไม่ใช่คู่ขัดแย้งแต่ได้รับผลกระทบจากหรือเกี่ยวข้องกับ ความขัดแย้งครั้งนี้ ได้มาอยู่ร่วมในเวที(platform) เดียวกัน และสามารถสร้างข้อตกลงร่วมกันและร่วมไม้ร่วมมือกัน ออกแบบวิธีการแก้ปัญหาครั้งนี้ไปได้ รายละเอียดเกี่ยวกับ ส่วนนี้ซึ่งเป็นความพยายามเผชิญกับเนื้อหาของความขัดแย้ง ครั้งนี้ จะได้กล่าวถึงในส่วนที่ว่าด้วย“กระบวนการสร้าง สัญญาประชาคมใหม่” ในส่วนถัดไป จะขอกล่าวถึงปัญหา ความขัดแย้งในชั้นที่สองว่าด้วยเรื่องวิธีการเสียก่อน 19 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย 8. เกณฑ์พื้นฐานกำ�กับการทะเลาะกันของเรา ประเด็นปัญหาเรื่องวิธีเผชิญกับปัญหาพื้นฐานของสังคม ไทย หรือเรียกสั้นๆ ว่า“วิธีที่เราทะเลาะกัน” ไม่ว่าจะเป็น วิธีแก้ปัญหา วิธีเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย วิธีสนทนาหรือ แสดงออกทางความคิดเห็นของคนในสังคมไทย ฯลฯ ล้วน เป็นโจทย์ที่สำ�คัญไม่แพ้ปัญหาพื้นฐานที่มีอยู่เดิมในสังคม ไทยเลย เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ๆหลายครั้งที่ผ่าน มาในหลายปีนี้ เป็นประจักษ์พยานอย่างดีถึงความสำ�คัญ ของประเด็นวิธีการเปลี่ยนแปลงและวิธีการเผชิญกับการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวนี้ คำ�ถามสำ�คัญ ณ จุดนี้ คือ “ไม่ว่าเราจะคิดต่างกันอย่างไร แต่อะไรคือเกณฑ์พื้น ฐานที่เรายอมรับร่วมกันได้?” เป็นต้น 34 สาระสำ�คัญของ คำ�ถามนี้ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ของไทยในเชิง เนื้อหา แต่เป็นควบคุมกำ�กับความขัดแย้ง ยืดเยื้อครั้งนี้ในเชิง วิธีการ ไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ฝ่ายต่างๆ ใช้ความรุนแรงเป็นวิธีการเผชิญกับปัญหา หรือ ก้าวล้ำ�เส้นเกณฑ์พื้นฐานบางประการที่เป็นสิ่งที่ทำ�ให้ สังคมยังพออยู่ร่วมกันได้ และเช่นกัน คำ�ตอบต่อคำ�ถาม นี้ก็ไม่จำ�เป็นที่จะต้องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความจริงใจต่อ “กระบวนการพื้นฐานที่ยอมรับร่วมกันได้” นี้ ขอเพียงแค่ “แสร้ง” ทำ�ตามก็ช่วยทุเลาวิกฤติไปได้มากแล้ว ตัวอย่างระยะใกล้ของการร่วมกันกำ�หนดเกณฑ์พื้นฐานเพื่อ ให้ทุกฝ่าย“แสร้ง” ด�ำ เนินตามเกณฑ์นี้โดยไม่ล้�ำ เส้นนั้น ได้แก่ การรณรงค์ให้พรรคการเมืองทุกพรรคลงนามให้สัตยาบรรณ การมีจรรยาบรรณการเลือกตั้ง(electoral justice) ก่อนการ เลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 35 ทั้งนี้ เราไม่จำ�เป็น ต้องคาดหวังให้นักการเมืองทุกคนหรือทุกพรรค ต้องจริงใจ ต่อการมีศีลธรรมจริง เพียงหวังให้ทุกพรรคการเมืองแสดงตัว ต่อหน้าสาธารณชนไทยผู้ที่จะออกเสียงเลือกตั้ง ว่าจะปฏิบัติ ตามหลักการที่ระบุไว้ในจรรยาบรรณ ซึ่งมีเนื้อหาข้อที่ส�ำ คัญ ที่สุดข้อหนึ่ง คือ จะยอมรับผลการเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น กระบวนการดังกล่าวนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำ�ให้ การเมืองไทยสามารถตอบโจทย์เรื่องวิกฤติหลังเลือกตั้งที่ อาจเกิดขึ้นและนำ�ไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งได้อย่างพอ ทำ�เนา(หากไม่นับว่าอาจเป็นไปได้ที่จะมีโจทย์ใหม่อีกข้อ คือ การล้มการเลือกตั้ง เสียก่อน) 8.1. เกณฑ์พื้นฐานเชิงหลักการ สำ�หรับภาพใหญ่ของความขัดแย้งทางการเมืองของไทยนั้น ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่ปัจจุบันมีแนว โน้มการเมืองแบบมวลชนอยู่มาก และหลายสิ่งหลายอย่าง ยังไม่ลงตัวนั้น จำ�เป็นต้องมีเกณฑ์พื้นฐานในเชิงหลักการ ที่เป็นตัวกำ�กับความขัดแย้งไม่ให้ลุกลามเกินขอบเขตและ น่าจะยอมรับได้ร่วมกันอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 36 ประการแรก ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของสังคม สังคม ไทยไม่ได้มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสังคมอื่นๆ และจ�ำ เป็น ต้องยอมรับและตระหนักให้เห็นได้ว่า การมีความขัดแย้งไม่ใช่ เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งส�ำ หรับ สังคมการเมือง โดยเฉพาะในสังคมไทยเองที่มักถูกเน้นย้�ำ ว่าเป็นสังคมแห่งความสงบสุขมาตลอด ไม่มีและไม่ควรมี ความขัดแย้ง อันที่จริงแล้ว การที่สังคมหนึ่งๆ ไม่มีความ ขัดแย้งปรากฏให้เห็นนั้น ไม่ได้แปลว่าสังคมนั้นไม่มีความ ขัดแย้ง สังคมนั้นยังคงมีความขัดแย้งอยู่ เพียงแต่ปรากฏใน รูปที่เรียกว่า“ความขัดแย้งแฝงเร้น”(latent conflict) รอวัน ที่เหตุปัจจัยเหมาะสมจึงจะสามารถปรากฏขึ้นมาให้ผู้คน ทั่วไปได้เห็น ประการที่สอง หลีกเลี่ยงเป้าหมายสุดโต่ง สังคมไทยจ�ำ เป็น ต้องหลีกเลี่ยงการยึดมั่นถือมั่นในเป้าหมายทางการเมืองชนิด สุดโต่ง เพราะเป้าหมายทางการเมืองประเภทนี้มักเริ่มต้นขับ เคลื่อนความคิดผู้คนด้วยเป้าหมายที่ดีงามประการหนึ่ง แต่ เมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความขัดแย้งหรือสถานการณ์วิกฤติจริง ในทางปฏิบัติ เป้าหมายทำ�นองนี้จะเป็นเหตุให้สิ่งดีงามทั้ง หลายในบ้านเมืองถูกทำ�ลายลงไป เพียงเพื่อจะนำ�พาสังคม นั้นๆ ไปให้ถึงเป้าหมายอันดีงามที่ยึดมั่นถือมั่นกันเอาไว้ ซึ่ง ในที่สุดแล้ว สังคมที่ปรากฏขึ้นเมื่อไปถึงเป้าหมายแล้ว ก็ไม่มี ความดีงามอะไรเหลืออยู่ให้เป็นสังคมที่น่าพึงปรารถนาเลย ประการที่สาม การยึดมั่นหลักการที่ให้ความสำ�คัญกับวิธี การเหนือเป้าหมาย กล่าวคือ ไม่มีเป้าหมายที่ดีงามสูงสุด ชนิดใดที่จะยอมรับได้เลย หากการไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ใช้วิธีการใดๆ ก็ได้ โดยไม่คำ�นึงถึงความดีงามหรือหลักการ ใดๆ เลย หลักการข้อนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายปลาย ทางที่แต่ละกลุ่มต้องการจะเป็นอย่างไร ก็ยังไม่ส�ำ คัญเท่ากับ ว่าแต่ละกลุ่มที่คิดเห็นแตกต่างกันนั้น ใช้วิธีการชนิดใด มี หลักการ มีความอารยะมากน้อยเพียงใด เพื่อไปให้ถึง เป้าหมายที่ตนเองต้องการ ประการที่สี่ การเคารพอย่างหนักแน่นในศักดิ์ศรีแห่งความ เป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีความ คิด ความเห็น ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตก ต่างไปจากตัวเรา และเราไม่สามารถและไม่สมควรอย่างยิ่งที่ 20 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย จะให้ร้ายคนที่คิดเห็นเชื่อต่างจากเรา ชนิดประหนึ่งว่าเขาผู้นั้น ไม่เป็นมนุษย์ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าเราทั้งหมดจะคิดเห็นแตกต่าง กันมากมายเพียงใด ความคิดเห็นของอีกฝ่ายดูไม่เข้าท่าหรือ น่ารังเกียจเดียดฉันท์เป็นที่สุดเพียงใด แต่เราทั้งหมดล้วนแต่ เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีอันพึงได้รับการเคารพทั้งสิ้น ความคิด เห็นที่แตกต่างกันนั้น สมควรได้รับการถกเถียงแลกเปลี่ยนและ ต่อสู้กันในทางความคิด ด้วยหลักการและเหตุผล มากกว่าที่ จะห้�ำ หั่นกันชนิดที่เห็นอีกฝ่ายหมดความเป็นมนุษย์ลงไปแล้ว 8.2. เกณฑ์พื้นฐานเชิงวิธีการ 37 แม้จะกล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้าว่าเราน่าจะเริ่มถอดสลัก วิกฤติความขัดแย้งครั้งนี้โดยการ“แสร้งทำ�เป็นไม่รู้ว่าคุณ อยู่สีอะไร” แล้วมาร่วมกันพิจารณาถึงปัญหาพื้นฐานอันเป็น ความขัดแย้งเชิงเนื้อหาที่อยู่เบื้องลึกจริงก็ตาม แต่ในหัวข้อ นี้ต้องการพิจารณาถึง วิธีการ แสดงออกหรือสื่อสารทางการ เมืองเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานดังกล่าว ดังนั้น จึงจำ�เป็นต้อง ย้อนกลับมาพิจารณาปฏิบัติการและเหตุการณ์ในช่วงต่างๆ ที่คนทั้งสองกลุ่มเสื้อสีทำ�การเคลื่อนไหวอยู่ และมาตรการ รับมือของรัฐบาลแต่ละชุด เมื่อพิจารณาถึงวิธีการแสดงออกทางการเมืองแล้ว ถือได้ ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่วิธีการแสดงออกทางการเมืองของ ชาวบ้านอย่างสมัชชาคนจน ถูกทำ�ลายลงไป โดยการ เคลื่อนไหวของขบวนการทั้งสองเสื้อสีในช่วงที่ผ่านมานี้ ความชอบธรรมของวิธีการที่ขบวนการเคลื่อนไหวของทั้ง 2 ฝ่ายที่จัดชุมนุมปิดกั้นสถานที่ส�ำ คัญต่างๆ นั้น หมดสิ้นไป แล้วโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีใครสามารถยอมรับวิธีการดังกล่าว ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบินสุวรรณภูมิหรือปิด แยกราชประสงค์ ดังนั้น วิธีการชุมนุมแบบที่พัฒนาขึ้นโดย กลุ่มคนชายขอบเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในลักษณะที่ ไม่ทำ�ลายล้างใคร จึงติดร่างแหไม่สามารถใช้การได้อีกต่อ ไปแล้วเช่นกัน อันที่จริงแล้ว การขวางกั้น(blockade) โดยสันติวิธีนั้น ต้องเปิดทางเลือกให้คนอื่นเลือกได้ แต่วิธีการของทั้ง ขบวนการเคลื่อนไหวทั้งสองเสื้อสีนั้น ทำ�ให้คนอื่นที่ไม่ใช่ ฝ่ายตน รวมทั้งผู้ที่ไม่อยู่ในฝ่ายใดๆ เลยไม่มีทางเลือก ตัวอย่างเช่น การชุมนุมปิดถนนนั้น ปกติจะปิดเพียงแค่ 1-2 วัน ไม่ใช่ปิด 2 เดือน เป็นต้น วิธีแบบนี้เป็นการทำ�ลาย ความชอบธรรมของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง ของคนกลุ่มอื่นๆแบบเดียวกันนี้ทั้งหมด ปัญหาต่างๆยังคงมี อยู่เหมือนเดิม แต่วิธีแสดงออกถึงปัญหาเหล่านี้ ได้ถูกท�ำ ลาย ไปแล้ว โจทย์ใหม่ที่เกิดขึ้น คือ สังคมไทยจะแสดงออก ทางการเมืองถึงปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร โดยไม่ถูกบิดไป เหมารวมเป็นขั้วใดขั้วหนึ่ง? เพราะช่วง“ตะลุมบอนทางการ เมือง” ที่ผ่านมานั้น วาทกรรมต่างๆ ที่เคยใช้กำ�กับการชุมนุม และการแสดงออกทางการเมือง ได้ถูกนำ�ไปบิดใช้เสียจน หมดพลังไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น“สันติวิธี”“อหิงสา”“สงคราม ประชาชน” ฯลฯ ดังนั้น สังคมการเมืองไทย จึงจำ�เป็นต้องกลับมาตกลง ร่วมกันในการก�ำ หนดเกณฑ์พื้นฐานว่าด้วยวิธีการแสดงออก ทางการเมืองกันใหม่อีกครั้ง ในลักษณะที่เป็นกฎ กติกา มารยาท เพื่อรื้อฟื้นให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็น วิธีการที่มีความชอบธรรมและยอมรับได้อยู่ต่อไป ประเด็น พื้นฐานในที่นี้ คือ การแสดงออกซึ่งข้อเรียกร้องของตนเอง หรือมีการแสดงจุดยืนทางการเมืองครั้งๆ หนึ่งนั้น เรา จำ�เป็นต้องสนใจให้ความสำ�คัญว่า“วิธีการเรียกร้องนั้น มี ความชอบธรรมหรือไม่” ให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ที่เรามัก ให้ความสนใจเฉพาะเพียงว่า“สิ่งที่เรียกร้องนั้น มีความ ชอบธรรมหรือไม่” คำ�ถามสำ�คัญ คือ ภายใต้กรอบของ สิทธิเสรีภาพ ลักษณะของการเคลื่อนไหวโดยสันติวิธีคือ อย่างไร? อะไรทำ�ได้? อะไรทำ�ไม่ได้? อะไรไม่น่าทำ�? (Dos& Don’ts) ตัวอย่างความคิดจากทฤษฎีธรรมยุทธ(Just War Theory) หรือความชอบธรรมในการทำ�สงครามนั้น อย่างน้อย ประกอบด้วย 2 เรื่อง ได้แก่(1) จะทำ�สงครามได้ต้องมี ความชอบธรรมเพียงพอ และ(2) จะต้องมีความเป็นธรรม ในระหว่างที่ทำ�สงครามกันอยู่ เช่นว่า คนที่เป็นพลเรือนจะ ต้องได้รับการละเว้น ไม่ถูกทำ�ร้าย ห้ามทำ�ลายหรือเข้าไปใช้ โรงพยาบาลหรือโรงเรียน การปลอมตัวเป็นผู้หญิง หรือให้ ผู้หญิงเดินนำ�หน้าขบวนทัพนั้น เท่ากับเป็นการจงใจใช้บาง อย่างเป็นเครื่องมือ ซึ่งกระทำ�ไม่ได้และไม่ควรกระทำ� สำ�หรับกรณีการเมืองไทย คำ�ถามที่น่าถาม ได้แก่ คำ�ถาม แรก เมื่อใดจึงจะมีความชอบธรรมเพียงพอในการเคลื่อนไหว ทางการเมือง? อะไรเป็นเหตุผลรองรับสำ�หรับใช้อธิบาย ปฏิบัติการการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง การเคลื่อนไหวปิด สถานที่ต่างๆ นั้น จะสามารถอธิบายเหตุผลรองรับอย่าง เพียงพอได้อย่างไร? คำ�อธิบายที่ว่า“แล้วแต่มุมมอง” นั้น เท่ากับไม่บอกอะไร ประเด็นสำ�คัญในที่นี้อยู่ที่ว่า มุมมอง ที่สอดคล้องกันคืออะไร? กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราจะสามารถ มีมุมมองที่คงเส้นคงวา และใช้พิจารณาทุกเรื่องได้อย่าง สอดคล้องกัน ไม่บิดเบือนตรรกะอย่างที่เป็นอยู่ในความขัด แย้งทางการเมืองของไทยที่ผ่านมา ได้หรือไม่?” 21 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ค�ำ ถามที่สอง เมื่อเริ่มต้นเคลื่อนไหวทางการเมืองไปแล้ว จะ เคลื่อนไหวกันอย่างไรโดยที่ยังรักษาความชอบธรรมได้อยู่? วิธีคิดแบบ“ทีใครทีมัน” นั้น ไม่น่าจะมีความชอบธรรม เพียงพอ เราจำ�เป็นต้องตกลงเกณฑ์ที่คงเส้นคงวาร่วมกัน เราทุกฝ่ายจำ�เป็นต้องตระหนักว่า ถ้าคุณทำ�ได้ คนอื่นก็ ทำ�ได้เช่นกัน และถ้าคนอื่นทำ�แบบเดียวกับสิ่งที่เราเคย ทำ� แต่ครั้งนี้ เราเป็นผู้เสียประโยชน์จากสิ่งที่คนอื่นทำ� เราก็ต้องพูดอะไรไม่ได้เช่นกัน หรือถ้าให้ดีกว่านั้น สังคม การเมืองของเราควรมีมาตรฐานถึงขั้นที่ว่า “ข้าพเจ้าก็ สามารถทำ�อย่างที่ท่านทำ�ได้ แต่ข้าพเจ้าจะไม่ทำ�!” เราควรมีเกณฑ์ที่สามารถใช้ระบุได้ว่า นี่พ้นขอบเขตการเป็น สันติวิธีที่ยอมรับกันได้แล้ว แม้จะไม่ได้มีการทำ�ร้ายใคร แต่ เลยพ้นขอบเขตไปสู่การทำ�ลายผลประโยชน์ของสาธารณะ หรือหลักการคุณค่าบางประการของสาธารณะแล้ว วิธีการที่ ไปปิดโรงพยาบาล เพราะกลัวจะถูกคนซุ่มยิงนั้น เข้าใจได้ แต่ ต้องหาวิธีการอื่น ถ้าเราทุกฝ่ายสามารถมีข้อตกลงร่วมกัน ได้ว่า วิธีการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองควรเป็นอย่างไร ต่อไป เมื่อเราเคลื่อนไหวกัน ก็จะไม่ทำ�ให้ปัญหาบานปลาย ออกมามากขึ้น เพราะฉะนั้น จำ�เป็นต้องช่วยกันคิดต่อไปว่า มีกลไกหรือช่องทางอะไรบ้าง อะไรที่พอจะยอมรับเป็น ระเบียบ/แบบแผนได้ ข้อตกลงที่จะกลายมาเป็นกฎ กติกา มารยาท ของการแสดงออกทางการเมืองนี้ ตัวอย่างเช่น (1) การจัดตั้งเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อด่าทอบุพการีหรือพฤติกรรม ส่วนบุคคลของผู้อื่นไม่อาจทำ�ได้ในฐานะการเคลื่อนไหว ทางการเมืองที่ชอบธรรม ในขณะเดียวกัน รัฐเองก็ไม่มี สิทธิปิดกั้นการแสดงความเห็นและการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารของพลเมือง ที่ผ่านมา ฝ่ายที่รู้ว่าถ้าแสดงออก ในลักษณะหนึ่งๆ จะต้องได้รับตอบโต้จากรัฐแน่นอน จึง เลือกใช้วิธีการแบบสุดโต่ง เช่น วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ชนิดสาดเสียเทเสีย เพื่อให้รัฐมาเล่นงาน(เรียกได้ว่า “เล่นเพื่อให้ถูกเล่น”) เพื่อให้เป็นข่าวเป็นวาระ การใช้ สื่อในการเรียกร้องหรือแสดงออกทางการเมืองอย่าง เสรี(free speech) นั้น ต้องเป็นไปในลักษณะของการ แสดงออกที่เป็นธรรมด้วย(fair expression) (2) การเคลื่อนขบวนชุมนุมขนาดใหญ่โดยใช้รถมอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์มาแล่น(ด้วยความเร็วปกติ ไม่ใช่แล่นอย่าง ช้าๆเฉื่อยๆ) นั้น ไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน เพราะเท่ากับ เป็นการคุกคามสาธารณะ เนื่องจากเกินขอบเขตการ เรียกร้องได้อย่างชอบธรรมไปแล้ว (3) การเดินถือไม้ไว้ในมือแล้วตีพื้นไปอย่างต่อเนื่อง โดย อ้างว่าเป็นสันตวิธี เพราะไม่ได้ไปตีใคร ก็ไม่สมควร กระทำ� เพราะไม่ต่างกับการเคลื่อนขบวนด้วยรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซต์ แล้วกล่าวว่าไม่ได้ไปชนใคร (4) การชุมนุมโดยเข้ายึดสถานที่ต่างๆ นั้น ทำ�ได้เพียง สถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องเท่านั้น ไม่ สามารถเข้าไปชุมนุมในสถานที่ต่างๆ ได้ตามใจชอบ ดังในสหรัฐอเมริกา มีลานหน้าทำ�เนียบขาวเอาไว้ให้ สำ�หรับชุมนุมทางการเมืองกัน แต่ถ้าผู้ชุมนุมข้ามรั้ว พื้นที่ชุมนุมที่จัดไว้ให้ แล้วจะไปยึดทำ�เนียบขาว นี้ เท่ากับหมดความชอบธรรมแล้ว ในท�ำ นองเดียวกัน การ ยึดทำ�เนียบรัฐบาล ก็ไม่อาจทำ�ได้เช่นกัน เพราะเท่ากับ เป็นการรัฐประหารไปแล้ว (5) ระยะเวลาของการชุมนุม ตัวอย่างจากการชุมนุมใน อังกฤษ การชุมนุมจะด�ำ เนินไปได้ถึงเพียงแค่ 18.00 น. หลังจากนั้น ต้องกลับบ้าน แล้วจึงค่อยกลับมาชุมนุมกัน ใหม่ในตอนเช้า จะไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อให้คนได้มี โอกาสพักผ่อนกัน เป็นต้น ทั้งนี้เป็นไปภายในตรรกะที่ ว่าการชุมนุมในที่สาธารณะแบบที่ไปยึดสถานที่นั้นๆ ไว้ ตลอดเวลานั้น เท่ากับเริ่มจะเป็นการจับผลประโยชน์ ของสาธารณะเป็นตัวประกัน (6) ถ้าจะมีการท�ำ อารยะขัดขืนนั้น จะต้องท�ำ ให้ครบ 3 องค์ ประกอบ คือ หนึ่ง ประกาศล่วงหน้าให้สาธารณะ รวม ถึงฝ่ายตรงข้ามได้รับทราบ สอง ต้องเป็นการกระทำ�ที่ เปิดเผย ไม่ซุ่มแอบทำ�ในที่ลับ สาม ซึ่งเป็นข้อที่สำ�คัญ ที่สุดที่ไม่เกิดขึ้นในช่วงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ ทั้งสองเสื้อสี คือ ผู้กระทำ�อารยะขัดขืนจะต้องยอมรับ การลงโทษตามกฎหมาย เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของกฎ กติกา มารยาท ในการ แสดงออกทางการเมืองลักษณะต่างๆ ซึ่งจำ�เป็นต้องได้รับ การออกแบบและก�ำ หนดตกลงร่วมกันอย่างเป็นที่เห็นพร้อม ของทุกฝ่าย ดังนั้น เราจำ�เป็นต้องมีเวที(platform) เพื่อ สร้างข้อตกลงร่วมกันว่าวิธีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ ผ่านมา มีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา? ในเวทีนี้ แต่ละฝ่ายมีเป้า หมายอย่างไร ไม่ใช่ประเด็นที่จะให้เน้นหนัก แต่ประเด็นที่จะ ให้ความสำ�คัญ คือ อะไรเป็นช่องทาง พื้นที่ หรือวิธีการที่ น�ำ ไปสู่การแสดงออกหรือสู่ทางออกที่ยอมรับร่วมกันได้ว่า เป็นสันติวิธีในบริบทของสังคมไทย? สิ่งที่จะตรวจสอบกัน อาทิเช่น จะทำ�การแสดงออกทางการเมืองด้วยวิธีการแบบ ไหน ด้วยพื้นที่แบบใด หรือด้วยช่องทางชนิดไหน 22 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย เรื่องช่องทางควรเป็นช่องทางที่เปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อ สามารถติดตามตรวจสอบได้ ถ้าจะใช้เว็บไซต์ ต้องเป็น เว็บไซต์ที่ระบุตัวตนผู้ใช้ได้ ไม่ใช่เป็นเว็บไซต์ใต้ดิน ส่วนเรื่อง พื้นที่ มีทั้งที่เป็นพื้นที่รูปธรรม และพื้นที่นามธรรม พื้นที่รูป ธรรม เช่น ต้องมานั่งคุยกันว่า วิธีการปิดถนน จะยังยอมรับ ให้ใช้ได้กันอีกหรือไม่? ถ้าวิธีนี้กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทุกคนใช้ สังคมจะยอมรับได้ไหม? และถ้ายังใช้ได้อยู่ ควรมีกติกา มารยาทก�ำ กับวิธีการปิดถนนอย่างไรบ้าง? เป็นต้น ส่วนพื้นที่ เชิงนามธรรม เช่น เรื่องการให้คำ�อธิบายหรือเหตุผลรองรับ เพราะถ้าการให้เหตุผลในเรื่องหลักการพื้นฐานสำ�คัญๆ บางประการเลือนหายไป ทุกคนในสังคมจะเดือดร้อนกัน หมด เป็นต้น เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งคุยตกลงกันว่า จะแสดงออกอย่างไรให้ไม่เกินเลย ยังเป็นที่ยอมรับกันได้อยู่ เกณฑ์พื้นฐานเชิงหลักการและเชิงวิธีการดังกล่าวข้างต้น เ ป็ น ม า ต ร ก า ร ต อ บ โ จ ท ย์ ก า ร ค ว บ คุ ม กำ � กั บ ไ ม่ ใ ห้ ก า ร แสดงออกทางการเมือง การชุมนุมและการรักษาความ สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การเผชิญและหาทางออก จากความขัดแย้ง ฯลฯ ของสังคมการเมืองไทย ผันแปรไป สู่แนวทางของการใช้ความรุนแรงต่อกันและกัน ไม่ว่าจะ เป็นกลุ่มการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหวมวลชน หรือรัฐบาลของ ฝ่ายใด หรือมีอุดมการณ์แบบใดก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่บนฐาน ความคิดที่ว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยใน รอบนี้ ไม่สามารถแก้ไขให้ตกไปได้ง่ายๆและอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นความขัดแย้งที่ร้าวลึกและมีมูลเหตุมาจากปัญหา เชิงโครงสร้างหลากหลายประการที่ซ้อนทับหมักหมมกัน อยู่ภายใต้“ผืนพรมแห่งความสงบสันติสุข” ของไทยมาเป็น เวลาช้านาน อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับผู้คนหลากหลายภาค ส่วนมากมาย สิ่งที่นำ�เสนอในหัวข้อนี้ จึงเป็นตัวอย่างของ ข้อตกลงร่วมกันว่า“เราจะทะเลาะกันอย่างไร” โดยไม่ทำ�ให้ ความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นความรุนแรงเช่นที่เกิดขึ้น ตลอดหลายปีนี้มาอีก อย่างไรก็ตาม กล่าวให้ชัดขึ้น สิ่งที่กล่าวในหัวข้อนี้คือการ รักษาบรรเทา“อาการ” ที่ปะทุขึ้นมาไม่ให้ลุกลามไป เมื่อ อาการของโรคหยุดการลุกลามแผ่ขยายแล้ว หลังจากนั้น จึง จะสามารถวินิจฉัยหา“มูลเหตุ” ของโรคเพื่อจัดการเยียวยา รักษาและป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคตได้ อย่างยั่งยืน กระบวนการนี้ต้องอาศัยเวลากันอีกไม่น้อย และ ต้องรวมผู้คนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ทั้งหมดเข้ามา ช่วยกันคิดและออกแบบกระบวนการหาทางประคับประคอง ให้เราทั้งหมดสามารถผ่านพ้นวิกฤติการเปลี่ยนผ่านทางการ เมืองครั้งนี้ไปได้โดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันและกัน และ สามารถสร้างสรรค์เงื่อนไขสภาพแวดล้อมใหม่ให้แก้ปัญหา ต่างๆ ที่หมักหมมกันมานี้ จนกระทั่งเกิดความเป็นธรรมต่อ ทุกฝ่าย หรืออย่างน้อยก็ไม่เกิดการเอาเปรียบหรือมีความ เหลื่อมล้ำ�กันมากจนเกินไป และทุกฝ่ายพอจะยอมรับว่าน่า จะอยู่ร่วมกันในสภาพแวดล้อมใหม่ของสังคมการเมืองไทย นี้ต่อไปได้ เนื้อหาในส่วนนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อ ถัดไปจากนี้ 9. สัญญาประชาคมใหม่ 9.1. สร้างความไว้วางใจกัน: เงื่อนไขแรกสุด 38 ทุกๆ สังคมการเมืองจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ฆ่าแกงกันนั้น ล้วนแต่ต้องมีความรู้สึกถึงความมั่นคงแน่นอนบางประการ ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี“สัญญาประชาคม” (social contract) ร่วมกัน สัญญาประชาคมนี้เป็นได้ทั้งใน แบบที่เขียนกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หรือแบบที่ทุกฝ่าย ยอมรับร่วมกันโดยจารีต ธรรมเนียม หรือวัฒนธรรม โดยไม่ จำ�เป็นต้องเขียน หรือเป็นทั้งสองแบบพร้อมกัน ทุกๆ การเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองนั้น เกิดขึ้นใน ลักษณะที่สังคมการเมืองในประเทศดังกล่าวมักจะต้อง เผชิญกับความแตกแยกร้าวลึกกินวงกว้างระดับประเทศ มี กลุ่มความคิดทางการเมืองสองกลุ่ม(หรือมากกว่านั้น) ที่ไม่ สามารถเห็นพ้องต้องกันได้ในประเด็นพื้นฐานทางการเมือง ส�ำ คัญๆ และไม่ยอมรับกลไกการตัดสินใจทางการเมืองปกติ ทั้งหลายที่มีอยู่(เช่น การตัดสินโดยเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา เป็นต้น) ในขณะเดียวกัน ก็มีการใช้วิธีการต่างๆนานาเพื่อ กำ�ราบฝ่ายที่ได้ชัยชนะ(เช่น การเดินขบวนเคลื่อนไหว มวลชน หรือการแทรกแซงทางการเมืองรูปแบบอื่น เป็นต้น) ปรากฏการณ์เหล่านี้คือเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนยิ่งว่าสัญญา ประชาคมฉบับเก่านั้น ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้อีก ต่อไป และจำ�เป็นต้องร่วมกันทำ�สัญญาประชาคมฉบับใหม่ ขึ้นมา เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถรู้สึกถึงความมั่นคงแน่นอนและ คาดการณ์ได้ระดับหนึ่งว่า ใครควรทำ�อะไร มีขอบเขตเพียง ใด หรือใครควรตอบสนองใครในเรื่องใดเพียงใด การกระทำ� แต่ละอย่างจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร เป็นต้น เนื้อหาของสัญญาประชาคมบางส่วนอาจอยู่ในฉบับที่เป็น ลายลักษณ์อักษร แต่เนื้อหาบางส่วนอาจอยู่ในสัญญา ประชาคมฉบับวัฒนธรรมได้ด้วยเช่นกัน 39 เนื้อหาในสัญญา 23 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ประชาคม นี้มีได้หลากหลาย ในที่นี้ พิจารณาอย่างน้อย 2 ระดับ คือ ระดับที่ว่าด้วยเกณฑ์พื้นฐานว่าด้วยหลักการ และวิธีการที่ทุกฝ่ายน่าจะเห็นตรงกันได้ไม่ยากนัก ว่าจะ ละเมิดมิได้ และจะต้องช่วยกันยึดมั่นรักษาไว้ มิฉะนั้นทุก คนจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า เนื้อหาในระดับนี้ ได้กล่าวไป แล้วพอสมควรในหัวข้อที่แล้ว ในหัวข้อนี้จะได้กล่าวถึงเนื้อหาในอีกระดับหนึ่ง คือ ใน ระดับของการตกลงร่วมกันเกี่ยวกับเนื้อหาหรือข้อประเด็น ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง ขั้นตอน/ กระบวนการ/วิธีการในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เป้า หมายปลายทาง การออกแบบใหม่ในเรื่องเชิงโครงสร้าง และเชิงสถาบันของสังคม ฯลฯ ซึ่งแสวงหาความเห็นพ้อง ต้องกันได้ยาก เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิ อำ�นาจ และผล ประโยชน์ของสถาบันต่างๆ และผู้คนฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจะเป็นสิ่งที่กำ�หนดว่าสังคมการเมืองนั้นๆ จะสามารถ อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด หรือ จะมีความเหลื่อมล้ำ�มากน้อยเกินความยอมรับกันได้มาก น้อยเพียงใด หลักการส�ำ คัญประการแรกสุดของกระบวนการสร้างสัญญา ประชาคมฉบับใหม่ คือ จะต้องรวมฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ วิกฤติความขัดแย้งเข้ามาอยู่ในกระบวนการด้วยกันทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำ�เป็นต้องมีการทำ�สัญญาพร้อมๆ กัน ขั้วขัดแย้งฝ่ายต่างๆนั้นต้อง“วางอาวุธ” พร้อมๆ กัน จะทำ� เช่นนั้นได้ ก็จำ�เป็นต้องมีความไว้วางใจกันระดับหนึ่งเสีย ก่อน ปัญหาสำ�คัญสำ�หรับการเมืองไทยที่ผ่านเหตุการณ์ ความรุนแรงมากมายจากทุกฝ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 คือ จะ ทำ�อย่างไรให้ความไว้วางใจกันและกันที่สูญสิ้นไปแล้วนั้น สามารถฟื้นคืนกลับขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง? จะทำ�อย่างไร เมื่อความไว้วางใจในกระบวนการตุลาการจางคลายลงไป อย่างมากจากความรู้สึกของคนจำ�นวนมากฝ่ายหนึ่งของ ไทยที่รู้สึกว่าถูกปฏิบัติด้วยมาตรฐานสองหน้า? คำ�ตอบประการหนึ่ง คือ การจะฟื้นฟูหรือสร้างความไว้ วางใจในกันและกันขึ้นมาใหม่ได้นั้น จำ�เป็นจะต้อง“ยอม เสี่ยง” กล่าวคือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย จะต้องยอม เสี่ยงที่จะสร้างความสัมพันธ์ชนิดใหม่กับผู้ที่เราเลิกไว้วางใจ เขาไปแล้ว เพื่อที่จะสามารถไว้วางใจเขาได้ใหม่อีกครั้ง ด้วย ลักษณะและชุดกติกาของความไว้วางใจชนิดใหม่เช่นกัน ที่ สามารถทำ�เช่นนี้ได้ เพราะแม้จะเลิกความไว้วางใจไปแล้ว แต่ฝ่ายต่างๆยังคงจ�ำ เป็นต้องมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกัน อยู่ ดังนั้น คำ�ถามสำ�คัญ คือ เราจะสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งที่ ไม่เชื่อใจ โดยไม่เกลียดสิ่งนั้น ได้หรือไม่? อย่างไรก็ตาม ในกรณีสังคมการเมืองไทยที่ขณะนี้ ความ ไม่ไว้วางใจในกันและกันมีอยู่มากจนอาจไม่สามารถมีใคร “ยอมเสี่ยง” ไว้วางใจอีกฝ่ายหนึ่งก่อน ดังนั้น จึงจำ�เป็นอย่าง ยิ่งที่จะต้องมีการกระท�ำ บางประการ เพื่อให้การ“ยอมเสี่ยง” สร้างความไว้วางใจชนิดใหม่ขึ้นมานั้น ไม่ถึงกับเป็นการเสี่ยง มากจนเกินไป อาทิเช่น ประการแรก ต้องมีการแสดงความ รับผิดชอบหรือหาตัวผู้ที่จะต้องรับผิดชอบจากทั้งสองฝ่าย ออกมาให้ได้ เมื่อมีผู้รับผิดชอบแล้ว จะมีการนิรโทษกรรม หรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มาพิจารณากันภายหลัง ประการ ที่สอง ต้องรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานของการฆ่าหมู่ในเมือง ไทยออกไปจากอาณาบริเวณของการต่อสู้หรือการขัดแย้ง กันทางการเมืองไทยให้ทั้งหมด เพื่อให้มีหลักประกันมั่นคง ว่า ไม่ว่าคนไทยจะขัดแย้งทางความคิดความเชื่อกันมากเพียง ใด ก็จะไม่ถึงขั้นที่ถูกอีกฝ่ายฆ่าหรือใช้ความรุนแรงตอบกลับ มาได้ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวรวมถึงระบบกฎหมายต่างๆ และระบบบังคับบัญชาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำ�ให้เกิดการ ใช้ความรุนแรงได้อย่างชอบธรรมด้วยเช่นกัน เป็นต้น เมื่อเงื่อนไขที่พอจะเอื้อให้มีการยอมเสี่ยงให้ความไว้วางใจ กันมากขึ้นปรากฏแล้ว และแต่ละฝ่ายค่อยๆให้ความไว้วางใจ อย่างใหม่ต่อกันทีละเล็กทีละน้อย ส่วนที่สำ�คัญที่จะทำ�ให้ สามารถเดินต่อไปข้างหน้าด้วยกันได้ คือ พื้นที่หรือเวทีร่วม ที่จะสามารถท�ำ หน้าที่ให้ความแตกต่างทางความคิด ทางอัต ลักษณ์การเมือง และความหลากหลายด้านอื่นๆ ได้มีที่ยืน ปรากฏอยู่ด้วยกันได้อย่างยอมรับในกันและกัน พร้อมกับ เป็นเวทีที่มีอำ�นาจหน้าที่พอสมควรที่จะสามารถผลักดันให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเห็นผลจริง ดังจะอภิปรายใน หัวข้อถัดไป 9.2. เวทีร่วม(platform) ที่มีทั้งอำ�นาจหน้าที่ (authority)& รวมทุกฝ่าย(inclusive) ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยปัจจุบันมีลักษณะเชิงซ้อน 2 ประการพร้อมๆ กัน กล่าวคือ ในแง่หนึ่งก็เป็นปัญหาระดับ ชาติ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นปัญหาระดับท้องถิ่นทุกพื้นที่ ที่ ถักทอประสานกันขึ้นมาเป็นปัญหาระดับชาติอีกทอดหนึ่ง ด้วย ดังนั้น ปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน จึงเป็นทั้งปัญหา ระดับชาติและระดับท้องถิ่นพร้อมกันไปในขณะเดียวกัน ที่ เป็นเช่นนี้ เพราะเราก�ำ ลังอยู่ในช่วงเวลาอันยาวนานของการ เปลี่ยนผ่านระบบการเมืองทั้งระบบ 24 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย สถานะการเมืองไทยขณะปัจจุบัน คือ อยู่ระหว่างช่วงที่ โครงสร้างอำ�นาจหน้าที่(authority) ของระบบการปกครอง เดิม ซึ่งอยู่บนฐานแบบรวมศูนย์(centralism) กำ�ลังค่อยๆ หมดความชอบธรรมลงไป ในขณะที่ลักษณะการปกครอง แบบกระจายศูนย์(decentralism) กำ�ลังเรียกร้องต้องการ พื้นที่มากขึ้น อันที่จริง การกระจายอำ�นาจนี้ก็เริ่มมาตั้งแต่ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 แล้ว แม้จะประสบ ความสำ�เร็จพอสมควรในหลายๆ พื้นที่ที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถมีบทบาทเชิงรุกและเป็นตัวแทนหรือเจ้า ภาพสำ�หรับการจัดการปัญหาต่างๆ และดูแลกันเองภายใน ท้องถิ่นได้ดังที่มีความพยายามผลักดันต่อเนื่องในแนวคิด เรื่อง“จังหวัดจัดการตนเอง” แต่ขณะเดียวกัน ในอีกหลาย พื้นที่ ก็ยังประสบปัญหาในทางปฏิบัติที่แทนที่จะเป็นการ กระจายอำ�นาจจริง กลับกลายเป็นการ“ขยายอำ�นาจ” จาก ศูนย์กลางให้สามารถยื่นมือออกไปสู่ท้องถิ่นได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาในทางทฤษฎีของหลักการกระจาย อำ�นาจ คือ อำ�นาจหน้าที่(authority) ที่องค์กรส่วนท้องถิ่น มีอยู่นั้น จำ�กัดขอบเขตเฉพาะอยู่ภายในพื้นที่ของตนเอง ไม่ สามารถจัดการกับปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าพื้นที่ของตนเองได้ รวมทั้งในกรณีที่ต้องจัดการปัญหาในลักษณะที่ข้ามพื้นที่ หรือเป็น“จุดชายขอบ” ระหว่างหน่วยพื้นที่ท้องถิ่นตนเอง กับท้องถิ่นอื่น จุดอ่อนในทางทฤษฎีนี้ยังรวมถึงการจัดการ กับปัญหาที่มีขนาดใหญ่ระดับชาติดังที่เรากำ�ลังเผชิญกับ วิกฤติการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยทั้งระบบแบบที่เป็น มาตลอด 6-7 ปีมานี้ ในทางกลับกัน ระบบการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์อ�ำ นาจ (centralism) นั้น แม้จะเหมาะสมกับการจัดการกับปัญหา ระดับชาติและปัญหาระดับย่อยลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่า ไม่สามารถเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ คนทุกภาคส่วนและในทุกพื้นที่ท้องถิ่น และเป็นเรื่องความ สัมพันธ์กันเองระหว่างผู้คนข้ามพื้นที่ ข้ามภูมิภาคของไทย ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่มีความขัดแย้งกันระหว่าง อำ�นาจศูนย์กลางกับอำ�นาจท้องถิ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมิใช่ระบบที่สามารถทำ�ให้คนทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วน และในทุกพื้นที่ สามารถเข้ามาอยู่รวมร่วมกัน(inclusive) ที่ศูนย์กลางอำ�นาจได้ รูปแบบการบริหารทั้งสองแบบ ล้วนมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ทั้งคู่ กล่าวคือ การปกครองแบบรวมศูนย์ มีจุดแข็งด้านการ มีหน่วยรองรับเชิงอำ�นาจหน้าที่(authority) อย่างชัดเจน แต่ขาดมิติด้านการเปิดให้ผู้คนหลากหลายภาคส่วนเข้ามา มีส่วนร่วม(inclusiveness) อยู่ในหน่วยอำ�นาจตรงกลางนี้ ด้วย ในขณะที่รูปแบบการกระจายอำ�นาจ แม้จะมีข้อดีตรง ที่เปิดต่อการรวมผู้คนหลากหลายให้เข้าสู่อำ�นาจการตัดสิน ใจหนึ่งๆ แต่มีข้ออ่อนด้านหน่วยอำ�นาจที่มีอำ�นาจหน้าที่ใน การจัดการปัญหาใหญ่ๆ ได้ ขณะนี้ สังคมการเมืองไทยเรากำ�ลังอยู่กึ่งกลางของความ ตึงเครียดระหว่างรูปแบบการบริหารจัดการทั้งสองนี้ ท�ำ ให้ เรากำ�ลังเผชิญกับสภาวะอันเป็นจุดอ่อนของรูปแบบการ บริหารทั้งสองประเภทไปด้วยพร้อมกัน กล่าวคือ สำ�หรับ กลุ่มที่สามารถเข้าสู่ตำ�แหน่งที่มีอำ�นาจหน้าที่ได้ ไม่ว่าจะ เป็นฝ่ายอ�ำ นาจเก่าหรือฝ่ายอ�ำ นาจใหม่ ในยุครัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสุรยุทธ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย รัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ล้วนแต่ไม่สามารถหรือไม่ยินยอมเปิด พื้นที่ให้รวมผู้คนที่เห็นต่างหรือมีความคิดความเชื่อที่อยู่ ตรงข้ามคนละขั้ว ให้เข้ามาอยู่ร่วมกันในองค์กรบริหารจัดการ ระดับประเทศได้ ส่วนกลุ่มพลังการเมืองต่างๆที่ตื่นตัวทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่ม ใหม่ ซึ่งกระจายกันอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆทั้งในเมืองและใน ชนบท แม้อยากมีส่วนร่วมแก้ปัญหาของประเทศ แต่ก็ไม่มี อำ�นาจหน้าที่มากเพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาระดับใหญ่ ขนาดนี้ได้ ทำ�ได้เพียง“ส่งเสียง” แสดงความคิดเห็นของตน เสนอต่อฝ่ายต่างๆ เท่านั้น ส่วนผู้มีอำ�นาจหน้าที่จะรับไปทำ� หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้น กระบวนการสร้างสัญญา ประชาคมฉบับใหม่นี้ จึงไม่สามารถใช้รูปแบบทั้งสองนี้ได้ นอกเหนือจากรูปแบบการบริหารแบบรวมศูนย์และกระจาย ศูนย์ดังกล่าวแล้ว ยังมีรูปแบบการบริหารอีกชนิดหนึ่ง ที่ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า“centripetalism” ซึ่งสามารถปิด จุดอ่อนของทั้งสองรูปแบบแรกได้ เพราะเน้นให้เปิดพื้นที่ รวบรวมคนทุกภาคส่วนที่แตกต่างกันในด้านต่างๆ ให้เข้ามา มีส่วนอยู่ในองค์กรที่มีอำ�นาจหน้าที่ตัดสินใจและรับผิดชอบ ในการบริหารบ้านเมือง กล่าวคือ เน้นสร้างองค์กรหรือตัว กระท�ำ การ(agency) ที่ทั้งให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะ มีความคิดเห็นแตกต่างกันเพียงใด ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจ รวมถึงมีบทบาทในด้านอื่นๆด้วย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นองค์กร/ตัวกระทำ�การที่มีอำ�นาจหน้าที่ที่ชอบธรรม เพียงพอที่จะตัดสินใจสั่งการและดำ�เนินการด้านต่างๆ ได้ และรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้นได้ 40 ลักษณะและรูปแบบของ องค์กรที่แบบ centripetalism ส�ำ หรับช่วยหาทางออกแก่การ เปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทยจะได้เสนอในหัวข้อถัดไปนี้ 25 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย 9.3. กระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ อนาคตการเมืองไทย ชนชั้นนำ�และกลุ่มอำ�นาจเดิมจะยัง คงรักษาอ�ำ นาจทางการเมืองต่อไปด้วยวิถีทางต่างๆ แม้ว่า กลุ่มอำ�นาจใหม่จะสามารถเข้าถึงอำ�นาจหน้าที่ได้บ้างใน บางครั้ง ความขัดแย้งและผลผลิตอันเกิดจากความขัดแย้ง จะยังคงดำ�รงอยู่ต่อไป จนกว่าแต่ละฝ่ายจะเกิดความรู้สึก ว่าสามารถเปลี่ยนผ่านไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น กล่าวคือ ถ้าการปฏิรูปโครงสร้างสังคมการเมืองเป็นไปโดยไม่กระทบ ถึงแก่นแกนอำ�นาจของแต่ละกลุ่มชนชั้นนำ� ถึงระดับที่ ทำ�ให้กลุ่มอำ�นาจเหล่านั้นไม่มีที่เหลืออยู่ในสภาวะใหม่ของ การเมืองไทยหลังจากนี้ต่อไป เขาก็พร้อมที่จะร่วมมือทำ� ด้วย 41 กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิกฤติการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ครั้งนี้จะไม่สามารถผ่านพ้นไปได้โดยสันติ หากชนชั้นน�ำ ของ ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้(no elite settlement) 42 อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยปัจจุบันมีทั้งส่วนที่เป็นการเมือง แบบชนชั้นน�ำ สู้กันเองอยู่ และการเมืองแบบมวลชน ที่ถูกตัด แบ่งเป็นสองฝ่ายแล้วเข้าห้ำ�หั่นกันเอง ดังนั้น หากรอคอย หวังเพียงให้ชนชั้นนำ�ตกลงกันเองได้ โดยที่การเมืองระดับ มวลชนยังไม่เข้มแข็งและทนความแตกต่างกันได้มากเพียง พอ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เป็นไปได้ที่อาจเกิดการ“ฮั้ว” กันเอง แล้ว มาอธิบายหาความชอบธรรมหรือสร้างการมีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ จากมวลชนที่เป็นฐานสนับสนุนของฝ่ายตน ปัญหา วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของไทยก็อาจจบลงได้ แต่ ที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในระดับโครงสร้าง ทางสังคมการเมืองใดๆ กระนั้นก็ตาม หากเกิดการตกลงกันเองของชนชั้นนำ� โดยที่ มวลชนชั้นกลางและชั้นรากหญ้าของแต่ละขั้วขัดแย้งไม่ได้มี ส่วนร่วมด้วยหรือมีส่วนร่วมเพียงพอเป็นพิธี(ดังที่ช่วงหลาย เดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณหลากหลายประการที่บ่งชี้สภาวะ ดังกล่าว) และหากมวลชนทั้งสองกลุ่มนี้มีความเข้มแข็ง เพียงพอจนสามารถจัดการกับประเด็นปัญหาที่ตนเองห่วงใย ได้(ทั้งเรื่องการคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้�ำ ระเบียบเศรษฐกิจ การกำ�หนดวิถีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยตนเอง ความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองในแต่ละท้องถิ่น/ภูมิภาค) โดย ไม่ถูกชี้นำ�จากชนชั้นนำ�แล้ว ก็อาจทำ�ให้เกิดแรงต้านย้อน กลับไปจากมวลชน โดยไม่ยอมรับข้อตกลงของชนชั้นนำ�ทั้ง สองฝ่ายได้ จนอาจท�ำ ให้ความขัดแย้งพลิกแกนจากเดิมเป็น ความขัดแย้งกึ่งแนวตั้งกึ่งแนวนอน(ผสมผสานทั้งการขัดแย้ง กันระหว่างชนชั้นนำ�ทั้งสองฝ่าย ระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่าย และระหว่างมวลชนฝ่ายหนึ่งกับชนชั้นน�ำ อีกฝ่ายหนึ่ง) กลาย เป็นความขัดแย้งแนวตั้งระหว่างชนชั้นนำ�กับมวลชนอย่าง เต็มรูป และอาจเกิดเป็นการปฏิวัติประชาชนและอาจมีการ เสียเลือดเนื้อของชนชั้นนำ�ฝ่ายต่างๆ ได้ ดังนั้น ถ้าต้องการให้การเมืองไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปได้ โดยไม่ยืดเยื้อมากนักและไม่มีคนฝ่ายใดๆ ต้องบาดเจ็บล้ม ตายกันเป็นจ�ำ นวนมาก ชนชั้นน�ำ ของทั้งสองฝ่ายก็จ�ำ เป็นจะ ต้องตกลงกันให้ได้ และกระบวนการสร้างสัญญาประชาคม ฉบับใหม่นี้ ก็จำ�เป็นจะต้องเปิดต่อการถกเถียงแลกเปลี่ยน และชี้แจงแถลงไขในเรื่องอัตลักษณ์และประเด็นปัญหาต่างๆ ในระดับท้องถิ่นอย่างจริงจังและแตะรากของประเด็นปัญหา ให้กระบวนนี้สามารถรวมเอาตัวแทนของมวลชนทั้งสองฝ่าย และรวมถึงชนชั้นรากหญ้ากลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในทั้งกลุ่ม เสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ให้เข้ามามีบทบาทร่วมถกแถลงอยู่ ในเวทีดังกล่าวด้วยตั้งแต่แรกเริ่ม ไปจนตลอดกระบวนการ 43 ความพยายามแก้ปัญหาการเมืองไทยหลังเหตุการณ์เดือน เมษายนและพฤษภาคม 2553 โดยการตั้งคณะกรรมการ ชุดต่างๆ ขึ้นมาถึง 5 ชุดภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์นั้น นับเป็น ความตั้งใจที่ดี แต่ยังขาดความเห็นพ้องยอมรับจากคู่ขัดแย้ง และฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องมากเพียงพอ ท�ำ ให้แม้จะมีอ�ำ นาจ หน้าที่อยู่บ้างตามคำ�สั่งแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี แต่ในแง่ การเปิดให้บุคคลหลากหลายส่วนของความขัดแย้งเข้ามามี ส่วนตัดสินใจแล้ว นับว่ายังพร่องไปมาก ทำ�ให้เป็นอุปสรรค ส�ำ คัญที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งการปรองดองได้อย่าง ที่ตั้งใจไว้ ในทางกลับกัน แนวทางการทำ�งานของสมัชชา เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็น ประธานนั้น แม้จะพยายามเปิดให้เสียงของผู้คนหลากหลาย ภาคส่วนของความขัดแย้งและของประเทศไทยได้มีส่วนร่วม อยู่ในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย โดยจัดให้เกิดเวที สมัชชารับฟังความคิดเห็นจากผู้คนมากมายในทุกจังหวัด แต่ มีจุดอ่อนอยู่ที่ไม่สามารถน�ำ เสียงอันหลากหลายเหล่านั้นไป ก่อให้เกิดปฏิบัติการการเปลี่ยนแปลงจริง เพราะเกินขอบเขต อำ�นาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในคำ�สั่งแต่งตั้ง 44 อันที่จริงแล้ว ภาคีที่จำ�เป็นต้องมีส่วนร่วมอยู่ในเวที (platform) กระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ครั้งนี้ อย่างน้อยน่าจะต้องประกอบด้วยตัวแทนจากสถาบันกษัตริย์ (ซึ่งรวมถึงสภาองคมนตรี สำ�นักพระราชวัง สำ�นักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ฯลฯ) สถาบันตุลาการ กองทัพ ทหาร ตำ�รวจ ข้าราชการพลเรือน พรรคการเมือง ใหญ่ทุกพรรค(อาจรวมถึงกลุ่ม“บ้านเลขที่ 111” และผู้ที่ ลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศที่ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย 26 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ในปัจจุบันอยู่) กลุ่มคนเสื้อเหลือง กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่ม นิยมเจ้า กลุ่มที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างมีเหตุผล สถาบันการเงินและเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจทั้งกลุ่มที่ผูกติดอยู่ กับกลุ่มอ�ำ นาจเก่าและที่อยู่ในเครือข่ายของกลุ่มอ�ำ นาจใหม่ (หรือเรียกสั้นๆ ว่า“ทุนเก่า” และ“ทุนใหม่”) สถาบันวิชาการ สื่อมวลชนทั้งที่มาจากสายที่สนับสนุนกลุ่มเสื้อเหลืองและมา จากสายสนับสนุนกลุ่มเสื้อแดง และสายที่ไม่สนับสนุนทั้ง สองกลุ่มเสื้อสี องค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มเคลื่อนไหวประชา สังคม กลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น เกษตร, แรงงาน ฯลฯ กลุ่มผู้ หญิง กลุ่มผู้น�ำ ศาสนา ผู้น�ำ เยาวชน ตัวแทนจากองค์กรชุมชน ในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศไทย เป็นต้น ความหลากหลายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการ เมืองครั้งนี้ เป็นปัจจัยที่สำ�คัญยิ่งยวดที่จะเป็นตัวตัดสินเริ่ม แรกว่าเวทีกระบวนการสร้างสัญญาประชาคมนี้จะประสบ ความสำ�เร็จลุล่วงในการนำ�พาการเมืองไทยฝ่าข้ามวิกฤติ การเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างสันติและเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย หรือไม่ ดังนั้น การออกแบบกระบวนการต่างๆ จึงเป็น เรื่องสำ�คัญมาก“เจ้าภาพ” หรือผู้ริเริ่มดำ�เนินการเรื่องนี้จึง รีบร้อนไม่ได้(แต่ก็เตะถ่วงรอช้าไม่ได้เช่นกัน) โดยอาจมี การตั้ง“คณะทำ�งานเตรียมการ” ซึ่งเป็นชุดเล็กขึ้นมาก่อน เพื่อกำ�หนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และออกแบบความ หลากหลายของภาคีหรือระบุกลุ่มผู้ที่จะเข้ามาร่วมอยู่ ในกระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่นี้อีกทอดหนึ่ง โดยที่จำ�เป็นต้องออกแบบให้ผู้เข้าร่วมในกระบวนการนี้เป็น ตัวแทนมาจากภาคส่วนต่างๆในสัดส่วนที่เหมาะสมและ ได้ดุลในเชิงอำ�นาจและสัดส่วนระหว่างกันด้วย ไม่มีการ ครอบงำ�โดยคนกลุ่มใหญ่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กระบวนการสร้างสัญญาประชาคมฉบับใหม่นี้ โดยเนื้อแท้ แล้วเป็นกระบวนการทางการเมืองและการต่อสู้ต่อรองทาง อำ�นาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ดังนั้น ทุกรายละเอียดขั้นตอนจึง เต็มไปด้วยมิติทางการเมืองและแน่นอนย่อมต้องมีความขัด แย้งระดับย่อยเกิดขึ้นอยู่บ้างเป็นธรรมดา ในหลายประเทศ ที่เกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงและยืดเยื้อ กระทั่งมีการแบ่ง แยกร้าวลึกในระดับทั่วประเทศ และใช้กระบวนการท�ำ นองนี้ ล้วนแต่ประสบปัญหาความไม่เห็นพ้องนับตั้งแต่ในช่วงคณะ ทำ�งานเตรียมการกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องจะ รวมหรือไม่รวมใคร จากภาคส่วนใด กลุ่มใด เข้ามาอยู่ใน กระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่นี้ ขั้นตอนนี้จำ�เป็น ต้องมีการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวางกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในอำ�นาจปัจจุบัน เพื่อให้สมาชิกของกระบวนการนี้เป็นตัวแทนการมีส่วนร่วม จากทุกฝ่ายและได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่มอย่างแท้จริง นอกจากนี้ 45 พิจารณาในเชิงรูปธรรมแล้ว เนื่องจากต้อง ทำ�ให้กระบวนการเปิดต่อคนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ความขัดแย้ง ดังนั้น จำ�นวนคณะทำ�งานและผู้เข้าร่วมใน กระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่จึงมีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ประเทศเบนิน(Benin) ในตอนกลางของทวีป แอฟริกา ได้มีการตั้งเวทีกระบวนการสร้างสัญญาประชาคม ใหม่ที่เรียกว่า“ที่ประชุมแห่งชาติ”(national conference) ขึ้นในทศวรรษที่ 1980s โดยมีสมาชิก 500 คน อันเป็น ตัวแทนมาจากรัฐบาลปัจจุบัน กองทัพ ศัตรูทางการเมือง ของรัฐบาลปัจจุบันที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ สหภาพแรงงาน ผู้นำ�ศาสนา องค์กรอาสามัคร กลุ่มผู้หญิง รวมถึงอดีตผู้นำ� แห่งรัฐและผู้มีอิทธิพลทางความคิดอีกจำ�นวนหนึ่ง ส่วน ใน ประเทศไนเจอร์(Niger) ซึ่งริเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า “ที่ประชุมแห่งชาติ” นี้ในปี 1991 ได้มีการแต่งตั้งคณะทำ�งาน เตรียมการจำ�นวน 68 คน มีการถกเถียงวิวาทะกันในระดับ สาธารณะถึงองค์ประกอบของทั้งคณะทำ�งานเตรียมการ และที่ประชุมแห่งชาติ ในที่สุด ได้สมาชิกที่ประชุมแห่งชาติ ทั้งหมด 1,204 คนซึ่งเป็นตัวแทนมากจากพรรคการเมือง สหภาพแรงงาน กลุ่มวิชาชีพ และองค์กรประชาสังคม ต่างๆ รวมถึงขบวนการนักศึกษา อีกด้วย ใน ประเทศมาลี (Mali) มีสมาชิก“ที่ประชุมแห่งชาติ” มากถึง 1,800 คน ซึ่ง เป็นตัวแทนมาจากพรรคการเมืองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ กลุ่ม ศาสนา สหภาพแรงงาน กลุ่มผู้หญิง กลุ่มนักศึกษา และ กลุ่มชาวนา เป็นต้น กระบวนการขับเคลื่อนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่นั้น แม้จะต้องการได้รับความเห็นพ้องจากทุกฝ่าย แต่แรงจูงใจ ทางการเมืองที่ทำ�ให้แต่ละฝ่ายเข้าร่วมในกระบวนการนี้นั้น ก็อาจแตกต่างกันไปได้เช่นกัน ดังตัวอย่างในกลุ่มประเทศ อาหรับที่เพิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อเนื่อง อันเรียกว่า“ฤดูใบไม้ผลิแห่งอาหรับ”(Arab Spring) ก็มี กระบวนการคล้ายๆ กันนี้เป็นที่กล่าวขานถึงมากในนาม “การสานเสวนาแห่งชาติ”(national dialogue) กระบวนการ สานเสวนาแห่งชาติที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศอาหรับดังกล่าว นั้น บางฝ่ายเข้าร่วมเพราะต้องการชะลอช่วงแห่งการเปลี่ยน ผ่านให้เนิ่นช้าออกไป และเป็นการปกป้องระบอบเดิมให้นาน ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่ากระบวนการนี้ เป็นการประกันว่าสังคมการเมืองของประเทศนั้นๆจะเปลี่ยน ผ่านระบอบอย่างถึงราก ไปสู่สภาวะที่เป็นประชาธิปไตย มากขึ้น ได้โดยสันติ 27 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย เงื่อนไขสำ�คัญอีกประการของกระบวนการสร้างสัญญา ประชาคมใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้ รวมถึงควรจะมี ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน คือ รัฐบาลจะต้องไม่ใช้อำ�นาจ ควบคุมกำ�กับเหนือกระบวนการเหล่านี้ แต่ต้องเป็นเพียง ส่วนหนึ่งและมีบทบาทในระดับเดียวกับภาคส่วนอื่นๆที่เข้า ร่วมในกระบวนการนี้ ในแง่ระยะเวลาการทำ�งานของกระบวนการสร้างสัญญา ประชาคมใหม่นี้ แม้ในบางกรณีอาจมีทำ�งานยาวว่าวาระ ของรัฐสภารอบหนึ่งๆ แต่ก็จำ�เป็นจะต้องระบุไว้ในชัดเจน ว่าจะเสร็จสิ้นลงเมื่อใด เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการนี้ กลายเป็นสถาบันเผด็จการชนิดใหม่ที่ครองอำ�นาจติดต่อ กันยาวนานเหมือนในหลายๆประเทศ อย่างไรก็ตาม ระยะ เวลาการทำ�งานต้องไม่สั้นเกินไปเช่นกัน และควรกำ�หนด สอด สอดคล้องกับเป้าหมายหลักๆที่ทำ�ให้เป็นจริงได้ เพื่อ ให้สามารถบรรลุถึงได้จริง โดยไม่ปล่อยเวลาให้ค่อยๆหมด ไปกับความไม่ชัดแจ้งของพันธกิจที่รับผิดชอบ ขั้นตอนอีกประการที่สำ�คัญของกระบวนการสร้างสัญญา ประชาคมใหม่ คือ การเขียน“แผนที่นำ�ทาง”(roadmap) เพื่อให้สามารถระบุจังหวะก้าวและขั้นตอนต่างๆที่จำ�เป็น ต่อการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ รวมทั้งเพื่อระดม การมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในการให้การ สนับสนุนด้านต่างๆ ทั้งทรัพยากรบุคคล ความรู้ความ เชี่ยวชาญ และเงินทุนงบประมาณอีกด้วย สำ�หรับปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยนี้ เนื่องจากมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการชุดต่างๆเพื่อแสวงหาความปรองดองและ แก้ไขวิกฤติการเมืองให้ลุล่วงไปได้ ดังนั้น“เจ้าภาพ” หรือ ผู้ริเริ่มผลักดันกระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่นี้ จึง ควรทำ�การปรึกษาหารือกับคณะกรรมการชุดต่างๆ เหล่านี้ ด้วยเช่นกัน 9.4. ตัวอย่างเนื้อหา สำ�หรับเนื้อหาในกระบวนการสร้างสัญญาประชาคมใหม่นี้ เป็นไปได้หลากหลายแนวทางและกลุ่มประเด็น ประเด็น ส�ำ คัญประการหนึ่ง คือ การสร้างกระบวนการประชาธิปไตย (democratic process) ที่มีคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย อย่างน้อย 4 ประเด็นหลัก 46 ได้แก่ (1) การถกแถลง (deliberation) ของผู้คนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความ ขัดแย้งครั้งนี้ ว่าด้วยเรื่องที่ว่าเราทั้งหมดอยากจะอยู่อาศัย ร่วมกันได้สังคมนี้อย่างไร? สังคมการเมืองไทยควรมุ่งไปสู่ ทิศทางใด? อะไรเป็นประเด็นส�ำ คัญยิ่งยวดสำ�หรับปัจจุบัน และอนาคต? (2) ความชอบธรรม(legitimacy) ของผู้มี อำ�นาจหน้าที่ ซึ่งจำ�เป็นต้องพูดคุยร่วมกันทั้งหมด ถึงเรื่อง ที่ว่าวิธีการเข้าสู่ตำ�แหน่งหน้าที่ของที่ผู้บริหารบ้านเมือง ชนิดใดที่ยอมรับร่วมกันได้(เช่น การแต่งตั้ง(selection) การเลือกตั้ง(election) หรือการเลือกตั้งแบบแยกระหว่าง ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร หรือการเลือกตั้งแบบกำ�หนด สัดส่วนให้ได้ตัวแทนที่มาจากกลุ่มองค์กรที่แตกต่างหลาก หลาย(proportional election) เป็นต้น)? (3) ว่าด้วย กระบวนการตัดสินใจ(decision-making) ซึ่งน่าจะต้องหา รือกันเกี่ยวกับว่าจะแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้ อย่างไร? จะแก้ไขปัญหาหลักๆของบ้านเมืองได้อย่างไร? จะจัดสรรทรัพยากรด้านต่างๆ อย่างไร? ทั้งยังเกี่ยวข้องกับ ระดับการกระจายตัวของกลไกอำ�นาจการตัดสินใจอีกด้วย (4) ว่าด้วยการควบคุมกำ�กับ(control) กล่าวคือ ต้อง ถกเถียงกันถึงเรื่องว่ากลุ่มผู้ตัดสินใจนั้น ทำ�ตามขอบเขต อำ�นาจหน้าที่ที่เหมาะสมของตนหรือไม่? และกระบวนการ ตัดสินใจนั้นเป็นไปตามกฎกติกาหรือไม่? ประเด็นว่าด้วยกระบวนการประชาธิปไตยที่มีคุณภาพทั้ง สี่นั้น สามารถแตกประเด็นย่อยออกมาเป็นวาระถกเถียง แถลงไขกันออกมาเป็นวาระถกเถียงแถลงไขกันส�ำ หรับบริบท สังคมการเมืองไทยได้ 47 ถัดจากนั้น ก็น่าจะตามมาด้วยประเด็นคำ�ถามเช่นว่า สิ่งที่ เรียกว่า“ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นั้น โดยรูปธรรมแล้ว เป็นอย่างไรกันแน่? ดังนั้น ประเด็นที่ ควรพิจารณากัน คือ สถาบันกษัตริย์ควรปรับตัวอย่างไรใน บริบทปัจจุบัน? พระราชอ�ำ นาจจะมีขอบเขตมากน้อยเพียง ใด? เรื่องใดอยู่ในพระราชอำ�นาจ เรื่องใดไม่อยู่ในพระราช อ�ำ นาจ? บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ควรเป็นอย่างไรทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤติ? การ วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์สามารถทำ�ได้หรือไม่ หากอยู่ ภายใต้หลักการแสดงออกอย่างเป็นธรรม(fair expression)? มาตรการในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ในระดับสถาบัน และในระดับบุคคล ควรจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร? เป็นต้น ประเด็นคำ�ถามดังกล่าวข้างต้นล้วนเป็น สิ่งที่จ�ำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำ�มาพิจารณากันอย่างเปิดเผย ในที่สาธารณะ อย่างตรงไปตรงมาและด้วยความเคารพให้ เกียรติต่อกันและกัน ในหลายปีที่ผ่านมานี้ มีงานเขียนหลายชิ้นที่ได้เปิดประเด็น ข้อถกเถียงท�ำ นองใกล้เคียงกันนี้อยู่พอสมควร อาทิเช่น งาน เขียนเรื่อง“พระราชอ�ำ นาจ” ของประมวล รุจนเสรี 48 ก็ถือว่า 28 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย เป็นงานชิ้นหนึ่งที่ทำ�ให้เกิดการสนทนาในที่สาธารณะ ตาม มาอีกมาก โดยเฉพาะบทความวิพากษ์งานของประมวล ชิ้นนี้ จากสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล 49 และธงชัย วินิจจะกูล 50 หรืองานเขียนเรื่อง“ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข ของสนธิ ลิ้มทองกุล” โดยเกษียร เตชะพีระ 51 ก็เป็นความพยายามรวบรวมความคิดและคำ�พูดของแกน นำ�พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสร้างแนวคิด ทฤษฎีในเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ พร้อมกับการแสดงความ เห็นของเกษียรเองในท้ายบทความ เป็นต้น งานเหล่านี้ล้วน เป็นงานที่น่าสนใจต่อการชักชวนให้สาธารณะมาขบคิดร่วม กันว่าทฤษฎีหรือหลักการว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขควรเป็นอย่างไร ข้อสำ�คัญ คือ ต้องพิจารณาถึงสถาบันกษัตริย์ในความ หมายที่กว้างกว่าความเข้าใจปัจจุบัน ว่าสถาบันกษัตริย์ มิได้หมายถึงตัวบุคคล แต่เป็นตัวสถาบัน(institution) ที่ มีหลักการบางประการกำ�กับอยู่ ไม่ว่าผู้ใดมาเป็นกษัตริย์ ในสังคมการเมืองไทย ก็จำ�เป็นต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับ หลักการนั้นๆ เช่น กษัตริย์ของไทยในอดีตทุกพระองค์ใน ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ต้องประพฤติปฏิบัติตามหลักทศ พิธราชธรรมและหลักจักรวรรดิวัตร 52 ดังนั้น ในระบอบการ ปกครองที่เรียกว่า“ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข” นั้น เราก็จำ�เป็นต้องพัฒนาทฤษฎีหลักการ ใหม่ๆ ขึ้นอีกเช่นกัน เพื่อให้องค์พระมหากษัตริย์และ ตัวสถาบันกษัตริย์มีหลักการไว้สำ�หรับยึดถือปฏิบัติ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นช่วงใช้ประโยชน์ จากสถาบันกษัตริย์ไปอย่างไร้หลักการใดๆคอยปกป้อง คุ้มครอง สำ�หรับเนื้อหาที่น่าจะทำ�มาพูดคุยกันเกี่ยวกับสถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองของไทย อาทิเช่น สถาบันกองทัพ: จะทำ�อย่างไรให้สถาบันกองทัพยอมรับ ที่จะอยู่ภายใต้พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง? งบประมาณ สามารถตรวจสอบได้? ไม่ถูกปัจจัยต่างๆไม่ว่าจะจากฝ่าย การเมืองหรือฝ่ายใดๆ ก็ตาม ทำ�ให้ต้องเข้ามาแทรกแซง ทางการเมืองอีกต่อไป? สถาบันตุลาการ: จะป้องกันไม่ให้ปัจจัยทางการเมืองเข้า แทรกแการพิจารณาคดีได้อย่างไร? จะปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมให้ทุกคนเข้าถึงได้โดยเท่าเทียมกัน และเป็นการให้ ความยุติธรรมอย่างทันท่วงทีได้อย่างไร? สถาบันเศรษฐกิจ การค้า และธุรกิจ: จะลดปัญหาความ เหลื่อมล้ำ�ได้อย่างไร? จะฉุดรั้งพลังเสรีนิยมไม่ให้เลยเถิด จนกลายเป็น“มือใครยาวสาวได้สาวเอา” จนไม่สนใจให้ ความสำ�คัญและให้เกียรติกลุ่มคนที่ด้อยอำ�นาจและด้อย โอกาสมากกว่า รวมถึงไม่เบียดเบียนธรรมชาติมากเกินไป ได้อย่างไร? สถาบันการเมือง: จะทำ�การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเที่ยง ธรรม(fair) ได้อย่างไร? จะทำ�ให้อย่างไรให้พรรคการเมือง มีความเป็นสถาบัน มีอุดมการณ์และนโยบายที่ชัดเจน เป็น ตัวแทนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ? จะทำ�ให้ โครงสร้างการก�ำ หนดและการตัดสินใจเชิงนโยบายกระจาย ตัวไปอยู่ในระดับท้องถิ่น/ภูมิภาคได้อย่างไร? จะทำ�อย่างไร ให้วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย เปิดกว้างยอมรับความ แตกต่างในเชิงอัตลักษณ์ทางการเมืองของแต่ละภูมิภาค? 53 เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของสถาบันหลักๆ ของสังคมไทย และประเด็นข้อเสนอเกี่ยวกับเนื้อหาวาระที่ควรนำ�มาพูด คุยพิจารณากันอย่างจริงจัง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการ เมืองของไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้โดยสันติและ ไม่มีความสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตไม่ว่าจะเป็นจากคนกลุ่ม ไหนหรือฝ่ายใดๆ อย่างไรก็ตาม สถาบันหรือภาคส่วนอื่นๆ เช่น วิชาการ สื่อมวลชน ฯลฯ ที่เป็นพลังทางสังคมการเมือง สำ�คัญๆ ของไทย ก็ควรได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพิ่มเติมจากเอกสารชิ้นนี้ด้วยเช่นกัน แต่ในที่นี้ไม่ประสงค์ ที่จะลงรายละเอียดทุกสถาบัน/ภาคส่วน เพราะเป็นสิ่งที่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่จะได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการ สร้างสัญญาประชาคมใหม่นี้ ควรจะเป็นผู้เสนอวาระและ ประเด็นมากกว่า วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในรอบนี้ นับว่า ร้าวลึก ยืดเยื้อและหนักหนาสาหัสไม่น้อย เราไม่สามารถ หลีกเลี่ยงหรือเพียงแต่จัดการปัญหาอย่างขอไปทีได้อีกต่อไป แต่จ�ำ เป็นต้องเผชิญกับปัญหาอย่างยอมรับความจริงและเปิด กว้างมากเพียงพอที่จะรวมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามา ให้สิทธิ และพื้นที่แสดงออกทางการเมืองสำ�หรับทุกฝ่ายอย่างเท่า เทียมกัน เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างที่ไม่กดทับพลังการ เปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้กลุ่มอำ�นาจเดิม ถูกพลังการเปลี่ยนแปลงโหมซัดจนไม่เหลือที่ยืนอยู่ในสังคม การเมืองไทยอีกต่อไป กระบวนการสร้างสัญญาประชาคม ใหม่ที่นำ�เสนอในที่นี้ เป็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่เวที ดังกล่าว เพื่อให้ผู้คนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาทำ�งาน 29 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย ร่วมกัน(และขัดแย้งกันอย่างมีกติกา) เพื่อสร้างข้อผูกมัด หรือกฎ กติกา มารยาท ชุดใหม่ ให้เราทุกฝ่ายสามารถอยู่ ร่วมกันได้ในสังคมการเมืองไทยยุคใหม่หลังการเปลี่ยนผ่าน ครั้งนี้ โดยไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันมากจนเกิน ที่อีกฝ่ายจะยอมรับได้ ซึ่งเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันอย่าง สันติ 54 10. ท้ายเรื่อง ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในครั้งนี้ แสดงออก ถึงความหนักหนาสาหัสมากถึงขั้นที่ดูจะกลายเป็นความ แตกแยกระหว่างภูมิภาคเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ อะไรมากนัก เนื่องจากสังคมการเมืองในแต่ละภูมิภาคของ ไทยล้วนมีลักษณะเฉพาะตัว และมีพลวัตความสัมพันธ์เชิง อำ�นาจระหว่างกันและกัน ที่แตกต่างกันมาตลอดในอดีต รวมทั้งยังมีความขัดแย้งแฝงเร้น(latent conflict) ภายใต้ ผืนพรมแห่งความสงบสันติอยู่เนืองๆ สังคมการเมืองไทยใน ระดับภาพรวมทั้งประเทศมีการปรับตัวตอบสนองต่อความ เปลี่ยนแปลงต่างๆ เรื่อยมามากบ้างน้อยบ้าง โดยเฉพาะใน ช่วงจุดตัดทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหญ่ๆ หลาย ครั้งหลายรอบ ความขัดแย้งรอบนี้ถือเป็นรอบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อีกครั้งหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ทั้งทาง เศรษฐกิจ ทางสังคม อันเป็นผลมาจากพัฒนาการภายใน ของประเทศไทยเอง และเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลง ในระดับโลกยุคโลกาภิวัตน์ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้าน จิตส�ำ นึกทางการเมืองและโครงสร้างความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่อง ชีวิตที่ดีและจุดอ้างอิงความยุติธรรม ของชนชั้นรากหญ้าใน หลากหลายพื้นที่ของไทยให้ลุกขึ้นมา ขอมีส่วนร่วมแบ่งปัน อำ�นาจในการบริหารจัดการหรือดูแลตนเองและส่วนแบ่ง ในการเป็นเจ้าของประเทศ ไม่ต่างไปจากเมื่อครั้งเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 ที่ชนชั้นกลางรุกขึ้นมาขอแบ่งปันอำ�นาจ ในการเป็นเจ้าของประเทศเช่นกัน 55 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายรอบด้านดังกล่าว ก็ เป็นธรรมดาอยู่เองที่กลุ่มผู้คน/สถาบัน/ภาคส่วนที่เคยมีส่วน ร่วมอยู่ในการแบ่งสรรอ�ำ นาจจัดการตนเองและดูแลประเทศ แต่เดิม ย่อมรู้สึกถึงการถูกคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเป็น ไปได้ว่าจะไม่มีที่ยืนอยู่อีกต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงทำ�ให้มี การปกป้องสิทธิ อ�ำ นาจ และผลประโยชน์ในส่วนของตนเอง และตอบโต้ฝ่ายกลุ่มพลังความเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มกำ�ลัง จากเดิมเพียงแค่เป็นกระแสไม่พอใจรัฐบาลทักษิณ ความ ผันผวนของเหตุการณ์นานาประการในการเมืองไทยรอบนี้ ก็ พาให้เราทุกฝ่ายยิ่งหมุนวนขึ้นสูงขยายวงผู้เกี่ยวข้องกับความ ขัดแย้งครั้งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดกลายความขัดแย้ง ระหว่างมวลชนสองฝ่าย สองสี สองอุดมการณ์ ที่เชื่อมด้วย “เฉดสี” ความคิดความเชื่อที่อ่อนแก่แตกต่างกันไปในระหว่าง ขั้วสีความขัดแย้งทั้งสองฝ่าย เราทุกฝ่ายได้ระดมทรัพยากร และเครื่องไม้เครื่องมือกันมามากมาย รีดเค้นความรู้กันจน แทบจะหมดคลังสมอง พยายามนำ�สถาบันทุกสถาบันเท่าที่ พอจะมีอยู่และใช้การได้ในอดีต มาใช้ในการเผชิญความขัด แย้งครั้งนี้กันจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีสิ่งใดยังไม่ถูกใช้เลย ในขณะเดียวกัน เมื่อความขัดแย้งแฝงเร้นปรากฏตัวขึ้น อย่างชัดเจน(manifest conflict) และพัฒนาไปมากขึ้น เรา ทุกฝ่ายล้วนผลิตวาทกรรมขึ้นมาโต้แย้งและใช้อธิบายความ ชอบธรรมของฝ่ายตนเองและความไม่ชอบธรรมของฝ่าย ตรงข้ามกันมากมาย จนหลักการหลากหลายประการที่ใช้ เวลาหลายปีในการพัฒนาขึ้นและพอจะลงหลักปักฐานใน สังคมการเมืองไทยบ้างแล้ว ต้องสูญเสียศักยภาพและหมด พลังในการประคับประคองสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างสันติและเป็นธรรมลงไป ในขณะเดียวกัน ประเด็น ปัญหาพื้นฐานในระดับท้องถิ่น ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ� ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เป็นธรรมและไม่ ยั่งยืน ปัญหาคอร์รัปชั่นในระดับต่างๆ ฯลฯ ก็ถูกปัดป่าย บดบังด้วยข้อกล่าวหาว่าด้วยพฤติกรรมที่แต่ละฝ่ายซัดสาด ใส่กันในระหว่างที่พลวัตความขัดแย้งบิดเกลียวหมุนคว้าง สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แนวโน้มความขัดแย้งกันของเราทั้งหมด ดูจะยิ่งกลายเป็น สภาวะที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นมวลชนของทั้งสองกลุ่มเสื้อสี และรัฐบาลภายใต้การนำ�ของพรรคใดๆ ก็ตาม ล้วนแต่ใช้ ความรุนแรงตอบโต้หรือป้องกันความรุนแรง และใช้วิธีการ ใดๆ ก็ได้ เพื่อให้ตนเองบรรลุเป้าหมาย มากขึ้นเรื่อยๆ วิกฤติ ย่อยๆ แต่ครั้งที่เกิดขึ้น แทบจะทำ�ให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะ ไร้ขื่อไร้แป เริ่มเห็นแสงรำ�ไรแห่งภาวะอนาธิปไตยโดย เฉียบพลันสว่างจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งรอบใหญ่รอบนี้น่าจะกินเวลายาวนานมากกว่า สิบปี เพราะร้าวลึกถึงขั้นที่แตะรากมูลฐานของเสาหลักต่างๆ ในสังคมการเมืองไทย เราจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงไปได้ง่ายๆ ก่อนแก้ไขปัญหาครั้งนี้ด้วยทีท่าใหม่ เราควรจะต้องมองให้ เห็นฐานคติว่าด้วยปัญหาวิกฤติครั้งนี้ของทุกฝ่ายว่าแตกต่าง กันอย่างไร และจะสามารถหาจุดร่วมในฐานคติเหล่านี้ เพื่อ 30 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย เป็นพื้นดินให้เหยียบยืนก้าวต่อไปด้วยกันได้อย่างไร เอกสาร ชิ้นนี้เสนอว่า หมุดหมายแรกของการก้าวเดิน คือ การ มองให้เห็นร่วมกันว่าประชาธิปไตยเป็นโครงการที่ไม่มีวัน จบสิ้น และเป็นเรื่องของการขัดแย้งกันอย่างมีอารยะและ เป็นธรรม เราต้องเผชิญกับสภาวะความขัดแย้งอยู่เป็น นิตย์ ดังนั้น เราจึงจำ�เป็นต้องหาทางอยู่ร่วมกับความขัด แย้งทางการเมืองเหล่านี้ให้ได้โดยไม่ท�ำ ให้ฝ่ายใดสูญสิ้นไป วิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ในรอบนี้ เราขัดแย้งกันใน 2 ระดับ พร้อมกันไป คือ ขัดแย้งกันในระดับมูลเหตุพื้นฐาน ที่แฝงฝัง อยู่ในโครงสร้างของสังคมการเมืองไทย กลายเป็นปัญหา ความเหลื่อมล้ำ�และความไม่เท่าเทียมกันในหลากหลาย ประการ ในขณะเดียวกัน เมื่อจะแสดงออกถึงปัญหามูลฐาน ดังกล่าวและหาทางแก้ไขเยียวยากัน เราทุกฝ่ายกลับเผชิญ ปัญหา ความขัดแย้งในระดับวิธีการแสดงออก ของแต่ละฝ่าย ที่ไม่มีเกณฑ์อ้างอิงที่ยอมรับร่วมกันได้ แต่กลับกลายเป็น“มึง ท�ำ ได้ กูก็ท�ำ ได้เหมือนกัน” มากขึ้นเรื่อยๆในลักษณะสุดขั้วทั้ง สองฝ่าย(mutual extremism) ดังนั้น วิกฤติความขัดแย้งใน รอบหลายปีที่ผ่านมานี้ จึงกลายสภาพเป็นการ“ตะลุมบอน ทางการเมือง” พร้อมไปกับการ“เมาหมัดทางศีลธรรม” จน ไม่รู้จะเริ่มจากจุดใดก่อนดี ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เน้นการ เลือกตั้ง กับประชาธิปไตยแบบที่เน้นคุณธรรมเป็นสำ�คัญ ดังที่เป็นอยู่ในสังคมไทยนั้น อาจไม่สามารถมีฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งชนะขาดกันได้อย่างเร่งรีบ หรืออาจไม่มีทางเป็น ไปได้เลยก็ได้ เราน่าจะจำ�เป็นต้องสร้างสิ่งที่เรียกได้ว่า “ประชาธิปไตยแบบถกแถลง”(deliberative democracy) ขึ้นมาในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทยไปสู่ยุค ใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราจำ�เป็นต้องสร้างประชาธิปไตยที่ เน้นให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันเพื่อสร้างความเข้าใจ ในระดับสาธารณะอย่างถึงรากถึงโคน(radical) ว่าเนื้อหา สาระ จุดอ่อน จุดแข็ง ของระบบการเมืองแบบที่ทั้งสอง ฝ่าย และฝ่าย อื่นๆ เสนอขึ้นมานั้น เป็นอย่างไร มิใช่เพียง การผูกขาดข้อถกเถียงอยู่เพียงสิทธิขาดของการมีคุณธรรม หรือสิทธิขาดของการได้เสียงข้างมากมาไว้ในครอบครอง แต่เพียงเท่านั้น เอกสารชิ้นนี้เสนอว่า เราจำ�เป็นต้องแก้ปัญหาสองชั้นไป พร้อมๆกัน กล่าวคือ ทางออกของ ปัญหาความขัดแย้งระดับ วิธีการ ที่เราทะเลาะหรือขัดแย้งกันนั้น จำ�เป็นต้องมีการวาง เกณฑ์พื้นฐานทั้งในเชิงหลักการและวิธีการ เพื่อเป็นการ ประกันได้ว่า เราจะสามารถทะเลาะกันได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ทำ�ร้ายกันและกัน และแม้มูลเหตุของปัญหาที่ทำ�ให้ต้อง มาทะเลาะกันนั้น จะยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่การทะเลาะ กันของเรานั้น ก็จะไม่บานปลายขยายตัวจนเกิดความสูญ เสียมากมายและยากจะฟื้นฟูให้กลับคืน ส่วนการหาทางออกจาก ปัญหาระดับมูลเหตุ ของความขัดแย้ง อันเป็นเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมการเมืองไทยที่ เกี่ยวข้องกับคนแทบจะทุกฝ่ายนั้น หลายปีที่ผ่านมา สถาบัน หรือบุคคลที่พอจะเป็นคนกลางให้กับความขัดแย้งครั้งนี้ล้วน ถูกใช้ไปแล้วจนหมดสิ้น ดังนั้น ทางออกจากความขัดแย้ง ครั้งนี้ จึงไม่สามารถหวังพึ่งคนอื่นได้อีกต่อไป กล่าวอีกนัย หนึ่ง คือ เราไม่สามารถใช้วิธีการหาคนกลางมาไกล่เกลี่ย ได้อีกต่อไป แต่จำ�เป็นต้องพึ่งตนเอง หรือก็คือใช้วิธีเจรจา ต่อรองพูดคุยกันเอง โดยมีการออกแบบวิธีการ กระบวนการ และผู้ที่จะต้องมีส่วนเข้ามาพูดคุยกันให้ดี พร้อมกับ“ปลด ชนวนระเบิด” ต่างๆ และสร้างเงื่อนไขให้แต่ละฝ่ายค่อยๆ มีความกล้ามากเพียงพอที่จะ“ยอมเสี่ยง” มอบความไว้ วางใจให้กันและกันทีละเล็กทีละน้อย จนความไว้วางใจกัน ที่สูญสิ้นไปแล้วจากเหตุการณ์ความรุนแรงกลางเมืองที่เกิด ขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปีมานี้ ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา มากเพียงพอที่เราทุกฝ่ายจะพร้อมมาร่วมกันคิดแก้ปัญหา กันอีกครั้งหนึ่ง ในกระบวนการแก้ปัญหาครั้งนี้ ประเด็นสำ�คัญ คือ สัญญา ประชาคมฉบับเดิมที่เคยกำ�กับความสัมพันธ์ของเราทุก ฝ่ายในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถใช้การได้แล้ว เราจึงจำ�เป็น ต้องมาร่วมกันสร้างสัญญาประชาคมฉบับใหม่ขึ้น โดยอาศัย เวทีร่วมที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งมีทั้งอ�ำ นาจหน้าที่(authority) ที่ ชอบธรรมเพียงพอที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับรูปแบบและลักษณะ การอยู่ร่วมกันของเราทุกฝ่ายในอนาคต และเป็นพื้นที่ที่รวม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง(inclusive) ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายที่ต้องการคงสภาพเดิม หรือฝ่ายอื่นๆที่ไม่ใช่ทั้งสองฝ่ายนี้ รวมทั้งคนกลุ่มต่างๆ ที่ เป็นตัวแทนอัตลักษณ์อันแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของ ไทย ให้สามารถเข้ามาพูดคุยและเจรจาต่อรองกันในประเด็น ต่างๆ ได้อย่างจริงจังและชัดเจน ความหลากหลายของตัวแทนองค์ประกอบสมาชิกในเวทีร่วม แห่งนี้ เป็นสาระสำ�คัญพื้นฐานที่จะทำ�ให้สัญญาประชาคม ฉบับใหม่นี้ ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและเป็นทางออก ให้กับความขัดแย้งหรือไม่ ดังนั้น จึงจำ�เป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องออกแบบให้องค์ประกอบสมาชิกเป็นตัวแทนที่ครบตาม ภาคส่วน/สถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ 31 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย อย่างแท้จริง ไม่ว่าภาคส่วน/สถาบันนั้นๆ จะอยู่ในส่วน หน้า ส่วนหลัง ส่วนที่เป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ ส่วน ที่มีอำ�นาจ หรือส่วนที่มีอิทธิพล ก็ตามที ถัดจากนั้น เป็น เรื่องกระบวนการทำ�ให้เกิดการพูดคุย เจรจา ต่อรอง กันได้ อย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่มีการครอบงำ�จากฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งมากเกินไป และเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเสนอวาระ เนื้อหาของตนเอง ก่อนที่จะมีการพิจารณาแต่ละประเด็น ปัญหากันได้อย่างมีฐานข้อมูลความรู้ทางวิชาการรองรับ หนักแน่น กระบวนการดังกล่าวนี้ ไม่ง่าย เต็มไปด้วยอุปสรรคและอาจ ถูก“ป่วน” ได้ตลอดเวลา จากการขัดแย้งกันในเชิงชิงสิทธิ อำ�นาจ และผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงจำ�เป็นต้องอาศัยเวลาและความอดทนมุ่งมั่น สามารถ ประคับประคองกระบวนการทั้งหมดนี้ให้ด�ำ เนินไปได้อย่าง สืบเนื่อง พร้อมกันไปนี้ จ�ำ เป็นต้องยึดถือหลักความมีใจกว้าง เป็นสำ�คัญ โดยมองเห็นความต่างเป็นปัจจัยเสริมในส่วนที่ เรามองไม่เห็น เพื่อให้“โครงการ” ที่เราทั้งหมดกำ�ลังช่วย กันออกแบบและลงมือขึ้นรูปก่อสร้าง มีความสมบูรณ์และ เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันโดยแท้ 32 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย (Endnotes) 1 ประเด็นนี้ได้มาจากการบรรยายของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ใน Deliberative Focus Group ครั้งที่ 5(จากนี้ไปจะใช้ตัวย่อ ว่า DFG#5), 3 สิงหาคม 2554 ณ โรงแรมอารียาศรม 2 เนื้อหาในย่อหน้านี้ได้รับอิทธิพลความคิดจาก นิธิ เอียวศรีวงศ์,“รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย,” ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์: ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐ และรูปการจิตสำ�นึก. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม. 3 การวิเคราะห์ลักษณะความเป็นมาทางสังคมการเมืองของแต่ละภูมิภาคของไทยนี้ เรียบเรียงจาก โคทม อารียา,“สังคม การเมืองไทย,” เอกสารอิเล็คทรอนิคส์ ได้รับจากผู้เขียนโดยตรง, เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 4 ดังที่กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพ ทรงนำ�เสนอคุณธรรม 3 ประการของ“ชนชาติไทย” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย คือ ความจงรักในอิสรภาพของชาติ ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการประสานประโยชน์ สายชล สัตยานุ รักษ์, ชาตินิยมทางเลือก, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน[http://www.midnightuniv.org/ชาตินิยมทางเลือก-2] เข้าถึงเมื่อวัน ที่ 25 เม.ย.2555 5 เนื้อหาหลักๆ ในหัวข้อนี้ ได้มาจาก ผาสุก, DFG#5, อ้างแล้ว. 6 คำ�ของ โสรัจจ์ หงศ์ลดารมย์, DFG#2, 21 เมษายน 2554 7 ผาสุก, DFG#5, อ้างแล้ว. 8 ดูคำ�อธิบาย“ชนบทไทย” อีกแนวทางหนึ่งที่คล้ายๆกัน จาก อภิชาต สถิตนิรามัย“เสื้อแดงคือใคร: ม็อบเติมเงิน ไพร่ หรือ ชนชั้นกลางใหม่ กับทางแพร่งสังคมไทย” ใน Red Why: สังคมไทย ปัญหา และการมาของคนเสื้อแดง, (กรุงเทพฯ: ออนโอเพ่น, ธันวาคม 2553) 9 ผาสุก, DFG#5, อ้างแล้ว. 10 ประเด็นนี้เป็นประเด็นความเห็นที่ตรงกันทั้งจาก ผาสุก(DFG#5) และ นวลน้อย ตรีรัตน์, DFG#2, 21 เมษายน 2554 11 เนื้อหาหลักๆ ในหัวข้อนี้ ได้มาจากการบรรยายของ สุวรรณา สถาอานันท์, DFG#4, 29 มิถุนายน 2554 ณ โรงแรม อารียาศรม 12 เนื้อหาหลักๆ ในหัวข้อนี้ ได้มาจาก ผาสุก, DFG#5, อ้างแล้ว. 13 ชนิดา ชิตบัณฑิตย์, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ�ริ: การสถาปนาพระราชอำ�นาจนำ�ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ,(กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำ�รา, 2550) 14 ธงชัย วินิจจะกูล, ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา . กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2550 15 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, DFG#1, 18 มีนาคม 2554. 33 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย 16 อันที่จริงแล้ว ในเหตุการณ์ครั้งนี้ สถาบันพุทธศาสนา ก็เสนอทางออกไม่ได้ ทั้งยังกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองด้วย ดังที่เรา เห็นกันว่ามีทั้งพระที่ขึ้นเวทีคนเสื้อเหลืองและพระที่ขึ้นเวทีคนเสื้อแดง สาเหตุที่ทำ�ให้สถาบันพุทธศาสนาไม่มีคำ�ตอบให้ ต่อสภาวะวิกฤตินั้น เพราะเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นสถานการณ์คนละชนิดกับที่พุทธศาสนาในเชิงสถาบันของไทยได้ถูก หล่อหลอมขึ้นมา ซึ่งเป็นสังคมแบบเก่า ปัจจุบัน พุทธศาสนาแบบใหม่ก�ำ ลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนมาขึ้นใน อนาคต มีรูปแบบที่ไม่ติดยึดเชิงสถาบัน ผูกติดกับสถาบันกษัตริย์และรัฐน้อยลง แต่ผูกโยงอยู่กับชีวิตประจำ�วันและอาณา บริเวณส่วนตัวมากขึ้น มีการคาดการณ์กันว่าพระตามวัดน่าจะน้อยลง ฆราวาสจะมีบทบาทในทางธรรมและการสั่งสอน มากขึ้น.(โสรัจจ์ หงศ์ลดารมย์, DFG#2, 21 เมษายน 2554) 17 ผาสุก, DFG#5, อ้างแล้ว. 18 ผาสุก, DFG#5, อ้างแล้ว. 19 เสนอโดย ไชยันต์ ไชยพร ในโครงการฝึกอบรม “การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง”(Conflict Transformation) ใน โมดูลที่ 5เรื่อง “สัมมนาความขัดแย้งทางสังคมการเมือง”, 28-30 เม.ย.2554 ณ ห้องประชุม ศ.เกียรติคุณ นพ. นที รักษ์พลเมือง ชั้น 5 ตึกสำ�นักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา 20 Warburton, Nigel Free Speech: A Very Short Introduction , Oxford: Oxford University Press. 2009, pp. 32-35 21 ประเด็นของ เกษียร เตชะพีระ ซึ่งกล่าวไว้หลากหลายครั้งในวาระและสถานที่ต่างๆ รวมทั้งในงาน Open Forum“A new social contract” Side-Event of the 1 st ICIRD, 19-20 May 2011, อ้างแล้ว 22 เนื้อหาส่วนนี้ โดยหลักๆ ประมวลมาจาก เกษียร เตชะพีระ 2 เล่ม คือ สงครามระหว่างสี: ก่อนถึงจุดที่ไม่อาจหวนกลับ และ สงครามระหว่างสี: ในคืนวันอันมืดมิด, กรุงเทพฯ: openbooks, 2553 และเสริมบางส่วนจาก สุนัย เศรษฐบุญ สร้าง, ข้อเสนอการเมืองสู่สังคมสันติสุข, เอกสารอัดสำ�เนาได้รับจากผู้เขียน, 2554. 23 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, DFG#1, อ้างแล้ว. และ ใบตองแห้ง(นามปากกา),“คนดีผิดระบอบ,” ประชาไท, 23 เม.ย.2553 [http://prachatai.com/journal/2010/04/29094] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2555 24 ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์, DFG#1, 18 มีนาคม 2554. 25 ลัดดาวัลย์, DFG#1, อ้างแล้ว 26 แบ่งตามการประมวลของ เกษียร เตชะพีระ ที่เสนอในงาน Open Forum“A new social contract: The way out of the transformation crisis?” Side-Event of the 1 st ICIRD, 19-20 May 2011ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) 27 สุนัย, ข้อเสนอการเมืองสู่สังคมสันติสุข , อ้างแล้ว 28 สุวรรณา สถาอานันท์, DFG#4, อ้างแล้ว 29 ข้อสังเกตของ นวลน้อย ตรีรัตน์, DFG#2, 21 เมษายน 2554. 30 คำ�ของสุวรรณา สถาอานันท์, DFG#4, อ้างแล้ว 34 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย 31 ถ้อยคำ�และประเด็นจาก วีระ สมบูรณ์ ในการสนทนาส่วนตัวเพื่อขอคำ�ปรึกษาหารือเกี่ยวกับการดำ�เนินโครงการ DFG ครั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2554. ความข้อนี้เป็นจริงทั้งจากการพิจารณา“การแสร้ง” ในฐานะที่เป็นกฎกติกาหรือมารยาท ส�ำ หรับการอยู่ร่วมกัน หรือส�ำ หรับการขัดแย้งกัน ว่าจะต้องไปล้�ำ เส้นเกินไปจากขอบเขตที่ก�ำ หนดเอาไว้ และทั้งจากตัวอย่าง คติเตือนใจของเนลสัน แมนเดลลา ผู้นำ�คนส�ำ คัญที่ท�ำ ให้แอฟริกาใต้สามารถเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จากยุคเหยียดสีผิว ที่อ�ำ นาจอยู่ในเมืองคนผิวขาวเท่านั้น ไปสู่ยุคที่คนผิวขาวและคนผิวสีสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่เกิดสงครามกลางเมือง ดังที่แมนเดลลาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การที่เขาแสร้งทำ�ตัวเป็นคนกล้าหาญ ก็ทำ�ให้ในที่สุดเขาเป็นคนกล้าหาญขึ้นมาจริงๆ (ริชาร์ด สเตงเกิล(Richard Stengel), เขียน. ธิดา ธัญญประเสริฐกุล, กานต์ ยืนยง แปล, วิถีแมนเดลา , กรุงเทพฯ: โพสต์บุ๊กส์, 2553) 32 วีระ สมบูรณ์, การสนทนาส่วนตัวเพื่อขอคำ�ปรึกษาหารือฯ, 6 มกราคม 2554. อ้างแล้ว 33 แนวทางใหญ่ทั้งสองแนวทาง เสนอโดย วีระ สมบูรณ์, DFG#3, 24 พฤษภาคม 2554, โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส. ส่วนรายละเอียดของแต่ละแนวทางโดยเฉพาะแนวทางที่สอง ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนเพิ่มเติมลงไป 34 เสนอโดย วีระ สมบูรณ์, DFG#3, อ้างแล้ว 35 ข้อสังเกตของ วีระ, DFG#3, อ้างแล้ว 36 เกษียร, Open Forum“A new social contract” Side-Event of the 1 st ICIRD, 19-20 May 2011, อ้างแล้ว 37 วีระ สมบูรณ์, การสนทนาส่วนตัวเพื่อขอคำ�ปรึกษาหารือฯ, 6 มกราคม 2554. อ้างแล้ว 38 ประเด็นนี้นำ�เสนอหัวข้อและรายละเอียดโดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ เกษียร เตชะพีระ ที่เสนอในงาน Open Forum “A new social contract” Side-Event of the 1 st ICIRD, 19-20 May 2011, อ้างแล้ว 39 แน่นอนว่า แนวคิดเรื่อง“สัญญาประชาคมฉบับวัฒนธรรม” นั้น ข้าพเจ้าได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากแนวคิดเรื่อง “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ และได้รับการเน้นย้ำ�อีกครั้งจาก เกษียร เตชะพีระ ที่เสนอขึ้นในงาน Open Forum“A new social contract” Side-Event of the 1 st ICIRD, 19-20 May 2011, อ้างแล้ว 40 รูปแบบการปกครองทั้ง 3 ชนิดนี้ ได้ความคิดมาจากสไลด์การบรรยายของ Aurel Croissant แห่ง Institut für Politische Wissenschaft, University of Heidelberg, Germany. เรื่อง“Alternative Governance? Models of Governance and Implications for Thailand” ที่บรรยายในงาน Policy Roundtable“A new social contract” Side-Event of the 1 st ICIRD, 19-20 May 2011, อ้างแล้ว 41 ความเห็นของ วีระ สมบูรณ์, ในการสนทนาส่วนตัวเพื่อขอคำ�ปรึกษาหารือฯ, 6 มกราคม 2554. อ้างแล้ว 42 ประเด็นนี้ถูกกล่าวถึงอย่างชัดถ้อยชัดความโดย Prof.Dr. Merkel Wolfgang แห่ง Wissenschaftszentrum Berlin für Sozialforschung แห่ง Humboldt-Universität Zu Berlin ประเทศเยอรมนี เรื่อง“Transformation and Democratic Consolidation under Stress” ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม 2554 ณ Bird& Bee Resort, พัทยา. 43 ข้อสรุปประการหนึ่งจากงานสานเสวนา “ก้าวพ้นความอึดอัดขัดข้องในช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Transcending Transformation Malaise) ระหว่างวันที่ 6-9 ตุลาคม 2554 ณ Bird& Bee Resort, พัทยา. 35 ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย 44 ข้อสังเกตของ สุนัย เศรษฐบุญสร้าง ในงานสานเสวนา “ก้าวพ้นความอึดอัดขัดข้องในช่วงเปลี่ยนผ่าน” , อ้างแล้ว 45 รายละเอียดส่วนถัดไปของหัวข้อนี้ ได้มาจาก Norbert Roper,“Lessons Drawn from National Dialogue Mechanisms in Transitional Countries,” Berghof Support for Peace. เอกสารอิเล็คทรอนิคส์ได้รับจากผู้เขียน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 46 Marc Saxer, เอกสารอัดส�ำ เนา. ได้รับจากผู้เขียนในสานเสวนา “ก้าวพ้นความอึดอัดขัดข้องในช่วงเปลี่ยนผ่าน” , อ้างแล้ว 48 ประมวล รุจนเสรี, พระราชอำ�นาจ, [power.manager.co.th] 49 ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล“บทวิจารณ์หนังสือเรื่อง พระราชอำ�นาจ”, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, 10 กันยายน 2548 [http://61.47.2.69/~midnight/midnight2545/document9554.html] 50 ธงชัย วินิจจะกูล,“วาทกรรมพระราชอำ�นาจหรือประชาธิปไตยแบบคิดสั้น,” มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, 1 ตุลาคม 2548 [http://61.47.2.69/~midnight/midnight2545/document9555.html] 51 เกษียร เตชะพีระ,“ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของสนธิ ลิ้มทองกุล,” สงครามระหว่างสี: ก่อน ถึงจุดที่ไม่อาจหวนกลับ, (กรุงเทพฯ: โอเพ่นบุ๊คส์, 2553) 52 หลักจักรวรรดิวัตร 12 ได้แก่ 1) ควรอนุเคราะห์คนในราชสำ�นัก และคนภายนอก ให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย 2) ควรผูกไมตรีกับประเทศอื่น 3) ควรอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ 4) ควรเกื้อกูลพราหมณ์ คหบดี และคฤหบดีชน คือ เกื้อกูลพราหมณ์และผู้ที่อยู่ในเมือง 5) ควรอนุเคราะห์ประชาชนในชนบท 6) ควรอนุเคราะห์สมณพราหมณ์ผู้มีศีล 7) ควรจักรักษาฝูงเนื้อ นก และสัตว์ทั้งหลายมิให้สูญพันธุ์ 8) ควรห้ามชนทั้งหลายมิให้ประพฤติผิดธรรม และชักน�ำ ด้วย ตัวอย่างให้อยู่ในกุศลสุจริต 9) ควรเลี้ยงดูคนจน เพื่อมิให้ประกอบการทุจริต กุศลและอกุศลต่อสังคม 10) ควรเข้าใกล้ สมณพราหมณ์ เพื่อศึกษาบุญและบาป กุศล และอกุศลให้แจ้งชัด 11) ควรห้ามจิตมิให้ต้องการไปในที่ที่พระมหากษัตริย์ ไม่ควรเสด็จ และ 12) ควรระงับความโลภมิให้ปรารถนาในลาภที่พระมหากษัตริย์มิควรจะได้(ที่มา:“จักกวัตติสูตร” ใน ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓) 53 เนื้อหาในย่อหน้านี้ อ้างจาก โคทม อารียา,“สังคมการเมืองไทย,” เอกสารอิเล็คทรอนิคส์ ได้รับจากผู้เขียนโดยตรง, อ้างแล้ว 54 ในที่นี้ ไม่ประสงค์จะลงรายละเอียดรูปธรรมเกี่ยวกับกระบวนการ ขั้นตอน และเนื้อหาของการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ มากนัก เนื่องจากต้องการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ช่วยกันเสนอและแลกเปลี่ยนถกเถียงในระดับสาธารณะมากกว่า อย่างไรก็ตาม สามารถพิจารณาข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เกี่ยวกับทางออกคล้ายๆ กันนี้ได้อย่างน้อยจาก 2 แหล่ง ได้แก่ โคทม อารียา, การสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัย มหิดล[http://www.peace.mahidol.ac.th] ที่เขียนขึ้นเสนอต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในช่วงหลังประกาศผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ใหม่ๆ; หรืออีกตัวอย่างข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม คือ บทความ 6-7 ตอน ของ สุนัย เศรษฐบุญสร้าง, ข้อเสนอการเมืองสู่สังคมสันติสุข, อ้างแล้ว. 55 ข้อสังเกตของ สมบัติ บุญงามอนงค์, ในโครงการฝึกอบรมฯ เรื่อง “สัมมนาความขัดแย้งทางสังคมการเมือง”, 28-30 เม.ย.2544, อ้างแล้ว 36 เกี่ยวกับผู้เขียน ชาญชัย ชัยสุขโกศล สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ชาญชัย ชัยสุขโกศล| สัญญาประชาคมใหม่ ทางออกจากความขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองของไทย FES Thailand Office มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท อาคารธนภูมิ ชั้น 23 1550 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 www.fes-thailand.org 38